31 ส.ค. เวลา 02:15 • การศึกษา

เมื่อมหาวิทยาลัยมีที่นั่งมากกว่านักศึกษา

ผมเพิ่งอ่านบทความใน Wall Street Journal เรื่อง
"Why Syracuse Can’t Attract the Students It Needs to Pay the Bills" แล้วรู้สึกว่าเป็น preview ที่น่าสนใจมากว่า เมื่อจำนวนเด็กเริ่มลดลง ปัญหาของมหาวิทยาลัยอาจพัฒนาไปอย่างไร
ใครสนใจไปอ่านได้ครับ
Syracuse ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเล็กหรือไม่มีชื่อเสียง
เป็นมหาวิทยาลัยอายุกว่า 150 ปี มี endowment ราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ และมีหลายสาขาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
แต่ปีนี้ Syracuse รับนักศึกษาได้ต่ำกว่าเป้าจนเกิด budget shortfall ประมาณ 1.5% และต้องเร่งเสนอ financial aid เพิ่มเพื่อดึงนักศึกษาเข้ามา ขณะเดียวกันก็เริ่มปิดหลักสูตรที่มี demand ต่ำ
เรื่องนี้ฟังดูเหมือนปัญหา enrollment ธรรมดา แต่จริงๆ แล้วสามารถลามไปเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นได้
มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่มี fixed cost สูงมาก ต่อให้นักศึกษาลดลง 10–20% อาคาร ห้องเรียน ห้องแล็บ อาจารย์ และบุคลากรจำนวนมากก็ยังต้องอยู่เหมือนเดิม
เมื่อนักศึกษาน้อยลง รายได้ค่าเล่าเรียนก็ลดลง ขณะเดียวกันการแข่งขันเพื่อแย่งนักศึกษาก็ทำให้มหาวิทยาลัยต้องให้ทุนหรือส่วนลดมากขึ้น รายได้ต่อนักศึกษาจึงอาจลดลงไปอีก
เมื่อฐานรายได้อ่อนลง ความสามารถในการจ้างอาจารย์ดีๆ ลงทุนในงานวิจัย เปิดหลักสูตรใหม่ หรือปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกก็ลดลงตาม
และนั่นอาจกลายเป็นปัญหาต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
Syracuse ยิ่งเห็นภาพนี้ชัด เพราะเพิ่งกู้เงิน 458 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างหอพักใหม่ ในช่วงเดียวกับที่ enrollment เริ่มต่ำกว่าเป้า ขณะที่อันดับเครดิตก็ถูกปรับ outlook เป็น negative จากความกังวลเรื่อง demand
นี่จึงเป็น dilemma ที่แก้ยาก
1
ถ้าไม่ลงทุน ก็อาจแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นไม่ได้
แต่ถ้าลงทุนมากเกินไป แล้วจำนวนนักศึกษาลดลง ก็เสี่ยงต่อฐานะการเงิน
1
ในเวลาเดียวกัน ถ้าลดมาตรฐานการรับนักศึกษาเพื่อรักษาจำนวน ก็อาจกระทบ reputation
1
Syracuse เองกำลังเผชิญ trade-off นี้อย่างชัดเจน ระหว่างการรักษา selectivity และ prestige กับการเติมจำนวนนักศึกษาให้เพียงพอต่อฐานรายได้ของมหาวิทยาลัย
🇹🇭แล้วประเทศไทยล่ะ?
ผมคิดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด และอาจจะรุนแรงกว่าที่ Syracuse เจออีก
1
ในระดับโรงเรียนมัธยม เราเริ่มเห็นแล้วว่าโรงเรียนหลายแห่งมีนักเรียนน้อยลง บางแห่งอาจมีความจำเป็นต้องควบรวมหรือปิด
1
แต่ในเวลาเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติบางแห่งกลับมีคนสมัครจำนวนมาก บางแห่งต้องรอคิว
1
แปลว่า demographic decline ไม่ได้ทำให้ทุกสถาบันแย่ลงเท่ากัน
ในตลาดที่หดตัว คนจะยิ่งเลือกมากขึ้น และ demand มีแนวโน้มกระจุกตัวไปหาสถาบันที่ผู้เรียนเชื่อว่าให้ value สูงกว่า
มหาวิทยาลัยไทยก็กำลังเดินเข้าสู่จุดเดียวกัน
1
จำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยเคยเพิ่มขึ้นแทบตลอดหลายสิบปี จนขึ้นไปสูงสุดราว 2.5 ล้านคนในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ก่อนเริ่มลดลง
1
แต่ที่น่าสนใจคือ ในช่วงที่ตลาดรวมเริ่มหด กลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐขนาดใหญ่ "ยัง" สามารถรักษาหรือเพิ่มจำนวนนักศึกษาได้
ตรงนี้ให้บทเรียนที่น่าสนใจมาก
ปัญหาไม่ได้เริ่มจากทุกมหาวิทยาลัยพร้อมกัน
มหาวิทยาลัยขนาดเล็กหรือสถาบันที่ demand อ่อนกว่าจะเจอแรงกดดันก่อน เพราะเมื่อนักศึกษามีน้อยลง เด็กก็มีทางเลือกมากขึ้น และสามารถไหลไปหามหาวิทยาลัยที่มี brand แข็งกว่าได้
มหาวิทยาลัยใหญ่ของรัฐยังโตได้ในตลาดที่กำลังหดตัว ด้วยการกิน market share จากมหาวิทยาลัยอื่น
1
แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ
1
เพราะ market share ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดไป
1
ถ้าจำนวนเด็กทั้งประเทศยังลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดแรงกดดันก็จะไล่ขึ้นมาถึงมหาวิทยาลัยใหญ่
1
และจำนวนเด็กน้อยลง รัฐก็จะมีเงินอุดหนุนน้อยลงเรื่อยๆในอนาคต
1
ก่อนที่จะเห็นภาพ “รับนักศึกษาไม่เต็ม” เราอาจเห็นสัญญาณอื่นก่อน เช่น จำนวนผู้สมัครต่อที่นั่งลดลง ความสามารถในการคัดเลือกเด็กเก่งลดลง บางสาขาเริ่มไม่มีคนเรียน คุณภาพของนักเรียนและบัณฑิตลดลง หรือมหาวิทยาลัยต้องให้ทุนและส่วนลดมากขึ้นเพื่อรักษาจำนวนนักศึกษา
1
ซึ่งเราเริ่มเห็นภาพแบบนี้แล้ว จำนวนที่นั่งใน TCAS รอบสาม มีมากกว่าจำนวนผู้สมัครซึ่งเริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้ว
1
สิ่งที่น่าคิดจึงไม่ใช่เพียงว่า อีกสิบปีจะมีนักศึกษากี่คน
แต่คือ ระบบมหาวิทยาลัยที่เรามีอยู่วันนี้จะปรับตัวอย่างไร
1
เรายังจำเป็นต้องมีมหาวิทยาลัย คณะ และหลักสูตรจำนวนเท่าเดิมหรือไม่
และที่สำคัญมหาวิทยาลัยยังตอบโจทย์อุปสงค์แรงงาน และเตรียมบัณฑิตที่ยัง relevant อยู่ ในโลกที่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปหรือไม่
ต้อง specialize มากขึ้น ต้องมีการปิด หรือควบรวม มากกว่าขยายหรือไม่
1
ต้องปรับตัวเพิ่มคุณภาพให้แข่งกับมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาคให้ได้ เพื่อแข่งรับนักศึกษาต่างชาติหรือไม่
มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทใหม่ใน lifelong learning, reskilling, executive education, research และความร่วมมือกับภาคธุรกิจมากขึ้นหรือไม่
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ถูกสร้างและเติบโตขึ้นมาในโลกที่จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี
แต่โลกใบนั้นกำลังเปลี่ยนไป
บทเรียนจาก Syracuse คือ เมื่อ enrollment เริ่มลดลง ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ “มีเด็กน้อยลง”
มันสามารถลามไปถึงฐานะการเงิน ความสามารถในการลงทุน คุณภาพอาจารย์ คุณภาพนักศึกษา งานวิจัย และท้ายที่สุดคือความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยเอง
ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่ว่า มหาวิทยาลัยไทยจะเจอปัญหานี้หรือไม่
แต่คือ เราจะเริ่มปรับตัวตอนนี้ หรือรอจนไม่มีทางเลือกมากนักแล้วค่อยปรับ
โฆษณา