Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
2 ก.ย. เวลา 03:43 • ท่องเที่ยว
คริสต์จีกรที่ 1 สำเหร่
โบสถ์โปรเตสแตนต์เก่าแก่ริมเจ้าพระยา…ที่เก็บเรื่องราวกว่า 170 ปีของกรุงเทพฯ ไว้ในกำแพงสีทอง
ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในซอยเล็ก ๆ ย่านเจริญนคร มีอาคารสีเหลืองทองหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบงาม ท่ามกลางร่มไม้และสนามหญ้า
ที่นี่คือ “คริสตจักรที่ 1 สำเหร่” (First Presbyterian Church, Samray)
คริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในศาสนสถานโปรเตสแตนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ
เรื่องราวของที่นี่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2392 (ค.ศ. 1849) เมื่อคณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนได้จัดตั้งชุมชนคริสเตียนขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อตั้งคริสตจักรแห่งแรกขึ้นที่สำเหร่
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แห่งนี้ งานของคณะเพรสไบทีเรียนไม่ได้มีเพียงการประกาศศาสนา แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การศึกษา การแพทย์ การพิมพ์ และการถ่ายทอดความรู้สมัยใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยในเวลาต่อมา
จากโบสถ์ไม้ริมแม่น้ำ…สู่อาคารที่เราเห็นในวันนี้
เมื่อย้ายมายังพื้นที่สำเหร่อย่างถาวรในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการสร้างอาคารคริสตจักรขึ้น และโบสถ์หลังแรกสร้างเสร็จและประกอบพิธีถวายในปี ค.ศ. 1862
แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาคารเดิมมีสภาพทรุดโทรมและไม่เพียงพอต่อจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น จึงมีการสร้างอาคารใหม่ขึ้นใน ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) โดยยังคงแนวคิดและรูปแบบของอาคารเดิมไว้เป็นส่วนสำคัญ
ส่วน หอระฆัง ที่ตั้งเคียงข้างโบสถ์ สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1912 ซึ่งตรงกับเลข “1912” ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนบนตัวหอคอยในภาพของเรา
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อมองอาคารวันนี้ เราจะเห็นตัวเลข 1860 และ 1910 ปรากฏอยู่บนส่วนต่าง ๆ ของอาคาร—ราวกับเป็นการบันทึกชั้นเวลาของสถานที่แห่งนี้ไว้บนผนัง
งดงามด้วยศิลปะที่เรียบง่าย…แต่มีเอกลักษณ์
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ สีเหลืองทองของอาคาร ตัดกับหลังคาสีแดง และลวดลายปูนปั้นสีขาวที่ประดับอยู่ทั่วทั้งด้านหน้า
ตัวอาคารเป็นอาคารชั้นเดียว ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้ามีระเบียงและช่องโค้งหลายช่อง ทำให้เกิดจังหวะของแสงและเงาที่สวยงาม
บนหน้าจั่วปรากฏลวดลายปูนปั้นรูปทรงเรขาคณิตและลายดอกไม้ ขณะที่หอระฆังสูงโดดเด่นอยู่ด้านข้าง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นแบบเดียวกับตัวโบสถ์
เมื่อพิจารณาจากภาพ จะเห็นว่าอาคารไม่ได้พยายามสร้างความอลังการแบบศาสนสถานขนาดใหญ่ แต่ใช้ สัดส่วน ความสมมาตร ลวดลายปูนปั้น และสีสัน เป็นตัวสร้างความสง่างาม
ความงามจึงอยู่ในลักษณะของอาคารตะวันตกที่ปรับเข้ากับบริบทของกรุงเทพฯ ในยุคต้นศตวรรษที่ 20
อาคารหลังนี้ได้รับ รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งสะท้อนคุณค่าของอาคารในฐานะมรดกทางสถาปัตยกรรมของกรุงเทพฯ
ภายในโบสถ์…ความเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องราว
เมื่อก้าวเข้าไปภายใน ความรู้สึกแตกต่างจากภายนอกอย่างชัดเจน
เพดานไม้สูงโปร่ง พัดลมเพดาน และโคมไฟระย้าขนาดเล็ก สะท้อนบรรยากาศของโบสถ์เก่าในยุคก่อนเครื่องปรับอากาศจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
