เมื่อวาน เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนนี้ เชื่อว่าแทบไม่มีใครลงทุนชนะตลาดได้ แต่กลับรวย เพราะลงทุนกับ Warren Buffett

ในปี 1974 มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขียนบทความออกมากล่าวหาว่า ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่บนโลกนี้ ควรจะเลิกทำอาชีพนี้ แล้วหันไปทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อโลกนี้มากกว่า
แถมเขายังบอกต่ออีกด้วยว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็ขอให้เอาหลักฐานผลงานมากางให้ดูกันไปเลย พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้มีใครสักคน มีความกล้าตั้งกองทุนค่าธรรมเนียมถูก ที่ลอกเลียนแบบดัชนี S&P 500 ขึ้นมาเสียที
บทความชิ้นนั้น กลายเป็นจุดกำเนิดของกองทุนอิงดัชนีค่าธรรมเนียมต่ำกองแรกของโลก ในอีก 1 ปีถัดมา
1
แต่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเชื่อ 4 ปีก่อนหน้าที่เขาจะเขียนบทความนี้ ตัวเขาเองได้ทยอยเก็บหุ้นตัวหนึ่งเอาไว้เงียบ ๆ ที่ต้นทุนเฉลี่ยราว 44 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
และวันนี้ หุ้นตัวนั้นมีราคาสูงถึง 743,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 24,000,000 บาท..
1
เรากำลังพูดกันถึง คุณ Paul Samuelson ตำนานนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ลงทุนในบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งบริหารโดยคุณ Warren Buffett ทั้งที่เขาไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถทำผลตอบแทนชนะตลาดได้
หากสงสัยว่า เรื่องราวของคุณ Paul Samuelson เป็นมาอย่างไร ทำไมนักเศรษฐศาสตร์อย่างเขา ถึงได้มามีอิทธิพลต่อโลกการเงิน และประสบความสำเร็จในการลงทุน ระดับที่เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ได้ขนาดนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คุณ Paul เกิดในปี 1915 ที่รัฐอินดีแอนา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาเข้าเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยชิคาโก ได้ในวัยเพียง 16 ปี และเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
จากนั้นเขาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ที่ MIT ต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต..
สิ่งที่คุณ Paul ได้ทำ และเปลี่ยนโลกวิชาการไปตลอดกาล คือการเป็นผู้บุกเบิกด้วยการนำคณิตศาสตร์ เข้ามาเป็นแกนกลางของการเรียนเศรษฐศาสตร์ ซึ่งยังคงใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้
1
เพราะก่อนหน้านั้น การถกเถียงทางด้านเศรษฐศาสตร์ มักจะเป็นการที่ต่างฝ่ายต่างโต้เถียงกันในเชิงปรัชญา โดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อถกเถียง ผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลจริง
แต่พอเขาได้เปลี่ยนสมมติฐานเหล่านั้น ให้มาอยู่ในรูปแบบสมการ คำถามที่ดูจะเถียงกันได้ไม่จบไม่สิ้น ก็เริ่มมีคำตอบชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผลงานจากวิธีการนี้ ได้ปรากฏออกมาเป็นหนังสือ Foundations Of Economic Analysis ในปี 1947 และทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัลสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่ง
และพอปีถัดมา เขาก็ได้ออกหนังสือเรียนระดับตำนาน ที่ยังถูกกล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้ ชื่อ Economics
หนังสือเล่มนี้เรียกได้ว่า กลายเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยถูกแปลออกไปมากกว่า 20 ภาษา และขึ้นแท่นหนังสือเรียนขายดีสุดของสหรัฐอเมริกา นานเกือบ 30 ปี
จนคุณ Paul ถึงกับเคยพูดติดตลกเอาไว้ว่า เขาไม่สนใจหรอกว่า ใครจะเป็นคนเขียนกฎหมายของประเทศนี้
ขอแค่เขาเป็นคนเขียนตำราเศรษฐศาสตร์ ให้คนพวกนั้นต้องใช้เรียนกัน ก็เพียงพอแล้ว..
ในปี 1965 ชีวิตของเขาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกการเงินและการลงทุน ผ่านการตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่อง “Proof That Properly Anticipated Prices Fluctuate Randomly”
ซึ่งได้กลายมาเป็นรากฐานของแนวคิด “Efficient Market Hypothesis” หรือทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ อันเป็นที่ลือลั่นสะเทือนวงการลงทุน
เพื่อไม่ให้พวกเราทุกคนงงกันไปเสียก่อน จะขอแวะพักอธิบายกันแบบนี้ว่า
ใจความสำคัญของงานชิ้นนี้บอกว่า ถ้าราคาหุ้นในวันนี้ ได้สะท้อนข้อมูลทุกอย่าง ที่ทุกคนในตลาดรู้กันไปหมดแล้ว
การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในวันพรุ่งนี้ ก็จะต้องมาจากข่าวใหม่ ที่ยังไม่มีใครรู้เท่านั้น
และในเมื่อไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า ข่าวใหม่จะเป็นอะไร ราคาหุ้นจึงจะต้องเคลื่อนไหวแบบคาดเดาไม่ได้ ตามธรรมชาติของมันเอง
ตรงจุดนี้เอง ที่มักจะทำให้คนเข้าใจผิดต่อจุดยืนของคุณ Paul จนมองว่าเขายืนหยัดหนักแน่นในความเชื่อว่า จะไม่มีนักลงทุนคนไหนมีความสามารถพอจะเอาชนะตลาดได้
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เขาไม่ได้คิดแบบนั้นเลย เพราะเขาเองก็เคยเขียนเอาไว้ชัดเจนเหมือนกัน กล่าวคือในตลาดเองก็ย่อมมีคนบางกลุ่ม ที่เฉลียวฉลาดกว่าคนอื่น จนสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่าจริง ๆ
แต่เรื่องแบบนี้ ก็เกิดขึ้นได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวจากนักลงทุนที่มีอยู่ทั้งหมดในตลาด ทำให้การจะเอาชนะตลาดได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก
และการที่เราจะสามารถชี้ตัวว่า ใครเป็นของจริง และจะสามารถเอาชนะตลาดไปได้ยาวนาน กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าเสียอีก..
และแล้วจากผลงานการทำความเพียร มุ่งผลิตงานวิจัยชั้นเลิศออกมาคอยขยายองค์ความรู้ให้กับโลกนี้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเมื่อปี 1970 มาถึง
ชื่อของเขาก็ได้ถูกสลักลึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกอย่างถาวร ในฐานะชาวอเมริกันคนแรก ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์
ซึ่งคำประกาศเกียรติคุณจากราชบัณฑิตยสภาสวีเดน ระบุเอาไว้ว่า ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยคนไหนอีกแล้ว ที่จะยกระดับการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ในสาขานี้ ได้มากเท่ากันกับเขา
หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพหน่อยก็คือ เขาไม่ได้ทำเพียงแค่เขียนทฤษฎีใหม่เข้าไปในตำรา แต่เขายังลงมือเขียนทฤษฎีเก่าจำนวนมาก ให้คงอยู่ในรูปแบบร่วมสมัยด้วย..
ซึ่งภายในปีเดียวกันกับที่เขาได้รับรางวัลโนเบลนี้เอง ก็ได้เกิดเหตุการณ์มีชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เดินเข้ามานั่งรออยู่หน้าห้องทำงานของเขาที่ MIT โดยไม่ยอมกลับ จนกว่าจะได้พบคุณ Paul
ชายคนนั้นคือคุณ Conrad Taff นักลงทุนที่เคยเรียนกับคุณ Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของคุณ Warren Buffett อีกด้วย
2
คุณ Taff นั่งรออยู่หน้าห้องราว 1 ชั่วโมง และในระหว่างที่รอนั้น เขาก็พูดให้เลขานุการของคุณ Paul เคลิ้มจนตัดสินใจซื้อหุ้น Berkshire Hathaway ไปเรียบร้อยแล้ว
และเมื่อทั้ง 2 คนได้เจอกัน คุณ Taff ก็ได้ยื่นข้อมูล 2 อย่างให้กับคุณ Paul ได้ดู
- อย่างแรก เป็นผลงานการลงทุนอันสุดมหัศจรรย์ของคุณ Buffett
- และอย่างสุดท้ายคือ ข้อมูลที่บอกว่า Berkshire Hathaway ไม่เคยจ่ายเงินปันผล และนำกำไรทั้งหมด กลับไปทบต้นอยู่ในบริษัท ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องเสียภาษีระหว่างทางเลย
เมื่อคุณ Paul ได้เห็นข้อมูลเหล่านี้ ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า คุณ Buffett เป็นคนที่ฉลาด
และเป็นข้อยกเว้นเพียงจำนวนน้อยในโลกนี้ ที่มีศักยภาพสูงมากพอ จะสามารถเอาชนะตลาดได้ขาดลอยไปอีกหลายปี
1
นั่นจึงทำให้เขาไม่ลังเลเลย ที่จะทยอยซื้อหุ้นคลาส A ของ Berkshire Hathaway เก็บไว้ตั้งแต่ตอนนั้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยเพียงแค่ 44 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และถือต่อมาอีกยาวนาน แบบไม่ยอมขายออกไป
ซึ่งในวันนี้เอง หากคุณ Paul ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็จะได้รับผลตอบแทนจากหุ้นตัวนี้ สูงถึงเกือบ 17,000 เท่า..
และว่ากันว่า ความมั่งคั่งของเขาจากหุ้นตัวนี้เพียงตัวเดียว ก็น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท เลยทีเดียว..
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวด้านการลงทุนของเขา ยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้
เพราะถึงแม้เขาจะได้ค้นพบสุดยอดนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และแถมได้ลงทุนในบริษัทนี้ ตั้งแต่ยุคแรก ๆ แล้วก็ตาม
เขาก็ยังมีความเชื่ออยู่ว่า คนแบบคุณ Buffett หายากมาก และคงจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าสำหรับคนทั่ว ๆ ไป คือเลิกสนใจเรื่องเอาชนะตลาด
เพราะการลงทุนแค่ให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยพอ ๆ กับตลาด ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานมากพอ ก็สามารถเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนที่มั่งคั่งมาก ๆ ได้แล้ว
นี่จึงเป็นที่มาของบทความในปี 1974 ที่เราได้เกริ่นเอาไว้ตอนต้น
บทความนี้มีชื่อว่า “Challenge to Judgment” ถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสาร The Journal of Portfolio Management
และคนที่ได้อ่านบทความนี้ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ให้เอาไปต่อยอด ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เพราะเขาคือ คุณ John C. Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard Group และกลายมาเป็นบิดาแห่งกองทุนอิงดัชนีนั่นเอง
โดยในปี 1975 กองทุนอิงดัชนี S&P 500 ค่าธรรมเนียมต่ำ จาก Vanguard ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าในช่วงแรก การระดมทุนจะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายไปมาก จนคุณ Bogle ถูกล้อเลียนอยู่นานหลายปี
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดัชนีตัวนี้สามารถผ่านการทดสอบจากเหตุการณ์จริงมามากมาย และดำรงคงอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยอัตราผลตอบแทนที่น่าประทับใจ
ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนสายมุ่งมั่นจำนวนมาก ที่ครั้งหนึ่งเคยมีช่วงเวลาอันรุ่งเรือง จากผลตอบแทนอันดูงดงามในระยะสั้น
ก็มักจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ในตอนสุดท้าย จนชื่อเสียงถูกคนรุ่นหลังลืมเลือนไปในที่สุด..
และด้วยการที่คนส่วนใหญ่ ต่างพากันพ่ายแพ้ต่อดัชนีตัวนี้ จึงไม่แปลกใจที่หลายคนจะเชื่อว่า “S&P 500 เป็นดัชนีที่เอาชนะยากที่สุดในโลก..”
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจเรื่องราวของคุณ Paul Samuelson ตำนานนักเศรษฐศาสตร์ ผู้จุดประกายไฟให้กองทุนอิงดัชนีได้ถือกำเนิดขึ้น แต่ตัวเขาเอง กลับรวยมากจากการลงทุนในหุ้นรายตัว กันดีขึ้นแล้ว
หลายคนอาจจะมองว่า นี่เป็นเรื่องตลกร้ายที่มีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง แต่หากเรามองให้ลึกซึ้งลงไปอีก ก็จะเห็นว่า มันมีความซื่อสัตย์ทางความคิดอยู่ไม่น้อยเลย
เพราะทฤษฎีของเขาบอกว่า “คนส่วนใหญ่” เอาชนะตลาดไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า “บางคน” จะทำไม่ได้
เขาจึงได้ทำการเรียกร้อง ให้โลกนี้มีกองทุนอิงดัชนี เพื่อคนส่วนใหญ่ ที่ไม่มีทางรู้ว่า ผู้จัดการกองทุนคนไหนคือข้อยกเว้น ได้รับประโยชน์ไปตาม ๆ กัน
แต่เมื่อวันที่โชคชะตาเปิดทางให้เขาได้เจอกับ ผู้ที่เป็นข้อยกเว้นของทฤษฎีตัวจริง พร้อมกับโอกาสในการลงทุน เดินเข้ามาหาเขา
ตัวคุณ Paul เอง ก็ไม่ได้ปล่อยให้ทฤษฎีที่เขาเชื่อ มาเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางความก้าวหน้าของชีวิตแต่อย่างใด
บางทีแล้ว บทเรียนจากชีวิตของตำนานนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างคุณ Paul Samuelson นั้น ก็อาจจะกำลังบอกเราเป็นนัย ๆ อยู่ก็ได้ว่า
ทฤษฎีที่ดี ไม่ได้มีไว้ให้เราหลับตาเชื่อ จนคอยเดินตามแบบไม่ยั้งคิด
แต่กลับจะมีประโยชน์อย่างมาก หากเรานำไปใช้เพื่อช่วยให้เราตระหนักรู้ จนหยุดคิดก่อนเสมอ และไม่ไปหลงเชื่อคำเชิญชวนอันแสนดูดี ที่เห็นกันอยู่ดาษดื่นในโลกการเงิน..
References
-หนังสือ The Bogle Effect: How John Bogle and Vanguard Turned Wall Street Inside Out and Saved Investors Trillions (2022) โดย Eric Balchunas
-หนังสือ Stay The Course (2018) โดย John C. Bogle
-หนังสือ The Little Book of Common Sense Investing (2011) โดย John C. Bogle
-หนังสือ Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor (1999) โดย John C. Bogle
1
-หนังสือ In Pursuit of the Perfect Portfolio: The Stories, Voices, and Key Insights of the Pioneers Who Shaped the Way We Invest (2021) โดย Andrew W. Lo และ Stephen R. Foerster
-หนังสือ Poor Charlie’s Almanack: The Essential Wit and Wisdom of Charles T. Munger (2023) โดย Charlie Munger
-What You Can Learn From One of Warren Buffett's Smartest Investors
โฆษณา