•
26 ส.ค. เวลา 05:25 • การศึกษา
ประเทศไทย

มีประเทศไหนให้เยอะกว่านี้อีกไหม?

สิงคโปร์ทุ่มเกือบ S$70,000 ต่อลูก 1 คน
รัฐบาลใจดีขึ้น…หรือกำลังกลัวว่าอนาคตจะ “ไม่มีคน”?
ล่าสุดสิงคโปร์ออกมาตรการเรื่องการมีลูกแบบที่เห็นตัวเลขแล้วต้องถามว่า
**“ยังมีใครให้เยอะกว่านี้อีกไหม?”**
รัฐบาลประกาศ **SG Child Support Package** ซึ่งเมื่อรวมความช่วยเหลือเดิมแล้ว เด็กสัญชาติสิงคโปร์หนึ่งคนจะได้รับการสนับสนุนโดยตรงรวมประมาณ **S$70,000 ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 17 ปี** ไม่ใช่แจกเงินก้อนเดียว แต่กระจายตั้งแต่ Baby Gift เงินช่วยรายปี บัญชีเพื่อพัฒนาเด็ก ไปจนถึงเงินเพื่อการศึกษาหลังมัธยม
ยังไม่หมดครับ
เพิ่มวันลาดูแลลูก
รัฐช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายการลาของนายจ้าง
ลดค่า childcare
เพิ่มการช่วยเรื่องบ้าน
และครอบครัวที่มีลูกมากก็ยังมีมาตรการเพิ่มอีก
เรียกว่าไม่ได้โยนเงินให้แล้วพูดว่า
**“เอ้า ไปมีลูกกันนะ”**
แต่กำลังพยายามแก้ตั้งแต่
**เงิน เวลา งาน บ้าน ไปจนถึงคนช่วยเลี้ยง**
ทำไมต้องขนาดนี้?
คำตอบอยู่ที่ตัวเลขเดียวครับ
ปี 2025 อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR ของสิงคโปร์เหลือเพียง **0.87** ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดในกลุ่มประชากรมีถิ่นพำนักอยู่ที่ประมาณ **27,500 คน ต่ำที่สุดที่เคยบันทึกมา** และประชากรสิงคโปร์ 1 ใน 5 ก็มีอายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว
ระดับทดแทนประชากรอยู่ประมาณ 2.1
พูดง่าย ๆ คือ
**รุ่นหนึ่งมีคน 100 คน
รุ่นลูกอาจเหลือไม่ถึงครึ่ง**
รัฐบาลสิงคโปร์ถึงกับเรียกเรื่องนี้ว่าเป็น **“existential challenge”** หรือความท้าทายระดับความอยู่รอดของประเทศ
นี่จึงไม่ใช่แค่นโยบายช่วยพ่อแม่
แต่มันคือ **นโยบายรักษาอนาคตของประเทศ**
เพราะถ้าเด็กเกิดน้อยต่อเนื่อง
อีก 20–30 ปี ใครจะเป็นแรงงาน?
ใครจะเสียภาษี?
ใครจะทำธุรกิจ?
ใครจะช่วยแบกค่าใช้จ่ายของสังคมสูงวัย?
ประเทศอาจมีเงิน มีตึก มีเทคโนโลยี
แต่เศรษฐกิจมีเรื่องประชดอยู่เรื่องหนึ่ง
**สร้างคนขึ้นมาใหม่ด้วยการกดปุ่มไม่ได้**
และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ สิงคโปร์เองก็ดูเหมือนจะยอมรับแล้วว่า
**เงินอย่างเดียวอาจซื้อ “ความอยากมีลูก” กลับมาไม่ได้**
เพราะการมีลูกไม่ได้มีต้นทุนแค่ค่านมกับค่าเทอม
มันมีต้นทุนของเวลา
อาชีพ
การนอน
ที่อยู่อาศัย
คนช่วยเลี้ยง
ความมั่นคง
และความรู้สึกว่า
**“ถ้ามีลูกแล้ว ชีวิตเราจะยังไหวไหม?”**
นี่คือเหตุผลที่มาตรการรอบนี้แตะทั้งเงิน การลา childcare และบ้าน ไม่ใช่แจก Baby Bonus เพิ่มอย่างเดียว ([Population Singapore][1])
และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับหลายประเทศ
เวลาคนไม่อยากมีลูก
อย่าเพิ่งบอกว่า
**“คนรุ่นใหม่เห็นแก่ตัว”**
บางทีเขาอาจไม่ได้เกลียดเด็ก
เขาแค่เปิด Excel ดูรายรับรายจ่าย แล้วพบว่า
**ความรักมี แต่ Cash Flow ไม่ผ่าน**
โลกเองก็ไม่ได้มีประชากรลดลงทุกประเทศในวันนี้นะครับ ประชากรโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มไปอีกหลายทศวรรษ แต่กว่า **ครึ่งหนึ่งของประเทศและพื้นที่ทั่วโลกมีอัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนแล้ว** และ UN คาดว่าประชากรโลกจะขึ้นสูงสุดราวกลางทศวรรษ 2080 ก่อนเริ่มลดลง
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดในสิงคโปร์ไม่ใช่ข่าวไกลตัว
มันคือ **โปสการ์ดจากอนาคต**
ส่งมาบอกประเทศที่กำลังแก่และมีลูกน้อยว่า
อย่ารอจนคนหายไปครึ่งประเทศ
แล้วค่อยถามว่า
**“ทำไมไม่มีใครมีลูก?”**
แต่สำหรับพวกเราแต่ละคน เรื่องนี้ก็ไม่ควรกลายเป็นแรงกดดันว่า ทุกคนต้องแต่งงานหรือมีลูกครับ
การมีลูกหรือไม่มีลูกเป็นสิทธิในการเลือกชีวิต
สิ่งที่สังคมและรัฐควรทำ ไม่ใช่บังคับให้คนเลือกแบบเดียวกัน
แต่ควรทำให้คนที่ **“อยากมี”**
ไม่ต้องเลิกความฝันนั้นเพียงเพราะรู้สึกว่า
**ตัวเองไม่มีเงิน ไม่มีเวลา และไม่มีทางไหว**
บางทีความสำเร็จของนโยบายครอบครัว
จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีลูก
แต่คือการทำให้คนไม่ต้องพูดว่า
**“จริง ๆ ก็อยากมีนะ…แต่ไม่กล้ามี”**
และถ้าสิงคโปร์ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการวางแผนระยะยาว ยอมทุ่มขนาดนี้
มันก็คงกำลังบอกเราว่า
**ปัญหาประชากรไม่ใช่เรื่องของอนาคตแล้วครับ**
อนาคตนั้น
เริ่มเกิดน้อยลงมาตั้งแต่วันนี้แล้ว
— ด้วยความห่วงใยจาก **ThaiPFA**
ThaiPFA อยากให้ทุกคนรู้ว่า การมีลูกหรือไม่มีลูกไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินกัน แต่ถ้าคุณอยากมีครอบครัว วันนี้เริ่มวางแผนทีละนิดได้ครับ เพราะความพร้อมไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่ค่อย ๆ ทำให้ชีวิตเราไหวขึ้นก็พอ
#สิงคโปร์ #สังคมสูงวัย #ประชากรลดลง #วางแผนครอบครัว #ThaiPFA
โฆษณา