แถว ม้านั่งไม้ยาว เรียงตัวหันไปยังแท่นประกอบพิธีด้านหน้า ขณะที่ไม้และวัสดุเก่าหลายส่วนยังคงทำหน้าที่ของมันมานานนับศตวรรษ
และที่น่าสนใจมากจากภาพที่เราถ่ายไว้ คือ นาฬิกาโบราณสองเรือน ซึ่งตั้งอยู่คู่กันบริเวณด้านในของโบสถ์
มีข้อมูลระบุว่านาฬิกาทั้งสองเรือนเป็นสิ่งของพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงประวัติของคริสตจักรแห่งนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ราชสำนักและสังคมไทยในยุคนั้นด้วย
แสงสีจากกระจก…และตราประวัติศาสตร์บนผนัง
อีกจุดหนึ่งที่สวยงามมากคือ หน้าต่างกระจกสี ภายในโบสถ์
กรอบหน้าต่างเรียบง่าย แต่ส่วนบนเป็นกระจกสีรูปทรงโค้ง มีสีแดง น้ำเงิน เหลือง และเขียว เมื่อแสงธรรมชาติส่องผ่าน จึงเกิดสีสันอ่อน ๆ บนผนังและพื้นไม้
เมื่อมองเข้าไปในภาพ จะเห็นว่าความงามของที่นี่ไม่ได้มาจากการตกแต่งที่มากมาย หากเกิดจาก แสงธรรมชาติ ไม้เก่า กระจกสี และกาลเวลา ที่ทำงานร่วมกัน
นอกจากนี้ ภายในยังมีแผ่นจารึกและตราสัญลักษณ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่ ซึ่งทำให้การเดินชมโบสถ์แห่งนี้ไม่ต่างจากการเปิดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทีละหน้า
มากกว่า “โบสถ์” เพราะที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษา
เรื่องที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ บริเวณสำเหร่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางของคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญของ การศึกษาสมัยใหม่ในประเทศไทย
คณะมิชชันนารีเพรสไบทีเรียนได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กชายขึ้นในปี พ.ศ. 2395 (ค.ศ. 1852) และต่อมาโรงเรียนได้ย้ายมายังสำเหร่ ก่อนจะย้ายไปยังถนนประมวญในปี 1902 และพัฒนามาเป็น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในปัจจุบัน
ดังนั้น หากมองย้อนกลับไป คริสตจักรสำเหร่จึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างตัวของสถาบันการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยด้วย
จากอดีตถึงปัจจุบัน
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของคริสตจักรที่ 1 สำเหร่ อาจไม่ใช่เพียงความสวยงามของอาคาร
แต่คือการที่ อาคารหลังนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นคริสตจักรอยู่จริง
จากปี 1849 จนถึงวันนี้ เวลากว่า 177 ปี ได้ผ่านไปแล้ว
แม้กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
แม่น้ำเจ้าพระยายังคงไหลผ่านด้านหน้า
ผู้คนและชุมชนโดยรอบเปลี่ยนไป
อาคารสูงสมัยใหม่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในภูมิทัศน์ของเมือง
แต่โบสถ์สีเหลืองทองหลังนี้ยังคงยืนอยู่ริมแม่น้ำอย่างสงบ
หอระฆังยังคงตั้งเคียงข้างอาคาร
นาฬิกาเก่ายังคงบอกเวลา
ม้านั่งไม้ยังคงรอรับผู้คน
และแสงจากกระจกสียังคงทอดลงบนพื้นโบสถ์
ราวกับกำแพงเหล่านี้ไม่ได้เพียงเก็บรักษาอาคารเก่าไว้ หากยังเก็บรักษาความทรงจำของกรุงเทพฯ ในอีกยุคหนึ่งเอาไว้ด้วย
คริสตจักรที่ 1 สำเหร่จึงมิใช่เพียง “โบสถ์คริสต์เก่าแก่” หากเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่บอกเล่าเรื่อง ศาสนา การศึกษา สถาปัตยกรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างพื้นเพ ผ่านอาคารเล็ก ๆ ริมเจ้าพระยาแห่งนี้
บางครั้ง…การเดินทางไปชมสถานที่เก่าแก่
ไม่ได้พาเราไปพบเพียง “อดีต”
แต่ทำให้เราเห็นว่า อดีตนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่างไร
—-
Note : Photos from internet
บันทึก
3
1
1
3
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย