Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmama ชวนอ่าน
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:05 • ข่าวรอบโลก
⚠️ Don't Fight The FED… รู้ไว้ก่อนติดดอยทุกอย่าง
หลังคืนวันศุกร์ที่ Jackson Hole นิคกี้เห็นวลี "Don't Fight The Fed" ลอยเต็มฟีดเลยค่ะ พร้อมแคปชั่นทำนองว่าถึงเวลาเก็บของแล้ว บางโพสต์ถึงขั้นบอกว่าเฟดกำลังจะกลับมาเป็นเพื่อนเราอีกครั้ง
นิคกี้ขอถามกลับสั้นๆ ค่ะ
แล้วรอบนี้ Fed ยืนอยู่ข้างไหนคะ
เพราะถ้าใครฟังสิ่งที่ Kevin Warsh พูดจริงๆ จะรู้ว่าคืนนั้นไม่มีอะไรที่ควรทำให้ดีใจเลยสักนิดเดียวค่ะ
📖 วลีนี้ไม่เคยแปลว่า "ซื้อ" สักครั้งเดียว
Marty Zweig คนที่ทำให้วลีนี้ดังตั้งแต่ยุค 70 เขาไม่ได้เขียนมันขึ้นมาเป็นคำเชียร์ให้เข้าตลาดค่ะ เขาเขียนมันเป็นกฎการอ่านทิศทางว่า อย่าไปยืนสวนทางกับสิ่งที่ธนาคารกลางกำลังทำ
👉🏻 ถ้าเฟดผ่อนคลาย อย่าขาย ถ้าเฟดตึงตัว อย่าฝืนถือ
ปัญหาคือตั้งแต่วิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา ทิศทางของเฟดมันชี้ลงเกือบตลอด ดอกเบี้ยศูนย์ QE รอบแล้วรอบเล่า คนรุ่นที่เข้าตลาดใน 10 กว่าปีหลังเลยไม่เคยเห็นวลีนี้ในโหมดอื่นเลย และค่อยๆ จำกันไปเองว่า "Don't Fight The Fed" เท่ากับ "ตลาดจะขึ้น"
รอบนี้ทิศทางกลับหัวค่ะ และวลีเดิมยังใช้ได้อยู่ แค่มันกำลังชี้ไปอีกทางหนึ่ง
🏦 Warsh พูดอะไรที่ Jackson Hole
วันที่ 28 สิงหาคม Kevin Warsh ขึ้นเวที Jackson Hole เป็นครั้งแรกในฐานะประธาน Fed พูดราว 30 นาที และแทบไม่ให้ forward guidance อะไรเลย ซึ่งเป็นสไตล์ของเขาอยู่แล้ว เขาเชื่อว่าเฟดควรพูดให้น้อยลง แล้วให้ตลาดกลับไปคิดเรื่องเศรษฐกิจเองมากขึ้น
แต่สิ่งที่เขาพูดออกมามันชัดค่ะ เขาบอกว่าตัวเลข PCE และ CPI ช่วงซัมเมอร์ "ดีกว่าที่คาด" แต่ "ยังไม่ได้บอกผมว่าแนวโน้มพื้นฐานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" และย้ำว่าเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้า 2% ควรเป็น "จุดโฟกัสหลัก" ของเฟดตอนนี้
พร้อมกับประโยคที่เย็นวาบว่า "เสถียรภาพราคาไม่ได้เกิดขึ้นเอง และเงินเฟ้อก็ไม่จำเป็นต้องกลับเข้าค่าเฉลี่ยของมันเอง"
เขายังกลับไปยืนยันว่าดอกเบี้ยระยะสั้นคือ "เครื่องมือหลัก" ของเฟด ซึ่งเป็นการกลับลำจากภาพที่ตลาดได้จากแถลงข่าวเดือนกรกฎาคม ที่เขาดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับการลดขนาดงบดุลมากกว่า
แปลว่าถ้าจะสู้เงินเฟ้อ เขาจะใช้ดอกเบี้ยค่ะ
พอจบสุนทรพจน์ โอกาสที่ตลาดให้กับการ ขึ้น ดอกเบี้ยในการประชุม 15–16 กันยายน เด้งจากต่ำกว่า 40% ไปเกือบ 60% ในวันเดียว
🔥 ประโยคที่นิคกี้ว่าน่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่ประโยคไหนข้างบนเลยค่ะ
Warsh บอกว่าเขา "พูดได้ยากว่าภาวะการเงินโดยรวมตอนนี้ตึงตัว"
ประโยคนี้ต้องแปลอีกชั้นหนึ่งค่ะ ภาวะการเงิน หรือ financial conditions มันไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ยนโยบาย มันรวมส่วนต่างเครดิต ค่าเงิน และ ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เข้าไปด้วย
ตลาดหุ้นที่ยังวิ่งอยู่ ส่วนต่างเครดิตที่ยังแคบ เงินที่ยังไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงได้สบายๆ 👉🏻 ทั้งหมดนี้แหละคือ "ยังไม่ตึงตัว" ในสายตาเขา
พูดตรงๆ คือ พอร์ตที่เขียวอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากปกป้องค่ะ มันคือส่วนหนึ่งของปัญหาที่เขาบอกว่าเขายังทำงานไม่เสร็จ
นี่คือความต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเฟดยุคนี้กับเฟดที่ทุกคนคุ้นเคย เฟดยุค Powell ตอนตลาดร่วงแรงๆ มักจะมีคนออกมาพูดปลอบ เฟดยุค Warsh ตลาดร่วงอาจแปลว่าเครื่องมือกำลังทำงานค่ะ
📊 ทีนี้มากางสถิติกันจริงๆ ค่ะ
นิคกี้ดึงผลตอบแทนรายเดือนของ S&P 500 ย้อนกลับไปถึงปี 1994 แล้วนับจากสิ้นเดือนที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของแต่ละรอบ ไปข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน และ 24 เดือน
5 รอบใหญ่ที่นับได้คือ กุมภาพันธ์ 1994 มิถุนายน 1999 มิถุนายน 2004 ธันวาคม 2015 และมีนาคม 2022
ผลออกมาน่าสนใจมากค่ะ และมันขัดกับสัญชาตญาณคนส่วนใหญ่พอสมควรเลยค่ะ
3 เดือนแรกคือช่วงที่เจ็บที่สุด มีแค่ 1 ใน 5 รอบเท่านั้นที่บวก เฉลี่ยทั้ง 5 รอบติดลบ 4.9% รอบ 1994 ติดลบ 1.6% รอบ 1999 ติดลบ 6.3% รอบ 2004 ติดลบ 1.9% รอบ 2015 บวกได้ 1.3% รอบเดียว ส่วนรอบ 2022 ติดลบหนักถึง 16.1%
6 เดือนเริ่มฟื้น 4 ใน 5 รอบกลับมาเป็นบวก ค่ากลางอยู่ที่บวก 3.7% แต่ค่าเฉลี่ยเหลือแค่บวก 0.3% เพราะรอบ 2022 ที่ติดลบ 20.2% ลากลงไปทั้งกลุ่ม
12 สองเดือน 4 ใน 5 รอบเป็นบวก เฉลี่ยบวก 4.9% ค่ากลางบวก 7.1%
24 เดือนคือจุดที่ภาพเปลี่ยนไปเลยค่ะ 4 ใน 5 รอบเป็นบวก เฉลี่ยบวก 21.2% ค่ากลางบวก 19.7% รอบ 1994 บวกถึง 44.0% รอบ 2015 บวก 36.0% รอบ 2022 บวก 19.7% รอบ 2004 บวก 15.2%
สรุปเป็นประโยคเดียวคือ ในอดีต ความเจ็บมันกระจุกอยู่ปีแรก และผลตอบแทนมันมาปีที่สอง คนที่ขายตอนเฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้วไม่กลับเข้ามา คือคนที่พลาดมากที่สุดใน 4 จาก 5 รอบค่ะ
🎯 แล้วรอบนี้เหมือนรอบไหนที่สุด นิคกี้ว่า "มินิ 2022" ค่ะ
ตอนแรกนิคกี้เกือบจะเลือกรอบ 1999 เพราะมันเป็นรอบเดียวที่แพ้ ติดลบ 8.8% ที่ 24 เดือน และระหว่างทางเคยลงไปถึงลบ 13.8% แถมยังเป็นรอบเดียวที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเข้าใส่ตลาดแพงๆ ที่นำโดยหุ้นเทค ซึ่งฟังดูเข้ากับตอนนี้
แต่พอนิคกี้ไล่ตัวเลขจริงๆ นิคกี้เปลี่ยนใจค่ะ รอบนี้หน้าตาเหมือนเวอร์ชันย่อส่วนของปี 2022 มากกว่าค่ะ
เหตุผลอยู่ที่กำไรบริษัท ซึ่งเป็นจุดที่ปี 2026 กับปี 1999 ต่างกันคนละโลกเลย ปี 1999 ตลาดแพงเพราะคนจ่ายแพงขึ้นให้กำไรก้อนเดิม แต่รอบนี้ตรงข้ามค่ะ Goldman Sachs สรุปไว้เมื่อปลายมิถุนายนว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา S&P 500 วิ่งขึ้น 18% โดยที่ forward P/E ไม่ขยายขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ยังยืนอยู่ที่ 20 เท่า แปลว่าที่ดัชนีขึ้นมาทั้งหมดมาจากกำไรล้วนๆ
และกำไรก็ดีจริงค่ะ ไตรมาสสองปีนี้ตลาดคาดการเติบโตของกำไร S&P 500 ที่ 23.3% เทียบปีก่อน ซึ่งเป็นไตรมาสที่สองติดที่โตเกิน 20% และเป็นไตรมาสที่ 7 ติดที่โตเป็นเลขสองหลัก ส่วนประมาณการทั้งปี 2026 อยู่ราว 25% และปี 2027 อีกเกือบ 18% นี่ไม่ใช่ตลาดที่ขึ้นด้วยลมปาก
เงินเฟ้อก็เหมือนกันค่ะ มันสูงกว่าเป้า แต่ไม่ได้สูงระดับวิกฤต ตัวเลขซัมเมอร์ยังออกมาดีกว่าคาดด้วยซ้ำ สิ่งที่ Warsh กำลังทำจึงไม่ใช่การดับไฟ แต่คือการ กดตัวเลขที่ค้างอยู่เหนือเป้าให้ลงมาแตะ 2% ให้ได้ ในเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรง
องค์ประกอบทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็น เงินเฟ้อเหนือเป้าแต่ไม่สุดขั้ว เศรษฐกิจไม่พัง กำไรบริษัทดี และเฟดต้องตึงตัวเพราะงานยังไม่จบ คือปี 2022 ฉบับย่อส่วนค่ะ
⚠️ แต่ถ้าเป็นมินิ 2022 จริง ก็ต้องจำให้ได้ด้วยว่าปี 2022 เจ็บตรงไหน
ตรงนี้สำคัญมาก และนิคกี้อยากให้อ่านช้าๆ
ปี 2022 กำไรของ S&P 500 แทบไม่ลดเลยค่ะ ลดแค่ 1.2% แต่ดัชนีร่วงเกือบ 20%
แล้วส่วนที่หายไปมาจากไหนคะ
👉🏻 มาจากการที่คนยอมจ่ายให้กำไรก้อนเดิมน้อยลง
forward P/E ถูกบีบจาก 21.7 เท่าต้นปี ลงมาเหลือ 16.6 เท่าปลายปี คิดเป็นการหดตัวราว 25% และคิดเป็นราว 95% ของการร่วงทั้งหมดของดัชนี ส่วนที่มาจากกำไรคือเศษเสี้ยวเท่านั้นค่ะ
ตัวการที่บีบ P/E คือดอกเบี้ยค่ะ ปีนั้น yield พันธบัตร 10 ปีวิ่งจาก 1.5% ไปเกือบ 3.9%
บทเรียนของปี 2022 จึงไม่ใช่ "ระวังกำไรจะพัง" แต่คือ กำไรที่ดีไม่ได้ปกป้องคุณจากการถูก de-rate
ใครที่ปลอบใจตัวเองว่าปีนี้กำไรดีโคตร เลยไม่น่ามีอะไร นิคกี้ขอบอกเลยว่าปี 2022 คนก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ และกำไรก็ดีจริงตามที่คิด แต่ดัชนียังลง 20% อยู่ดี
ทีนี้ตรงนี้แหละที่คำว่า "มินิ" ทำงานหนักมาก และนิคกี้ว่ามันเป็นคำที่ถูกต้อง
เพราะถ้าเทียบจุดตั้งต้น valuation ตอนนี้ที่ราว 20 เท่า กับต้นปี 2022 ที่ 21.7 เท่า มันใกล้กันมาก แต่ขนาดของแรงกระแทกด้านดอกเบี้ยต่างกันคนละเรื่อง
ปี 2022 เฟดออกจากดอกเบี้ยศูนย์ และ yield 10 ปีขยับถึง 240 basis points ส่วนรอบนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.50–3.75% มาแล้ว ถ้าเฟดขึ้นอีก 1 ถึง 2 ครั้ง แรงกระแทกมันคือหลักสิบ basis points ไม่ใช่หลักร้อยกว่า
แรงบีบ P/E จึงควรจะเล็กกว่าปี 2022 ตามสัดส่วน และนั่นคือเหตุผลที่คำว่ามินิสำคัญกว่าคำว่า 2022 ค่ะ
สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่ผลประกอบการ แต่คือ yield พันธบัตร 10 ปี เพราะมันคือช่องทางที่ความเจ็บของปี 2022 ไหลผ่านเข้ามา ถ้า yield ขยับขึ้นแบบมีระเบียบ กำไรที่โตเลขสองหลักจะกลบมันได้สบาย แต่ถ้าขยับแรงและเร็ว P/E จะเป็นฝ่ายชนะ ไม่ว่ากำไรจะดีแค่ไหน
และถ้าจะให้นิคกี้ระบุ scenario ที่แย่ที่สุดที่ไม่ใช่กรณีฐาน มันคือวันที่ ดอกเบี้ยขึ้นพร้อมกับที่ประมาณการกำไรฝั่ง AI ถูกหั่น เพราะกำไรที่โต 20% กว่าตอนนี้กระจุกอยู่ในกลุ่มเทคและ AI ค่อนข้างมาก
👉🏻 ถ้าสองอย่างนี้มาพร้อมกัน คุณจะโดนทั้งตัวหารและตัวตั้งในสมการเดียวกัน อันนั้นแหละคือจุดที่มินิ 2022 จะเลิกมินิ
ส่วนบทเรียนอีกชั้นที่นิคกี้ยังทิ้งไม่ได้คือ สิ่งที่ Warsh กลัวจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขไตรมาสหน้า แต่คือการผ่อนเร็วเกินไปแล้วเงินเฟ้อกลับมารอบสอง แบบที่ Arthur Burns เจอในยุค 70 ที่ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ
พอเศรษฐกิจเริ่มไม่ไหวก็ผ่อนกลับ สุดท้ายเงินเฟ้อจากราว 3% ในปี 1972 กลับไปแตะกว่า 12% ปลายปี 1974 แล้วอีกรอบไปถึง 15% ต้นปี 1980 กว่าจะจบต้องรอ Volcker
ประโยคของ Warsh ที่ว่า "เงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องกลับเข้าค่าเฉลี่ยของมันเอง"
นิคกี้ว่านั่นแหละคือบทเรียนยุค Burns ที่เขากำลังพูดถึงอยู่ค่ะ เขายอมให้ตลาดเจ็บแบบมินิ 2022 วันนี้ ดีกว่าต้องมาทำแบบ Volcker ในอีก 3 ปีข้างหน้าค่ะ
🧨 แล้วกฎ Three Steps and a Stumble ล่ะ
หลายคนน่าจะเคยได้ยินกฎนี้ค่ะ Edson Gould นักเทคนิคระดับตำนานยุค 1930–1970 เป็นคนตั้งไว้ว่า ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือขึ้นเกณฑ์เงินสำรอง หรือขึ้น margin requirement 3 ครั้งติดโดยไม่มีการลดคั่นเลย ตลาดหุ้นมักจะเจอการปรับฐานที่รุนแรง
ฟังดูขลังมากค่ะ แต่นิคกี้ขอให้ความเป็นธรรมกับข้อมูลด้วย กฎนี้ พลาด วิกฤตใหญ่หลายครั้ง ทั้งการล่มปี 1987 ตลาดหมีวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 และตลาดหมีโควิดปี 2020 ล้วนเกิดขึ้นโดยที่กฎนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณ แถมสมัย Gould เฟดขยับทีละ 0.50% ขณะที่ยุคนี้ขยับทีละ 0.25% จังหวะมันไม่เหมือนกันแล้ว
นิคกี้เลยไม่ได้เอากฎนี้มาเป็นสัญญาณซื้อขายค่ะ แต่เอามาเป็นเครื่องเตือนว่า ความคิดที่ว่า "เฟดตึงตัวแล้วตลาดจะเจ็บ" มันไม่ใช่ของใหม่ คนคิดกันมาตั้งแต่ยุค 1930 แล้ว
💡 ตอนนี้ใครเชื่อ Warsh ไปแล้วบ้าง
ตรงนี้สำคัญมาก และนิคกี้อยากให้แยกให้ออกจากตัวเลขตั้งแต่ต้นปี เพราะผลตอบแทน YTD มันสะสมมาตั้งแต่มกราคม แปลว่ามันเล่าเรื่องของทั้งปี ไม่ได้เล่าเรื่องของสุนทรพจน์
ถ้าอยากรู้ว่าตลาดเชื่อ Warsh ไหม ต้องดูว่าเงินมันวิ่งไปทางไหน ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม วันที่เขาพูดนั่นแหละ
และถ้าอ่านแค่พาดหัวข่าว จะนึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยค่ะ เพราะดัชนีแทบไม่ขยับ Dow ผ่าน DIA ปิดลบแค่ 0.02% S&P 500 ลบ 0.25% Nasdaq ลบ 0.70%
สื่อหลายเจ้าก็รายงานทำนองว่า "ตลาดหุ้นแทบไม่ตอบสนอง"
แต่พอนิคกี้เปิดดูข้างใต้ดัชนี ภาพมันคนละเรื่องเลยค่ะ
✅ ฝั่งที่บวกในวันนั้น มีแค่ของที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง
ดอลลาร์ผ่าน UUP บวก 0.57% และหุ้นกลุ่มการเงินผ่าน XLF บวก 0.34% เป็นกลุ่มเดียวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปิดบวก เพราะธนาคารได้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้นเมื่อดอกเบี้ยขึ้น
🔻 ฝั่งพันธบัตรติดลบทั้งเส้น แปลว่า yield ขึ้นทั้งกระดาน
พันธบัตรสั้น 1–3 ปีผ่าน SHY ลบ 0.19% ตัวกลาง 7–10 ปีผ่าน IEF ลบ 0.43% และตัวยาว 20 ปีขึ้นไปผ่าน TLT ลบ 0.35%
⚠️ แล้วฝั่งที่เจ็บที่สุด คือของที่อ่อนไหวกับดอกเบี้ยและเก็งกำไรมากที่สุดเรียงกันลงมาเป๊ะๆ
กลุ่มสาธารณูปโภคผ่าน XLU ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นที่ทำตัวเหมือนพันธบัตร ลบ 1.05% หุ้นเล็ก Russell 2000 ผ่าน IWM ลบ 1.38% กลุ่มเทคผ่าน XLK ลบ 1.60% Bitcoin ผ่าน IBIT ลบ 3.13% และหุ้นเติบโตสายเก็งกำไรผ่าน ARKK ลบ 3.36%
เห็นลำดับไหมคะ ดอลลาร์แข็ง ธนาคารบวก พันธบัตรลบทั้งเส้น แล้วยิ่งสินทรัพย์ไหน "ไกลจากกระแสเงินสดวันนี้" มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโดนหนักเท่านั้น
นี่คือตำราหน้าแรกของการที่ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางจะตึงตัวขึ้นค่ะ ไม่ใช่ตลาดที่ไม่ตอบสนอง แต่เป็นตลาดที่ตอบสนองแรงมากใต้ผิวน้ำ แล้วดัชนีซึ่งเป็นแค่ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักดันกลบมันไว้หมด คนที่ดูแค่ตัวเลข S&P แล้วสรุปว่า "ไม่มีอะไร" คือคนที่พลาดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงค่ะ
และตัวที่โดนหนักที่สุดในวันนั้น ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเลยค่ะ
ทองคำ spot ร่วง 147 ดอลลาร์ หรือ 3.20% ปิดที่ 4,454.99 ซึ่งเป็นการถูกตีกลับอย่างรุนแรงจากแนวต้านสำคัญพอดี
ทองที่ร่วงแรงในวันที่ประธานเฟดพูดสายเหยี่ยว คือภาพที่เข้ากับตำราที่สุดค่ะ เพราะทองไม่มีดอกผล พอดอกเบี้ยที่แท้จริงมีแนวโน้มสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองก็สูงขึ้นตาม
และถ้าถอยออกมาดูภาพหนึ่งเดือนก่อนหน้า จะเจอเรื่องที่น่าคิดกว่าอีกคือ ทองบวก 13.4% เงินบวก 22.8% Bitcoin บวก 21.8% ใน 1 เดือนที่วิ่งเข้าหา Jackson Hole ทั้งๆ ที่ตลาดกำลังรอเฟดสายเหยี่ยว ซึ่งตามทฤษฎีควรกดของพวกนี้ลง
นิคกี้ว่าอันนี้ไม่ใช่การเดิมพันเรื่องระดับดอกเบี้ยค่ะ แต่เป็นการเดิมพันเรื่องความน่าเชื่อถือของเฟด ว่าสุดท้ายจะคุมเงินเฟ้ออยู่หรือเปล่า
พูดอีกแบบคือ ของ 3 อย่างนี้วิ่งขึ้นทั้งเดือนเพราะตลาดกลัวว่าเฟดจะเอาไม่อยู่ แล้วพอ Warsh ขึ้นเวทีมาบอกว่าเขาเอาอยู่และพร้อมจะทำเพิ่ม ทองก็เลยโดนขายทันที 3.2% ในวันเดียวค่ะ นี่คือเหรียญสองด้านของเรื่องเดียวกันค่ะ
🎯 สรุป
นิคกี้ไม่ได้จะบอกให้ขายค่ะ สถิติ 24 เดือนข้างบนนั่นบอกชัดว่าการขายทิ้งเพราะกลัวเฟดคือความผิดพลาดใน 4 จาก 5 รอบ
แต่นิคกี้จะบอกว่า ถ้าตอนนี้พอร์ตคุณเต็มไปด้วยสินทรัพย์เสี่ยง อย่างน้อยขอให้รู้ตัวว่ากำลังเดิมพันอะไรอยู่ค่ะ
คุณไม่ได้กำลัง "ไม่สู้กับ Fed"
แต่คุณกำลังเดิมพัน 3 อย่างพร้อมกัน คือ
1️⃣ เงินเฟ้อจะลงเองโดยที่ Warsh ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
2️⃣ ถ้าเขาทำจริง ตลาดจะเจ็บแค่ช่วงสั้นๆ แบบ 4 รอบแรก ไม่ใช่แบบรอบ 1999
3️⃣ ถ้าเจ็บลึกกว่านั้น จะมีใครสักคนเข้ามาอุ้ม
Don't Fight The Fed ยังใช้ได้อยู่ค่ะ แค่ปีนี้มันแปลว่าอีกข้างนึง
นิคกี้ 🥰
โดย : Beauty Investor
https://www.facebook.com/share/1P2dq9PWcv/
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย