31 ส.ค. เวลา 08:16 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Iron Bodyguard ถึง Blade of Fury

หวังอู่คนเดิม แต่หนังฮ่องกงเปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าจะหาหนังของชอว์บราเดอร์สสักเรื่องที่ดูเหมือนเป็นหนังจอมยุทธ์ธรรมดา แต่พอดูจบแล้วกลับทำให้เราอยากเปิดตำราประวัติศาสตร์จีนขึ้นมาอ่านต่อ Iron Bodyguard หรือ ศึก 2 ขุนเหล็ก หนังปี 1973 ของจางเช่อและเป้าเสวี่ยหลี่ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องนั้น
เอาเข้าจริงแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าชื่อ Iron Bodyguard หรือชื่อไทยว่า “ศึก 2 ขุนเหล็ก” ไม่ค่อยตรงกับหนังเท่าไรนัก ถ้าจะตั้งชื่อให้เข้ากับตัวหนังจริง ๆ ผมว่าชื่ออย่าง “ดาบใหญ่หวังอู่”ตรงๆไปเลยน่าจะเหมาะกว่า เพราะหัวใจของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การประลองของยอดฝีมือสองคน หากแต่อยู่ที่ชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งต้องเข้าไปพัวพันกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง
หนังหยิบเหตุการณ์ “การปฏิรูปร้อยวัน” มาเป็นฉากหลัง เล่าเรื่องของคนสองคน คนหนึ่งคือ “หวังอู่” หัวหน้าสำนักคุ้มกันภัย ผู้เป็นจอมยุทธ์ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ อีกคนคือ “ถานซื่อถง” นักคิดและนักปฏิรูปการเมืองผู้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
สองคนนี้ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาเป็นพี่น้องกันเลย คนหนึ่งเป็นนักสู้ที่อยู่กับโลกของยุทธภพ อีกคนเป็นนักปฏิรูปที่กำลังพยายามเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ แต่หนังกลับทำให้ทั้งสองคนผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง จนถึงขั้นพร้อมตายแทนกันได้ และนี่เองที่ทำให้เรื่องราวของ Iron Bodyguard มีความน่าสนใจมากกว่าหนังกำลังภายในที่มีฉากฟันดาบทั่วไป
หวังอู่มีชื่อเดิมว่าหวังเจิ้งอี้ถือเป็นจอมยุทธ์ยอดฝีมือ ขณะที่ถานซื่อถงเป็นหนึ่งในกลุ่มนักปฏิรูปที่พยายามผลักดันจีนให้หลุดพ้นจากความล้าหลังในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก บทหวังอู่ได้เฉินกวนไถ้มารับบท ส่วนถานซื่อถงแสดงโดยเยี่ยหัว และที่น่าสนใจก็คือเรื่องนี้ไม่ได้มีผู้กำกับเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างจางเชอะกับเป้าเสวี่ยหลี่
จางเชอะเคยพูดถึงการทำงานกับเป้าเสวี่ยหลี่ในทำนองว่าเขาชอบการทำงานลักษณะนี้ โดยเป้าเสวี่ยหลี่จะรับผิดชอบกองถ่ายในช่วงกลางวัน ส่วนจางเชอะจะเข้ามาทำงานในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ฟังดูเหมือนเป็นระบบการทำงานที่แปลกสำหรับคนทำหนังในปัจจุบัน แต่สำหรับโรงงานผลิตภาพยนตร์อย่างชอว์บราเดอร์ส มันสะท้อนให้เห็นว่าการทำหนังในเวลานั้นถูกจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพียงใด
แน่นอนว่าดูจากหนังเพียงอย่างเดียวคงยากที่จะฟันธงว่าใครเป็นคนกำกับฉากไหน แต่ถ้าดูจากภาพรวมแล้ว ผมกลับรู้สึกว่า Iron Bodyguard มีกลิ่นของเป้าเสวี่ยหลี่อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะงานด้านภาพ การจัดองค์ประกอบเฟรม และการใช้มุมกล้องที่มีความหลากหลายกว่าหนังจางเชอะจำนวนมาก
เป้าเสวี่ยหลี่ถือว่าเป็นอดีตผู้กำกับภาพมองทองของชอว์ บางฉากในเรื่องนี้เรายังเห็นความประณีตและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะฉากที่หวังอู่กับพวกพ้องพยายามช่วยเหลือกลุ่มนักปฏิรูปให้หลบหนีจากทหารราชวงศ์ชิง การใช้มุมกล้องสูง การจัดวางตัวละคร และการออกแบบฉากทำให้ช่วงเวลานั้นดูมีขนาดใหญ่กว่าหนังจอมยุทธ์ทั่วไป
แต่เมื่อหนังเข้าสู่ฉากต่อสู้ กลิ่นของจางเชอะกลับชัดขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีถังเจียและหลิวเจียเหลียงเข้ามารับผิดชอบการออกแบบฉากการต่อสู้ ทำให้ฉากบู๊ยังคงมีความหนักแน่นและจริงจังแบบหนังชอว์ยุคต้นทศวรรษ 70
ถึงอย่างนั้น ผมกลับรู้สึกว่า Iron Bodyguard เป็นหนังที่อยู่ตรงกลางระหว่างสไตล์ของผู้กำกับสองคนอย่างน่าสนใจ และบางทีนี่อาจเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของหนังไปพร้อมกัน เพราะถ้าเป็นหนังจางเชอะเต็มตัว ฉากต่อสู้อาจจะดิบและรุนแรงกว่านี้อีกมาก แต่ Iron Bodyguard ไม่ได้เดินไปสุดทางนั้น ฉากแอ็กชันมีความสนุก มีเลือด มีการเสียสละ แต่ไม่ได้ระเบิดพลังแบบหนังจางเชอะที่เราคุ้นเคย ขณะเดียวกันส่วนที่กลับโดดเด่นขึ้นมาก็คืองานภาพและการออกแบบงานสร้าง
และสิ่งที่ต่างออกไปจริง ๆ ก็คือ การสะท้อนการเมือง ถ้าดูหนังเรื่องนี้เพียงในฐานะหนังกำลังภายใน เราอาจเห็นเรื่องของจอมยุทธ์คนหนึ่งที่พยายามปกป้องเพื่อน แต่ถ้ามองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่หนังถูกสร้างในปี 1973 ความหมายของเรื่องกลับซับซ้อนขึ้นมาก จีนในประวัติศาสตร์ของหนังกับจีนในโลกความเป็นจริงของยุคที่หนังถูกสร้างนั้นมีบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าประหลาด นั่นคือความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” กับ “การรักษาระบบเดิม”
ในช่วงเวลาที่ Iron Bodyguard ออกฉาย จีนแผ่นดินใหญ่กำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ประเด็นเรื่องอำนาจ การปฏิรูปการเมือง และความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ หนังไม่ได้พูดตรง ๆ ถึงการเมืองร่วมสมัย แต่การย้อนกลับไปเล่าเรื่องการปฏิรูปในปลายราชวงศ์ชิง ก็สามารถมองเป็นภาพสะท้อนทางการเมืองของยุคสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมที่หนังถูกสร้างขึ้นได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่คือเสน่ห์ของหนังฮ่องกงยุคนั้น หลายครั้งหนังไม่จำเป็นต้องพูดตรง ๆ ว่าเรากำลังเล่าการเมือง เพราะการหยิบประวัติศาสตร์ขึ้นมาเล่าก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนดูคิดต่อเอง และประวัติศาสตร์ของถานซื่อถงก็มีวัตถุดิบสำหรับทำหนังอยู่แล้วอย่างเหลือเฟือ
ถานซื่อถงไม่ได้เป็นนักปฏิวัติที่เกิดขึ้นมาแบบไม่มีพื้นฐาน เขาเกิดในครอบครัวขุนนาง บิดาเป็นข้าราชการระดับสูงของราชสำนักชิง แม้จะสูญเสียมารดาตั้งแต่เด็ก แต่เขาได้รับการศึกษาและพัฒนาความคิดอย่างก้าวหน้า สิ่งที่ผลักดันเขาอย่างสำคัญคือความพ่ายแพ้ของจีนต่อมหาอำนาจต่างชาติ ตั้งแต่สงครามฝิ่นไปจนถึงความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง สำหรับถานซื่อถง ความพ่ายแพ้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงความพ่ายแพ้ทางทหาร แต่เป็นหลักฐานว่าระบบของจีนกำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง
จีนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เขาเชื่อว่าประเทศต้องปรับปรุงทั้งระบบการศึกษา การทหาร และการปกครอง และในที่สุดแนวคิดดังกล่าวก็ได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิกวางซวี่ จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ประวัติศาสตร์เรียกว่า “การปฏิรูปร้อยวัน” จึงเกิดขึ้น รัฐบาลพยายามปรับปรุงระบบราชการ การสอบคัดเลือกขุนนาง การศึกษา และการทหาร มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่งในยุคของการปฏิรูป รวมทั้งพยายามนำความรู้และระบบการจัดการแบบตะวันตกเข้ามาปรับใช้กับจีน
ปัญหาคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วและกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิมอย่างรุนแรง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงต่อต้านอย่างหนัก และท้ายที่สุดความขัดแย้งก็พุ่งไปถึงซูสีไทเฮา เมื่อซูสีไทเฮาเห็นว่าการปฏิรูปกำลังคุกคามอำนาจของพระนาง เหตุการณ์ก็พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เกิดการรัฐประหาร จักรพรรดิกวางซวี่ถูกกักบริเวณ และกลุ่มนักปฏิรูปถูกจับกุม
ถานซื่อถงมีโอกาสหลบหนี มีผู้พยายามช่วยเหลือเขาและมีข้อเสนอให้ลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่เขาปฏิเสธ และเลือกที่จะอยู่ต่อ คำพูดของเขาที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นหนึ่งในคำพูดที่ทรงพลังที่สุดของนักปฏิรูปจีน ถามซื่อถงบอกว่า
" การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของหลายประเทศต้องแลกมาด้วยเลือด และจีนเองก็จำเป็นต้องมีคนกล้าที่จะเสียสละเพื่อการเปลี่ยนแปลง ข้าขอเป็นคนแรกที่เสียเลือดเนื้อ"ท้ายที่สุด ถานซื่อถงถูกประหารชีวิตพร้อมกับนักปฏิรูปคนอื่น ๆ และน่าเศร้าตรงที่แค่เพียงสิบกว่าปีหลังจากนั้น จีนก็เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ราชวงศ์ชิงล่มสลาย และระบอบจักรพรรดิที่ดำรงอยู่มานานนับพันปีก็สิ้นสุดลง
Iron Bodyguard น่าเสียดายอยู่ที่หนังเลือกเล่าหวังอู่เป็นหลัก ส่วนถานซื่อถงและการปฏิรูปร้อยวันทำหน้าที่คล้ายฉากหลังทางการเมืองมากกว่า เรารู้ว่าประเทศกำลังเปลี่ยนแปลง รู้ว่ามีการปฏิรูป รู้ว่ามีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปฏิรูปกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่หนังไม่ได้ลงลึกถึงเกมการเมืองเหล่านั้นมากนัก
เมื่อย้อนกลับมาดู Iron Bodyguard ตรงนี้จึงน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะหนังมีวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ที่ดีมาก แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่ นี่จึงเป็นหนังที่ทำให้เราอยากรู้ประวัติศาสตร์มากกว่าที่ตัวหนังเล่าประวัติศาสตร์ให้เราฟังเสียอีก
และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 20 ปี เรื่องราวของดาบใหญ่หวังอู่ก็ถูกนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งใน*Blade of Fury ปี 1993 โดยหงจินเป่ากำกับ จากทุนสร้างร่วมกันระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับทุนฮ่องกง ตรงนี้เองที่ความแตกต่างระหว่างหนังสองยุคเห็นได้ชัดเจนมาก
ถ้า Iron Bodyguard คือหนังของชอว์บราเดอร์สที่พยายามรักษาความหนักแน่น ความเป็นวีรบุรุษ และความเศร้าของยุคปลายราชวงศ์ชิง Blade of Fury ก็คือหนังฮ่องกงยุค 90 ที่เอาประวัติศาสตร์เรื่องเดิมมาปรุงใหม่ให้ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และมันขึ้น
ฉบับปี 1993 ขยายเรื่องราวออกไปมากกว่าเดิม เพิ่มตัวละครทางประวัติศาสตร์อย่างหยวนซื่อไข่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ขยายความขัดแย้งทางการเมือง และใส่เรื่องความสัมพันธ์ ความรัก รวมถึงยอดฝีมือจากต่างชาติลงไป ทำให้หนังมีลักษณะเป็นมหากาพย์กำลังภายในที่ผสมการเมือง ประวัติศาสตร์ และแอ็กชันเข้าด้วยกันอย่างเต็มสูบ
นี่เป็นความแตกต่างที่สะท้อนยุคสมัยได้อย่างชัดเจน
ในปี 1973 หนังของชอว์ยังให้ความสำคัญกับจอมยุทธ์ ในฐานะมนุษย์ผู้มีคุณธรรมและศักดิ์ศรี ฉากต่อสู้มีความดิบ หนัก และเจ็บจริง ส่วนในปี 1993 หนังฮ่องกงเดินทางมาถึงยุคของลวดและสลิงแล้ว ร่างกายของนักแสดงไม่ได้ถูกจำกัดด้วยแรงโน้มถ่วงอีกต่อไป การต่อสู้สามารถเหินขึ้นฟ้า วิ่งบนกำแพง กระโดดข้ามหลังคา และเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่แทบจะเป็นภาษาของภาพยนตร์มากกว่าภาษาของศิลปะการต่อสู้จริง ๆ
ถ้าเฉินกวนไถ้ใน Iron Bodyguard คือหวังอู่ที่มีร่างกายหนักแน่นเหมือนนักสู้จริง ๆ หยางฟ่านใน Blade of Fury ก็เป็นหวังอู่ในแบบพระเอกหนังฮ่องกงยุค 90 ที่ต้องแบกรับทั้งดราม่าและฉากแอ็กชันที่ใหญ่ขึ้น แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ในฉบับปี 1993 นักแสดงสมทบกลับมีพลังดึงสายตามากไม่แพ้พระเอก ไม่ว่าจะเป็นตี้หลุงในบทถานซื่อถง หรือแม้แต่หงจินเป่าเองที่เข้ามารับบทสำคัญ ทำให้หนังมีความรู้สึกเหมือนเป็นการรวมดาวของวงการหนังฮ่องกงยุคนั้น
ดังนั้น หากนำสองเรื่องมาดูต่อกัน ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่คำถามว่าเรื่องไหนดีกว่า
แต่คือคำถามว่า ทำไมเรื่องเดียวกันจึงถูกเล่าออกมาไม่เหมือนกันเลย Iron Bodyguard มองประวัติศาสตร์จากมุมของวีรบุรุษที่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่ความพ่ายแพ้ ความตายของจอมยุทธ์จึงมีความหมายในฐานะการรักษาศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ส่วน Blade of Fury มองประวัติศาสตร์จากมุมของภาพยนตร์ฮ่องกงยุค 90 ที่ต้องการความอลังการ ความเร็ว ความซับซ้อน และความบันเทิงที่มากขึ้น เรื่องเดียวกันจึงกลายเป็นหนังคนละแบบ
สำหรับผม Iron Bodyguard อาจไม่ได้เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดของจางเชอะ และฉากบู๊ก็อาจไม่สะใจเท่าหนังที่เขากำกับเต็มตัว แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังน่าดูก็คือ มันมีบรรยากาศของโลกที่กำลังพังทลายอยู่ตลอดเวลา โลกของหวังอู่กำลังถูกปืนไฟแทนที่ โลกของจอมยุทธ์กำลังถูกการเมืองและอำนาจรัฐกลืนกิน ขณะที่คนอย่างถานซื่อถงกำลังพยายามเปลี่ยนประเทศด้วยความคิด แต่สุดท้ายกลับต้องเอาชีวิตเข้าแลก
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Iron Bodyguard น่าสนใจกว่าหนังดาบกำลังภายในธรรมดา เพราะดาบของหวังอู่ไม่ได้ต่อสู้กับจอมยุทธ์เพียงคนเดียว มันกำลังต่อสู้กับยุคสมัย และเมื่อเราข้ามเวลาไปอีก 20 ปี แล้วดู Blade of Fury เราก็จะเห็นว่าดาบเล่มเดียวกันนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เช่นเดียวกับหนังฮ่องกงที่เปลี่ยนไปจากปี 1973 ถึง 1993 จากความหนักแน่นของชอว์บราเดอร์ส สู่ความหวือหวาของหนังฮ่องกงยุค 90 จากจอมยุทธ์ผู้ยอมตายเพื่ออุดมการณ์ สู่ภาพยนตร์กำลังภายในที่ต้องการทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นมหากาพย์ความบันเทิง
และสำหรับคนดูอย่างเรา สิ่งที่ดีที่สุดหลังจากหนังจบลง อาจไม่ใช่การถามว่าเรื่องไหนสนุกกว่า แต่คือการเปิดหาประวัติของถานซื่อถง การปฏิรูปร้อยวัน ซูสีไทเฮา และการล่มสลายของราชวงศ์ชิงขึ้นมาอ่านต่อ เพราะบางครั้ง หนังที่ดีไม่ได้ทำให้เรารู้เรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหมด มันแค่ทำให้เรา อยากรู้ต่อ
โฆษณา