•
31 ส.ค. เวลา 22:58 • ศิลปะ & ออกแบบ

ประวัติศาสตร์ของ รองเท้าสนีกเกอร์ (Sneakers) และ สตรีทแวร์ (Streetwear) เป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์กีฬาธรรมดา ให้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและแฟชั่นระดับไฮเอนด์

1. ยุคเริ่มต้น: จากพื้นยางสู่วงการบาสเกตบอล (Late 1800s – 1970s)
ที่มาของคำว่า "Sneaker": ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีการคิดค้นรองเท้าพื้นยางพื้นเรียบที่เรียกว่า Plimsolls ความพิเศษคือเวลาก้าวเดินจะไม่มีเสียงดังเหมือนรองเท้าหนังยุคนั้น ผู้คนจึงเรียกว่า "Sneaker" (มาจากคำว่า To sneak ที่แปลว่าย่องหรือเคลื่อนไหวเงียบๆ)
จุดเปลี่ยน Converse All Star (1917): รองเท้าบาสเกตบอลรุ่นแรกๆ ที่ต่อมาได้ Chuck Taylor นักบาสเกตบอลชื่อดังมาช่วยโปรโมตและปรับปรุงดีไซน์ จนกลายเป็นรองเท้าคลาสสิกตลอดกาล
Converse Chuck Taylor ต้นตำรับรองเท้าสนีกเกอร์. แหล่ง ที่มา: eBay
2. กำเนิดวัฒนธรรม Streetwear (1980s)
วัฒนธรรมสตรีทแวร์เกิดจากการผสมผสานของ 2 Subculture หลักในอเมริกาช่วงยุค 80s:
วัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด (West Coast - California): Shawn Stussy ช่างทำกระดานโต้คลื่นในแคลิฟอร์เนีย เริ่มนำลายเซ็นสไตล์กราฟฟิตี้ของตัวเองมาสกรีนลงบนเสื้อยืดและหมวกเพื่อขายคู่กับกระดานเซิร์ฟและสเก็ตบอร์ด กลายเป็นการก่อตั้งแบรนด์ Stüssy ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นแบรนด์สตรีทแวร์แบรนด์แรกของโลก
ฮิปฮอปและบาสเกตบอล (East Coast - New York): แนวดนตรีฮิปฮอปและวัฒนธรรมสตรีทบาสเกตบอลเติบโตอย่างรวดเร็ว ศิลปินฮิปฮอปอย่างวง Run-D.M.C. ปล่อยเพลง "My Adidas" (1986) และใส่รองเท้า Adidas Superstar โดยไม่ร้อยเชือก ทำให้รองเท้ากีฬากลายเป็นเครื่องแต่งกายแฟชั่นของวัยรุ่นเมืองใหญ่
3. จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์: ปรากฏการณ์ Air Jordan (1985)
ในปี 1985 Nike ได้เซ็นสัญญากับรุกกี้ดาวรุ่ง Michael Jordan และเปิดตัวรองเท้า Air Jordan 1
Air Jordan 1 (1985) จุดเริ่มต้นยุค Sneakerhead. แหล่ง ที่มา: eBay
คดีรองเท้าโดนแบน (Banned Story): ลีก NBA มีกฎว่ารองเท้าแข่งต้องมีสีขาวเป็นหลัก แต่ Jordan 1 มาในสีแดง-ดำ Nike จึงยอมจ่ายค่าปรับนัดละ 5,000 ดอลลาร์เพื่อให้จอร์แดนใส่ลงแข่ง และใช้เรื่องนี้ทำแคมเปญโฆษณาจนสินค้าขายดีถล่มทลาย
กำเนิด "Sneakerhead": เหตุการณ์นี้เปลี่ยนรองเท้ากีฬาให้กลายเป็นของสะสม เกิดวัฒนธรรมการเข้าคิวต่อแถวรอซื้อรองเท้า (Camping) และตลาดรีเซลล์ขึ้นเป็นครั้งแรก
4. ยุค Harajuku & การปฏิวัติของฝั่งเอเชีย (1990s)
ย่านฮาราจุกุ ประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางสตรีทแวร์โลก นำโดยนักออกแบบระดับตำนานอย่าง Hiroshi Fujiwara (เจ้าพ่อสตรีทแวร์ญี่ปุ่น), NIGO (ผู้ก่อตั้ง A Bathing Ape / BAPE) และ Jun Takahashi (Undercover) นำเสนอดีไซน์ที่มีความประณีต ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) จนเกิดกระแสความต้องการจากฝั่งอเมริกาและยุโรป
5. หลอมรวมสู่ Luxury Fashion (2010s – ปัจจุบัน)
Virgil Abloh & Off-White: การมาถึงของ Virgil Abloh ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Off-White และต่อมาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์เสื้อผ้าบุรุษของ Louis Vuitton ได้ทลายกำแพงระหว่าง "สตรีทแวร์" กับ "แฟชั่นชั้นสูง (High Fashion)"
การคอลแลบแห่งยุค: เกิดปรากฏการณ์คอลแลบระดับโลก เช่น Louis Vuitton x Supreme หรือโครงการ The Ten (Nike x Off-White) ทำให้เสื้อผ้าสตรีทแวร์และสนีกเกอร์ขยับขึ้นไปสู่สินค้าระดับลักชัวรีอย่างเต็มตัว

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา