28 ส.ค. เวลา 09:14 • ยานยนต์

ทำไมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ายังแพงอยู่ และจะถูกลงไหมในอนาคต

รู้หรือไม่ว่า ถ้าแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้าของคุณเสีย คุณอาจจะต้องจ่ายเงินเปลี่ยนแบตสูงถึงหลักแสนบาท
ทำไมแบตเตอรี่ถึงยังแพงอยู่ ทั้งที่ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงไปแล้วกว่า 90%
เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน
ต้องเข้าใจก่อนว่า "ถูกลง" กับ "ถูก" เป็นคนละเรื่องกัน
แม้ราคาแบตเตอรี่เฉลี่ยทั่วโลกจะลดลงมาเหลือราว 108 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ในปี 2025 ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
แต่ถ้าเอาตัวเลขนี้ไปคูณกับขนาดแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่มักอยู่ราว 60-80 kWh ต้นทุนแบตเตอรี่อย่างเดียวก็ยังตกอยู่ที่หลักแสนบาทต่อคัน
และนี่คือเหตุผลที่แบตเตอรี่ยังคงเป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน คิดเป็นสัดส่วนถึงราว 1 ใน 3 ของต้นทุนรถทั้งคัน
แล้วอะไรที่ทำให้แบตเตอรี่ยังลดต้นทุนได้ไม่มากเท่าที่ควร?
เหตุผลที่ 1 แบตเตอรี่ยังต้องพึ่งพาแร่โลหะที่ทั้งหายากและราคาผันผวน
แบตเตอรี่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันพึ่งพาแร่โลหะสำคัญอย่างลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์
ปัญหาคือ แร่เหล่านี้ไม่ได้กระจายอยู่ทั่วโลก แต่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ เช่น โคบอลต์ส่วนใหญ่ของโลกมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเพียงประเทศเดียว
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าตราบใดที่แบตเตอรี่ยังต้องพึ่งพาแร่ที่ทั้งหายากและกระจุกตัว ต้นทุนก็ยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนได้เสมอ
เหตุผลที่ 2 ต้นทุนไม่ได้อยู่แค่ "เซลล์แบตเตอรี่" เพียงอย่างเดียว
หลายคนเข้าใจว่า ต้นทุนแบตเตอรี่ = ราคาวัตถุดิบ
แต่ในความเป็นจริง ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเมื่อแบตเตอรี่เสียและต้องเปลี่ยนใหม่ จะรวมไปถึงตัวเรือนแบตเตอรี่ ระบบระบายความร้อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ หรือ BMS ค่าโลจิสติกส์ และค่าแรงช่าง
พูดง่ายๆ คือ ต่อให้ราคาต้นทุนอุตสาหกรรมของแบตเตอรี่ถูกลงแค่ไหน ราคาการเปลี่ยนแบตใหม่ก็จะยังแพงอยู่ ตราบที่ระบบการจัดการยังมีต้นทุนสูง
เหตุผลที่ 3 ต้นทุนแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค
ต้นทุนแบตเตอรี่แบบแพ็กในประเทศจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของโลก อยู่ที่เพียงราว 84 ดอลลาร์สหรัฐต่อ kWh เท่านั้น
ในขณะที่ทวีปยุโรป ต้นทุนกลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงราว 56% ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าและการต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
นั่นแปลว่า ประเทศที่ไม่มีห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ครบวงจรเป็นของตัวเอง (เช่น ไทย) จะยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าจีนไปอีกนาน ไม่ว่าราคาเฉลี่ยของโลกจะลดลงมากแค่ไหนก็ตาม
แบตเตอรี่จะถูกลงไหมในอนาคต
ถูกลงแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าทางไหนจะสำเร็จก่อน
ทางที่ 1 เปลี่ยนไปใช้เคมีแบตเตอรี่ที่ไม่พึ่งแร่หายาก
ทางออกแรกที่ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนจากแบตเตอรี่ NMC ไปเป็น LFP ที่ไม่ใช้โคบอลต์เลย ซึ่งช่วยให้ต้นทุนต่ำลงและราคาผันผวนน้อยลง
แต่สิ่งที่จะทำให้ราคาวัตถุดิบแบตต่ำกว่านั้นคือเทคโนโลยีใหม่อย่างแบตเตอรี่โซเดียมไอออน หรือ Sodium-ion ซึ่งใช้โซเดียมแทนลิเทียม โดยโซเดียมเป็นแร่ที่มีอยู่ทั่วไปในโลกและมีต้นทุนต่ำกว่าลิเทียมมาก
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัท CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับ Changan Automobile เปิดตัว Changan Nevo A06 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แม้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะมีความหนาแน่นพลังงานต่ำกว่า ทำให้เหมาะกับการวิ่งระยะสั้นมากกว่าวิ่งระยะไกล แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้อุตสาหกรรมมีทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งพาลิเทียมและโคบอลต์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
หากอยากทราบเกี่ยวกับ
-ทางออกอื่นๆ ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลง
-แบตเตอรี่ชนิดอื่นที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับแบตเตอรี่ลิเทียม
-รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
ช่วยแนะนำกันเข้ามาได้ครับ
แล้วพบกันในบทความถัดไป
ขอบคุณครับ
นักวิจัยท่านหนึ่ง
References
- BloombergNEF, New Record Lows for Battery Prices (2025)
- go-electra.com, How much does a battery for an electric car cost? (2026)
- MOTORWATT, EV Battery Replacement Cost 2026: Real Prices by Brand
- CarNewsChina, Sodium-ion batteries to reach cost parity with lithium by late 2026
- Charged EVs, CATL to deploy sodium-ion EV batteries at commercial scale in 2026
โฆษณา