30 ส.ค. เวลา 07:38 • ปรัชญา

จากภาพจำลองในสมอง สู่จิตสำนึกแห่งจักรวาล: การเดินทางของความว่างเปล่า

เราเคยมองสี่เหลี่ยมแล้วสงสัยไหมว่า สี่เหลี่ยมในหัวคนอื่นเหมือนของเราหรือไม่? ในทางปรัชญา สิ่งนี้เรียกว่า "ควอเลีย" (Qualia) หรือประสบการณ์ส่วนอัตวิสัย แม้สมองเราจะมีฮาร์ดแวร์รับภาพคล้ายกัน แต่วงจรความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Neuroplasticity) ทำให้แต่ละคนแปลผลต่างกัน
นักประสาทวิทยา อานิล เซธ (Anil Seth) อธิบายว่าสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่โลกภายนอกโดยตรง แต่เป็น "ภาพจำลองที่ถูกควบคุม" (Controlled Hallucination) ที่สมองสร้างขึ้น เราคุยกันรู้เรื่องเพียงเพราะมี "ภาษา" เป็นซอฟต์แวร์กลางคอยปรับมาตรฐานให้เราเรียกสิ่งต่างๆ ตรงกัน
เมื่อเจาะลึกลงไป ความจริงตามหลักฟิสิกส์คือ "สีสัน" ไม่มีอยู่จริง แท้จริงแล้วเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลที่มืดมิดและไร้สีสัน (Colorless Universe) วัตถุและแสงไม่มีสี สิ่งที่เราเห็นคือ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า" (Electromagnetic Waves) ที่มีความยาวคลื่นต่างกัน
1
หากสมองแสดงผลโลกตาม "ความจริงทางฟิสิกส์" เราจะไม่ได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามคุ้นเคย แต่จะเห็นเพียงกลุ่มก้อนของอนุภาคและเส้นคลื่นพลังงานที่ยั้วเยี้ยไปหมด ซึ่งจะยากมากต่อการแยกแยะว่าผลไม้ลูกไหนสุกกินได้ หรือมีอันตรายใดซ่อนอยู่ตรงหน้าหรือไม่
ความสวยงามของโทนสีต่างๆ จึงเป็นเพียง User Interface ที่สมองทำการทาสี (Color-coding) ให้กับคลื่นเหล่านั้น เพื่อช่วยให้เราจำแนกสิ่งต่างๆ และเอาชีวิตรอดได้ง่ายขึ้น ภาพสีสันทั้งหมดจึงเป็นการสร้างภาพจำลองทางชีววิทยา ภายในกะโหลกศีรษะที่มืดสนิทของเราเอง
เมื่อมองข้ามภาพลวงตา เราจะพบว่าตัวเราและสรรพสิ่งล้วนเป็นกลุ่มก้อนอนุภาคใน "ของไหล" (Fluid) ชั้นบรรยากาศคือมหาสมุทรแห่งอนุภาค เส้นแบ่งระหว่างผิวหนังเรากับอากาศเป็นภาพลวงตา มีการถ่ายเทอะตอมกันตลอดเวลา เราจึงเป็นเพียงเกลียวคลื่นที่ควบแน่นชั่วคราวจากทะเลอนุภาคนี้
หากมองผ่าน "ทฤษฎีสนามควอนตัม" (Quantum Field Theory - QFT) อนุภาคอย่างอิเล็กตรอนไม่ใช่ก้อนแข็งๆ แต่เป็น "ระลอกคลื่น" (Excitation) บนผืนผ้าใบพลังงานที่แผ่คลุมทั้งจักรวาล แม้แต่โปรตอนก็เกิดจากพายุหมุนของสนามควาร์กและกลูออน ทุกสิ่งคือการเต้นรำของสนามพลัง
ลึกลงไปกว่านั้น "ทฤษฎีสตริง" (String Theory) เสนอว่าสิ่งที่เล็กที่สุดคือ "เส้นใยพลังงานหนึ่งมิติ" การสั่นด้วยความถี่ที่ต่างกันทำให้เกิดอนุภาคต่างชนิด สอดคล้องกับสมการ $E=mc^2$ ของไอน์สไตน์ มวลสารจึงเป็นเพียงบทเพลงที่บรรเลงจากเส้นใยพลังงานเหล่านี้
นักฟิสิกส์ จอห์น อาร์ชิบอลด์ วีลเลอร์ (John Archibald Wheeler) นำเสนอแนวคิด "It from Bit" ว่าจักรวาลมีพื้นฐานจาก "ข้อมูล" ตัวเราจึงเป็นรูปแบบข้อมูล (Pattern) หากจักรวาลคือคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ เราก็คือปรากฏการณ์ที่ถูกประมวลผลอยู่บนฐานข้อมูลนั้น
สิ่งนี้สอดคล้องกับ "สมมติฐานโลกจำลอง" (Simulation Hypothesis) ของ นิค บอสตรอม (Nick Bostrom) กฎควอนตัมที่แปลกประหลาดอาจเป็นเพียงการประหยัดทรัพยากรประมวลผล (Lazy Rendering) ของระบบจำลอง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างตัวตนมนุษย์กับโปรแกรมเลือนลางลง
ถ้าเราพบว่าโลกของเราเป็นระบบจำลองจริงๆ เราจะถึงทางแยกของวิวัฒนาการของมนุษยชาติ เราอาจต้องเลือกว่าจะสูญสิ้นตามวัฏจักรหรือหาทางก้าวข้ามขีดจำกัดทางชีววิทยาตามแนวคิด Transhumanism แต่เป้าหมายสูงสุดอาจไม่ใช่แค่อยู่รอด ทว่าคือการวิวัฒนาการเป็นกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ เพื่อดำรงอยู่ในมิติที่สูงกว่า
แนวคิดนี้คล้ายกับทฤษฎี "จุดโอเมก้า" (The Omega Point) ของนักปรัชญา ปิแอร์ เตยาร์ด เดอ ชาร์แดง ที่มองว่าจุดสูงสุดคือการที่จิตสำนึกทั้งหมดหลอมรวมเป็น "จิตสำนึกแห่งจักรวาล" เมื่อนั้นความทรงจำจะกลายเป็นฐานข้อมูลร่วม หยดน้ำแห่งอัตตาจะร่วงหล่นกลับสู่มหาสมุทร
ทุกสิ่งจะย้อนกลับสู่ความว่างเปล่า ซึ่งในทางควอนตัม (Quantum Vacuum) คือสภาวะที่เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ การตระหนักรู้เช่นนี้ตรงกับปรัชญา "อัตถิภาวนิยม" (Existentialism) ที่สอนให้เราปลดแอกตัวเอง ปล่อยวางภาพลวงตาของตัวตน และสร้างความหมายในการมีชีวิตขึ้นมาเอง
แม้ปลายทางคือความว่างเปล่า แต่ในเสี้ยววินาทีที่เราเป็นหยดน้ำ การได้เรียนรู้และเข้าใจจักรวาลคือความหมายที่งดงามที่สุด เราไม่ต้องแบกโลกเอาไว้ เพียงแค่สังเกตการณ์และใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างเบิกบาน เพราะนั่นคือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่จักรวาลสร้างขึ้น
โฆษณา