Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTV Wealth
•
ติดตาม
2 ก.ย. เวลา 06:56 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ปิดตำนาน “รถเมล์ครีมแดง” จ่อเปลี่ยนเป็นรถเมล์ EV ทั้งหมด
รถเมล์ครีมแดง” หรือที่หลายคนเรียกว่า “รถเมล์ร้อน” เป็นหนึ่งในภาพจำที่อยู่คู่คนกรุงเทพฯ มานานหลายสิบปี รถโดยสารที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศซึ่งเคยเป็นทางเลือกสำคัญของคนเมือง กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลัง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เตรียมนำรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า หรือรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน เข้ามาทดแทนรถเมล์ครีมแดงจำนวนเท่ากัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำรถใหม่เข้ามาวิ่งแทนรถเก่า แต่เป็นการปรับระบบรถโดยสารของ ขสมก.
ปิดตำนาน “รถเมล์ครีมแดง” จ่อเปลี่ยนเป็นรถเมล์ EV ทั้งหมด
ทั้งการจัดเส้นทาง อู่รถ ระบบชาร์จ การซ่อมบำรุง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ขณะที่โจทย์สำคัญอีกด้านคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ใช้รถที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องแบกรับค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป
สำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญตั้งแต่รถใหม่จะเข้ามาเมื่อไร ไปจนถึงวันที่รถครีมแดงจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง
รถใหม่ 1,520 คัน เข้ามาแทนรถครีมแดง 1,520 คัน
ปัจจุบัน ขสมก. มีรถโดยสารในระบบประมาณ 3,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถเมล์ครีมแดงจำนวน 1,520 คัน ซึ่งรถกลุ่มนี้จะถูกแทนที่ด้วยรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันตามโครงการจัดหารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า หลักการคือเมื่อรถเมล์ใหม่เข้ามา รถเมล์ครีมแดงก็จะไม่ได้วิ่งในเส้นทางที่เป็นรถโดยสารประจำทางอีก และจะทยอยปลดระวางออกไป โดยหากรับรถใหม่เข้ามา 500 คัน รถครีมแดงก็จะทยอยออกไปประมาณ 500 คันเช่นกัน
ปัจจุบันรถเมล์ครีมแดงมีทั้งหมด 1,520 คัน และ ขสมก. ตั้งเป้าว่ารถกลุ่มนี้จะต้องพร้อมใช้งานประมาณ 95% ของจำนวนทั้งหมด หรืออยู่ที่ประมาณ 1,400 กว่าคัน
การเปลี่ยนรถดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการลดการเดินทางด้วยรถร้อน และผลักดันให้ประชาชนใช้รถโดยสารปรับอากาศที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของระบบขนส่งในเมือง
ทยอยรับมอบ 3 ลอต ก่อนนำรถออกวิ่งจริง
รถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน มีแผนส่งมอบเป็น 3 ลอต โดยเบื้องต้นกำหนดให้สิ้นเดือนมีนาคม 2570 รับมอบ 500 คัน สิ้นเดือนเมษายนอีก 500 คัน และช่วงปลายเดือนพฤษภาคมรับมอบล็อตสุดท้ายประมาณ 520 คัน
อย่างไรก็ตาม การรับมอบอาจไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันจะต้องมาถึงพร้อมกันในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน เพราะหากรถมีความพร้อมก่อนกำหนด ขสมก. สามารถประสานคณะกรรมการตรวจรับเข้ามาพิจารณาตรวจสอบได้ โดยจะต้องเป็นไปตามกรอบและเงื่อนไขของสัญญา
ขสมก. ยังได้หารือกับนครชัยแอร์ในฐานะคู่สัญญาไว้ว่า หากมีความคืบหน้าในแต่ละขั้นตอน ขสมก. อาจเข้าไปตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะสามารถส่งมอบได้ทันตามกำหนด และหากรถประกอบเสร็จก่อน ก็จะต้องพิจารณาร่วมกันอีกครั้งว่าสามารถรับรถก่อนกำหนดได้หรือไม่ โดยต้องดูควบคู่กับความพร้อมของอู่ ขสมก. ด้วย
ทั้งนี้ หากรถมีความพร้อมมากกว่า 500 คัน ก็อาจพิจารณารับมอบเป็นล็อตใหญ่ได้ แต่เบื้องต้นยังต้องเดินตามกรอบสัญญา คือ มีนาคม เมษายน และพฤษภาคม
รับรถแล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนออกให้บริการ
รถที่ส่งมอบให้ ขสมก. จะยังไม่ถูกนำออกวิ่งให้บริการทันที เพราะต้องมีช่วงเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการให้พนักงานขับรถได้ทดลองขับและคุ้นเคยกับรถรุ่นใหม่ รวมถึงฝึกการรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
ขสมก. ประเมินว่าหลังรับรถล็อตแรกแล้ว จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการทดลองเส้นทางและเตรียมความพร้อม ก่อนจะเริ่มปล่อยรถกลุ่มแรกออกให้บริการประชาชน
สำหรับรถทดลองจำนวน 2 คัน จะถูกนำมาทดลองวิ่งเพื่อดูความปลอดภัย ตรวจสอบระบบต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมกับสภาพการใช้งานในประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงให้พนักงานขับรถของ ขสมก. ได้ทดลองขับก่อนรถจริงจะเข้ามาครบตามโครงการ
รถ EV จะวิ่งเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมดประมาณ 107 เส้นทาง
รถใหม่จำนวน 1,520 คัน จะถูกจัดสรรลงในเส้นทางที่ ขสมก. ให้บริการประมาณเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมดราว 107 เส้นทาง โดยจะมีทั้งเส้นทางในเขตเมือง หรือ City Bus และเส้นทางเชื่อมต่อจากชานเมืองเข้าสู่เมือง หรือ Commuter Bus
สำหรับกลุ่ม City Bus จะเป็นเส้นทางที่วิ่งอยู่ในเขตเมือง เช่น รถที่วิ่งเป็นวงกลมในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงเส้นทางในย่าน CBD หลัก เช่น สีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4
ส่วน Commuter Bus จะเน้นการเชื่อมต่อจากพื้นที่ชานเมืองเข้าสู่เขตเมือง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้ประชาชน
ขณะเดียวกัน ขสมก. ยังอยู่ระหว่างการ Reroute หรือปรับเส้นทางเดินรถ โดยกรมการขนส่งทางบกก็มีแนวทางเร่งรัดเรื่องการ Reroute เช่นกัน เพื่อให้การใช้รถ EV มีความเหมาะสมกับเส้นทางมากที่สุด
เปลี่ยนรถ EV ต้องเปลี่ยนอู่และระบบชาร์จด้วย
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงรถใหม่ แต่ ขสมก. ต้องปรับปรุงอู่และพัฒนาทางกายภาพของอู่เพื่อรองรับการชาร์จรถ EV โดยเบื้องต้นเตรียมไว้ประมาณ 12 อู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
รถแต่ละคันใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 ชั่วโมง โดยอาจกำหนดระดับการชาร์จเพื่อความปลอดภัยไว้ที่ประมาณ 80% และวางแผนชาร์จในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ภายในอู่มีความพลุกพล่านน้อยกว่า เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัย
ในการชาร์จ 1 ครั้ง ขสมก. ประเมินระยะทางแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตร แม้รถแต่ละคันอาจวิ่งได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องนำรถไปจัดสรรให้เหมาะสมกับแต่ละเส้นทาง
รถทั้ง 1,520 คัน ผลิตและประกอบในไทย
รถเมล์ EV ในโครงการนี้ไม่ได้เป็นรถที่นำเข้ามาทั้งคัน แต่จะผลิตและประกอบในประเทศไทยที่โรงงานของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (Absolute Assembly: AAB) โดยใช้บุคลากรไทยในกระบวนการตั้งแต่การขึ้นโครง ประกอบตัวถัง พ่นสี ติดตั้งระบบ และตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ
โรงงาน AAB ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 55,000 ตารางเมตร มีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 2,000 ล้านบาท และได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 สำหรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
โครงการนี้จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 800 คน ขณะที่โรงงานมีศักยภาพผลิตรถโดยสารได้ประมาณ 15 คันต่อวัน และ ขสมก. ตั้งเป้าให้ช่วงการผลิตมีรถออกมาไม่น้อยกว่า 12 คันต่อวัน
โดยรถหนึ่งคันประกอบด้วยเฟรมหลัก 6 ส่วน ได้แก่ ด้านหน้า ด้านท้าย ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านบน และด้านล่าง ก่อนจะประกอบขึ้นเป็นตัวรถ
เพิ่มความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสาร
รถรุ่นใหม่จะมีการเพิ่มระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการเข้าถึงของผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้ใช้รถเข็น ซึ่งสามารถกดปุ่มบริเวณประตูเพื่อให้คนขับเปิดประตูและช่วยให้สามารถนำรถเข็นขึ้นรถได้
อีกส่วนที่แตกต่างจากรถเดิมคือระบบล็อกรถเข็น ผู้โดยสารสามารถดึงเข็มขัดหรือเบลต์มาล็อกกับรถเข็นได้ด้วยตัวเอง ต่างจากในอดีตที่ต้องอาศัยพนักงานเก็บค่าโดยสารช่วยติดตั้งระบบล็อก
นอกจากนี้ รถใหม่ยังเพิ่มทางหนีไฟจากเดิม โดยมีทางหนีไฟประมาณ 3 จุด ทั้งบริเวณด้านบน ด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงทางด้านขวาของตัวรถ เพื่อรองรับกรณีรถเกิดเหตุ เช่น พลิกคว่ำหรือเอียงจนผู้โดยสารไม่สามารถออกทางประตูปกติได้
แบตเตอรี่ติดตั้งบนหลังคา รองรับสภาพอากาศไทย
ในส่วนของแบตเตอรี่ รถเมล์ EV จะติดตั้งแบตเตอรี่ทั้งหมดไว้บนหลังคารถ โดยมีการออกแบบโครงสร้างให้มีความแข็งแรง เพื่อรองรับการใช้งานและลดความกังวลเกี่ยวกับน้ำท่วมหรือน้ำเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่ ซึ่งรถได้รับการออกแบบให้รองรับสภาพอากาศของประเทศไทย ทั้งอากาศร้อนและฝนตก
ค่าโดยสารอาจเพิ่มจาก 8 บาท แต่รัฐบาลหาทางลดภาระ
ประเด็นที่ประชาชนต้องจับตาคือค่าโดยสาร เพราะปัจจุบันรถเมล์ครีมแดงคิดค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย ขณะที่รถโดยสารปรับอากาศตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางบกจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาท
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังหาทางออกเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระค่าเดินทางเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยมีแนวทางที่อาจพิจารณาทั้งการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการพัฒนาโครงสร้างค่าโดยสารร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ไม่ใช่แค่รถใหม่ แต่ต้องมีระบบซ่อมบำรุงรองรับตลอด 7 ปี
โครงการนี้เป็นสัญญาเช่ารถระยะเวลา 7 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ส่งมอบรถ และผู้ให้เช่าจะต้องรับผิดชอบทั้งการซ่อมบำรุง การบำรุงรักษา และการนำรถมาหมุนเวียนทดแทนกรณีรถมีปัญหา
ภายในสัญญายังมีการกำหนด SLA หรือกรอบระยะเวลาว่า หากรถเสียจะต้องดำเนินการซ่อมให้แล้วเสร็จภายในกี่ชั่วโมงหรือกี่วัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน
ขสมก. มองว่าครั้งนี้มีความแตกต่างจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพราะนครชัยแอร์มีประสบการณ์ด้านการเดินรถโดยสารมาอย่างยาวนาน และภาระความรับผิดชอบในการจัดหารถทดแทน รวมถึงการซ่อมบำรุง เป็นข้อผูกพันตามสัญญา
เฟส 2 เตรียมรถใหม่อีก 800 คัน
นอกจากนี้ หลังจากส่งมอบรถ EV จำนวน 1,520 คันในเฟสแรกเสร็จสิ้นแล้ว ขสมก. ยังมีแผนจัดหารถใหม่ในเฟส 2 อีก 800 คัน โดยขอรับงบประมาณไว้กว่า 8,000 ล้านบาท
ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณ หากได้รับการอนุมัติ ขสมก. สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ โดยคาดว่ารถใหม่ในเฟส 2 น่าจะเข้ามาในช่วงปี 2571
ทั้งนี้ เฟส 2 อยู่ในกรอบการของบประมาณประจำปี โดยเป็นงบประมาณตั้งแต่ปี 2570 ไปจนถึงปี 2576 หรือประมาณ 7 ปี และคาดว่าการดำเนินการจะรวดเร็วกว่าโครงการรถกลุ่มเดิม เนื่องจากโครงการเดิมเป็นการจัดหารถชุดใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังจากไม่มีการจัดหารถใหม่มานานกว่า 30 ปี และมีขั้นตอนการจัดทำ TOR รวมถึงการประชาพิจารณ์ประมาณ 17-18 ครั้ง
หากเฟส 2 เดินหน้าได้ตามแผน รถเมล์ใหม่อีกชุดจึงอาจเข้ามาเสริมการเปลี่ยนผ่านของ ขสมก. ในช่วงปี 2571
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้โดยสารของ ขสมก. ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 550,000-650,000 คนต่อวันในวันธรรมดา และประมาณ 300,000-400,000 คนในวันหยุด โดย ขสมก. มองว่าช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นแนวโน้มประชาชนกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
หนึ่งในปัจจัยคือการมีแอปพลิเคชัน ViaBus ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลการเดินรถได้ง่ายขึ้น ทั้งเวลาที่รถจะมาถึงและจำนวนรถที่ยังเหลืออยู่บนเส้นทาง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านแต่ละเขตการเดินรถ
หากในอนาคตมีรถใหม่เข้ามาและมีการ Reroute เส้นทางให้ทำหน้าที่เป็น Feeder เชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญและระบบขนส่งอื่นๆมากขึ้น ขสมก. มองว่าจำนวนผู้โดยสารในวันหยุดก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/282689
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTVHD36 :
https://www.facebook.com/PPTVHD36
YouTube :
www.youtube.com/@PPTVHD36
ev
รถไฟฟ้า
เศรษฐกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย