26 ส.ค. เวลา 10:10 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] petal - Ariana Grande >>> ดอกไม้เล็ก

-เป็นการกลับมาที่ดูท่าทางจะดาร์คๆเทาๆแต่ก็ไม่หม่นไม่ดิ่งและไม่ได้คาดหวังต้องให้เป็นเช่นนั้นด้วย ผมยังคงสนใจกับการที่ Ariana กล้าที่จะส่งสาสน์ถึงคนรักเก่าและสาธารณชนเพื่อป้องกันตัวเองในรอบนี้ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทายอย่างยิ่งยวดเช่นกันว่า เธอจะมีวิธีสื่อสารยังไงให้คนฟังได้ขบคิดและคล้อยตามได้อย่างลึกซึ้ง
-แต่ดูเหมือนว่า petal ยังขาดความลุ่มลึกที่น่าจูงใจให้ค้นหามากพอสมควร ผมรู้ว่าเธอกำลังทดลองค้นหาสุ้มเสียงใหม่ๆนอกเหนือจาก Pop R&B ที่เราคุ้นเคย แต่เธอยังคงกล้าๆกลัวๆที่จะเสี่ยงเพราะกลัวว่าแฟนเพลงกลุ่มใหญ่เข้าไม่ถึง เราเลยได้ฟังชุดเพลงที่เรียบเนียนเพลินๆเกินกว่าที่จะ thrilling ขนลุกซู่ไปกับมัน สุดท้ายเราก็ได้งานเพลง play safe ทรงกลางๆที่ไม่ได้ฉีกแนวมากนัก
-ไตเติ้ลแทร็ค petal ที่ดูจะโหดเหมือนโกรธสังคม การตั้งคำถามถึงเหล่านักวิจารณ์และแฟนเพลงบางส่วนที่คาดหวังให้เธอพิสูจน์ความเป็นศิลปินตัวจริงด้วยการเค้นความเศร้าส่วนตัวแล้วกลั่นออกมาเป็นบทเพลง อีกทั้งยังเปรียบเปรยการถูกทับถมโดย hater ประหนึ่งดอกไม้ที่ดันผลิบานบนทางเท้าที่ถูกเหยียบย่ำและมองข้าม อันเป็นที่มาของคอนเซ็ปท์อัลบั้มนี้
ซึ่งก็น่าสนใจดีที่เธอแสดงเจตจำนงเป็นเกราะป้องกันจากการโดนคาดหวังว่าต้องทำเพลงยิ่งเศร้ายิ่งดี แต่ภาคดนตรี trap beat ไม่ถึงพริกถึงขิงมากพอนี้เองกลับทำให้ statement ที่เธอต้องการจะสื่อไร้ซึ่งน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น จะจิกกัดก็ไม่แสบ แทนที่จะได้ความสตรองสุดปังแต่ได้ความกุ๊กกู๋มาแทน
-เพลงที่อยากจะร้องอื้อหือมากเลยก็คือ bad thing (bunny hop) ฟังอินโทรปุ๊บ ลั่นในใจ This is Blinding Light (As It Was remix) (ฮ่าๆๆ) ไม่โฉ่งฉ่างเท่า มีความแต๊วแหน่วมากกว่า ถ้า Ariana เป็นศิลปินไทย ป่านนี้คงโดนด่าไปแล้ว (ฮ่าๆๆ) ตัวเพลงก็ชวนเคลิ้มใช้ได้เลยนะ lyric ก็เข้าท่า เหมือนเป็นโหมดเพลงรักหลังเลิกราที่ไม่รู้ปลายทางของความรักครั้งใหม่เลยว่า ตกหลุมรักหรือจะตกหลุมพรางดี? ในเมื่อเราได้ยินอะไรที่คุ้นชินจากเพลงฮิตของคนอื่นเนี่ย มันก็ไม่สามารถนิยาม “ว่าที่เพลงฮิตเพลงใหม่” ได้เต็มปากอยู่ดี
-ยังมีเพลงที่ดึงความแซ่บก๋ากั่นจากยุค Dangerous Woman มาให้เราระลึกได้บ้าง เฉกเช่น big feeling และ never get over me ที่ได้กลิ่น Side By Side อยู่จางๆ 2 เพลงนี้กำลังบอกคนฟังว่า เธอยังคงสนุกกับการใส่ความยั่วสวาทสองแง่สองง่ามลงในบทเพลงของเธออยู่ ถึงแม้ว่าจะโตขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็นำพาซึ่งการปรุงจืดที่จะแซ่บเท่ายุคก่อนไม่ได้แล้ว
-โหมดเพลงเฟียสอย่าง like i do ที่มาพร้อมกับวลีเด็ด I’m making friends with my consequence บีทเพลงที่เริ่มคาดเดาได้แพทเทิร์นเริ่มจะคล้าย Title Track เลยทำให้การเสริมเกราะความเฟียสไม่ได้พิเศษขึ้นมากนัก oh well ที่มีการลองใส่ UK Garage พอเป็นพิธีก็ทำให้อะไรที่พอจะใหม่กลายเป็นเพลงทางผ่านที่ยังไม่มีไฮไลท์อะไรมากมาย
-ต่อให้ความพยายามทำอัลบั้มเล่าเรื่องส่วนตัวที่บีทเพลงเริ่มจะวกวน แต่ยังดีที่เซนส์ป็อปของเธอยังคงหลงเหลือ ผลิเป็นดอกไม้บานเล็กๆตามซอกคอนกรีตอยู่บ้าง โดยเฉพาะ Lead Single อย่าง hate that i made you love me ถือเป็นซิงเกิ้ลที่เหมาะเหม็งแก่การเป็นตัวชูโรงอัลบั้มที่ดีมากๆ สามารถเล่าภาพรวมของอัลบั้มที่มาในมู้ดแอนด์โทนที่ลึกลับและยังคงขายได้ด้วยเวย์ที่ catchy มากพอที่จะตกคนฟังได้มากพอสมควร ไม่แปลกที่มันจะฮิตติดลมบน
และดูเหมือนว่า Ariana จะภาคภูมิใจกับเพลงนี้เป็นพิเศษ สามารถตีความได้ทั้งในทางความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เป็นตัวของตัวเองแล้วต้องมารู้สึกผิดทีหลังว่า ทำไมถึงทำให้คนที่ไม่ใช่รักเธอจนถอนตัวไม่ขึ้นขนาดนี้ และในมุมของการเป็นบุคคลสาธารณะที่เธอเป็นตัวของตัวเองแล้ว haters บางส่วนทำตัวชอบทำตัวย้อนแย้งยิ่งเกลียดยิ่งรักโดยไม่ต้องร้องขอเสียเอง ยังมีอินฟลูบางคนก็แต่งตัวเลียนแบบเธอ ยืมคาแรคเตอร์เธอไปใช้จนเธอถึงขั้นต้องออกมาเตือนอินฟลูคนนั้นนอกไมค์อย่างที่ชาวกอสซิปรู้ๆกัน
-เพลง freak ที่มาแนว shoegaze หม่นหน่อยๆ แต่ก็มีแสงแห่งความระลึกได้บางอย่างเข้ามาส่องทางสว่างให้เธอเดินหนีออกจากคนที่พยายามควบคุมให้เธอต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ตามใจคนอื่นอยู่ร่ำไป เป็นรสชาติที่ไม่สากดิบกำลังพอดี คอเพลงป็อปน่าจะรับได้สบายๆ
-warning signs (interlude) เพลงสั้นที่ต่อเนื่องความเข้มข้นและจริงจังขึ้น เผยความเนื้อน้อยต่ำใจต่อให้เพลงของเธอจะถูกเปิดในทุกแห่งหน แต่มันจะมีซักกี่คนที่ได้ยินความเจ็บปวดรวดร้าวที่ซ่อนอยู่ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เข้าแทรก บางคนก็เล่นเธอเหมือนยาอี รู้สึกดีชั่วคราว แล้วก็หายหัวไปในยามที่เธอยากลำบาก
-เพลงเปิดและปิดอัลบั้มก็จัดว่าดีทั้งคู่เลย ตั้งแต่ kiss me เป็นเพลง kick off ที่ดีในการต้อนรับเข้าสู่ era ใหม่อย่างเฟรนด์ลี่ พอมีแนวโน้มว่าเธอจะไปต่อกับรักครั้งใหม่ได้โดยที่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ในระหว่างทางก็มีเพลง stay ที่ตอกย้ำความ insecure เข้าใจได้ด้วยชีวิตรักส่วนตัวที่ทำให้เธอต้องขอร้องอย่างออดอ้อนและประนีประนอม และเพลงสุดท้าย nowhere, nobody ที่มีแนวโน้มจะเป็นซิงเกิ้ลถัดไปได้ไม่ยาก โทนเพลงคลี่คลายเหมาะเหม็งกับการเป็นเพลงปิดอัลบั้มได้อย่างสวยงาม
ถ้าเพลงแรก kiss me มีความหวังปนกังวล nowhere, nobody เป็นการบอกตัวเองว่า ไม่จำเป็นต้องผูกติดความรักกับใคร เพราะคนที่จะอยู่กับเราได้ในทุกแห่งหนก็มีแค่ตัวเราเองเท่านั้น ผมชอบตรงที่เพลงปิดอัลบั้มไม่ได้มาด้วยโหมดไฟท์บังคับที่ต้องเค้นพลังเสียงสูง diva แต่ vibe สบายกว่าเน้นความสอดคล้องไปกับบริบท เพียงแค่นี้ก็ซื้อใจคนฟังได้แล้ว
-ผมเสียดายอัลบั้ม petal ตรงที่ lyrics หลายเพลงมี potential มากพอที่จะทำออกมาให้แข็งแรงและเข้มข้นในตัวมันได้ statement หลอกด่าวงการบันเทิงก็ดีสื่อก็ดี เรื่อง toxic relationship ก็ดี แต่ภาคดนตรีอย่างว่าแหละ เป็นเชฟคนเดิม (Ilya และ Max Martin) ที่รสมือไม่ถึง ติดกับแพทเทิร์นเดิมๆ ทดลองสุ้มเสียงใหม่ก็แล้ว แต่ไม่กล้าฉีกไปทางนั้นจริงจัง มันเลยไม่วาไรตี้ เริ่มติดลูปนึกถึงงานเพลงยุคเก่าอยู่ร่ำไป
-เมื่อเทียบกับงานที่แล้ว ผมชอบ eternal sunshine มากกว่านะ คอนเซ็ปท์ที่แอบอิงกับหนังดังมันจับต้องได้ และมันเป็นจุดเริ่มต้นของการอัพเดทสุ้มเสียงใหม่ด้วย พอมาถึง petal ก็ยังติดสูตรอัลบั้มที่แล้วมาอยู่ กลายเป็นงานเพลงที่ไม่สามารถเปลี่ยนเกมส์ให้ไปไกลจากจุดเดิมได้
-สิ่งที่ชอบมากที่สุดในอัลบั้มนี้คือ การที่เธอไม่ได้รู้สึกอับจนหนทางซักทีเดียวในการเล่าเพลงนอกจากประเด็นรักๆใคร่ๆ โตขึ้น ตาสว่างขึ้น เริ่มใส่ใจ Arianator ตัวจริง ตีเก๊คนรักและสื่อปลอม เหนือสิ่งอื่นใด เธอเริ่ม self care ในเวย์ที่อยากได้เวลาของตัวเองกลับคืนมา ท่ามกลางข่าวฉาวที่ถาโถมมา
-ตั้งแต่ที่มีข่าวว่าเธอจะพักเบรคเมื่อทัวร์อัลบั้มที่แล้วกำลังสิ้นสุดลง petal น่าจะเป็นการส่งสาสน์และมอบช่อดอกไม้เพื่อการพักเบรคอย่างจริงจัง ซึ่งสถานะป็อปสตาร์ ณ ตอนนี้ผมแทบไม่เป็นห่วงว่าจะสั่นคลอนแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าไม่มีอะไรใหม่ให้ตาลุกวาวก็ตาม
ในส่วนเรื่องสุขภาพ ผมก็เป็นห่วงไม่ต่างจากทุกคน
top tracks: kiss me, hate that i made you love me, stay, freak, warning signs (interlude), nowhere, nobody
give 6.5/10
thx 4 readin’
See y’all
โฆษณา