2 ก.ย. เวลา 08:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เร่งฟื้นฟู 3 รัฐวิสาหกิจ เล็งแก้กฎหมายขยับอายุกรรมการเป็น 70 ปี

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า สคร. จะเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ทั้งการเร่งแผนฟื้นฟูกิจการ การทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคุณสมบัติกรรมการรัฐวิสาหกิจ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังอยู่ในแผนฟื้นฟู ปัจจุบันมี 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
โดยมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เน้นให้ทั้ง 3 แห่งเพิ่มรายได้ ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด และควบคุมรายจ่ายให้มีความเหมาะสม
ในส่วนของ ขสมก. จะเดินหน้าใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษา โดยรถ EV จำนวน 1,520 คัน คาดว่าจะเริ่มทยอยเข้ามาประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า และประเมินว่าจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาในภาพรวมได้ประมาณ 45%
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูป ขสมก. ยังต้องดำเนินการร่วมกับกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบกในฐานะ Regulator โดยประเด็นสำคัญ คือการจัดเส้นทาง ซึ่งปัจจุบัน ขสมก.มีเส้นทางให้บริการประมาณ 106 เส้นทาง ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพิจารณาความถี่และความต้องการใช้บริการ รวมถึงกำหนด Positioning ให้ชัดเจนว่าเส้นทางใดเป็นการให้บริการเพื่อสังคม และเส้นทางใดสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้
ด้านการรถไฟฯ จะเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินให้มากขึ้น ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยมีบริษัทลูก SRTA เข้ามาดูแลอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ขณะที่ในอนาคตจะเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้รางในรูปแบบ Open Access มากขึ้น ซึ่งไม่ถือเป็น PPP ทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัว และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเดินรถบนรางได้มากขึ้น สคร. คาดหวังว่า การใช้ประโยชน์จากโครงข่ายรางจะเพิ่มขึ้น โดยจากรางที่มีอยู่ 24 ชั่วโมง ควรมีการใช้ประโยชน์มากกว่า 20 ชั่วโมง และเพิ่มความถี่ให้เอกชนเข้ามาวิ่งบนรางมากขึ้น
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และ High Speed Link ที่อยู่ระหว่างการเจรจา เรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย EEC ไม่ใช่กฎหมาย PPP จึงไม่ได้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการ PPP ของ สคร. แต่เป็นเรื่องของคณะกรรมการ EEC
เดินหน้าทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ เล็งควบรวม-ลดบทบาท
ในส่วนการควบรวมรัฐวิสาหกิจ หรือ การลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐนั้น คนร. เริ่มพิจารณามาตั้งแต่ปี 2567 โดยมีรัฐวิสาหกิจประมาณ 8-9 แห่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา และเมื่อเดือนที่ผ่านมา คนร.มีมติย้ำแนวทางอีกครั้งสำหรับรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ทั้งนี้ การดำเนินการจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเจ้าสังกัดด้วย จึงได้มอบหมายให้ สคร.หารือกับกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อให้แนวทางดังกล่าวมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายธิบดี กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2497 และดำเนินงานมานานกว่า 60 ปี ขณะที่บริบททางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การหารายได้หรือภารกิจบางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เดิมของการจัดตั้ง ดังนั้น ในระยะต่อไปจะต้องพิจารณาให้รัฐวิสาหกิจดำเนินภารกิจได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น ส่วนภารกิจที่ไม่สอดคล้องอาจต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ควบรวม หรือลดบทบาท รวมถึงใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด
การพิจารณาจะทยอยดำเนินการต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายนจะมีการประชุม คนร. และคาดว่าจะนำรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณา ทั้งนี้ มาตรการจะใช้แตกต่างกันตามสถานะของแต่ละแห่ง โดยรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานดีจะต้องยกระดับให้ดีขึ้น ส่วนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูจะเน้นลดค่าใช้จ่าย และแห่งใดที่เห็นว่าควรควบรวมหรือลดบทบาท ก็จะพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเป็นรายกรณี
เล็งแก้กฎหมายขยับอายุกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็น 70 ปี
สำหรับการแก้ไขกฎหมายในปีหน้า สคร.จะให้ความสำคัญกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรรมการและผู้บริหารระดับ CEO รวมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มาใช้มากขึ้น และปรับปรุงระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจให้มีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากล
โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การทบทวนคุณสมบัติด้านอายุของกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยปัจจุบันกำหนดอายุไว้ที่ 65 ปี แต่จากบริบทของสังคมสูงวัย (Aging Society) อาจพิจารณาขยับอายุขึ้นเป็น 70 ปี โดยเฉพาะบางสาขาอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์สูง ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับทักษะของกรรมการเป็นหลัก เพราะอายุอาจไม่ใช่ข้อจำกัด ขณะที่กรรมการของบริษัทเอกชนในปัจจุบันจำนวนหนึ่งมีอายุเกิน 70 ปีแล้ว
สำหรับสาขาที่อาจได้รับประโยชน์จากการขยายอายุ เช่น ด้านกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันอัยการและผู้พิพากษามีอายุเกษียณที่ 70 ปี จึงอาจพิจารณาแนวทางดังกล่าวให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ การแก้ไขจะครอบคลุมรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เนื่องจากเป็นการแก้ไข พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติโดยรวม อย่างไรก็ตาม หากมีการต่อวาระกรรมการ จะยังต้องมีเงื่อนไขด้านสุขภาพ โดยอาจกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพทุกปี เช่นเดียวกับแนวทางของภาคเอกชน
คาดปี 69 รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้ 2.03 แสนล้านบาท เกินเป้า 11%
สำหรับผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจเป็นไปในทิศทางที่ดี โดย สคร.คาดว่าตลอดทั้งปีจะนำส่งรายได้เข้าคลังประมาณ 2.03 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายประมาณ 11% ส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุน วงเงินประมาณ 2.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ประมาณ 95% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่ สคร.กำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงท้ายปีงบประมาณ ด้านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในปีนี้มี 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย
เดินหน้า Infra Fund 3 หน่วยงาน วงเงินรวมกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท
สำหรับปีหน้า 2570 จะมีอีก 3 หน่วยงานที่เตรียมเข้ามาใช้ Infra Fund ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง โดย กฟผ. มีแผนระดมทุนผ่าน Infra Fund ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้กับโครงการใหม่ เช่น Floating Solar และโครงการ Grid / ส่วนการทางพิเศษฯ มีแผนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
โดยอาจใช้กองทุนเดิมหรือกองทุนใหม่ เพื่อนำไปใช้กับโครงการกระทู้-ป่าตองประมาณ 1 หมื่นล้านบาท อีก 4 พันล้านบาทเป็น Revolving และประมาณ 6 พันล้านบาทใช้กับโครงการทางลงไปทางภาคใต้ / ขณะที่ กรมทางหลวงมีแผนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
โดยจะใช้ Infra Fund เช่นกัน แต่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายก่อน ซึ่งแม้ภาวะตลาดเงินโลกมีความผันผวน แต่ สคร.มองว่า Infra Fund ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุน เนื่องจากเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้ตลาดทุน และสนับสนุนการออมระยะยาว โดยคาดว่าการลงทุนใน Infra Fund จะมีกรอบระยะยาวประมาณ 10 ปี
สลากกินแบ่งฯ ยังครองแชมป์นำส่งรายได้เข้าคลัง
นายธิบดี กล่าวว่า หากพิจารณารายรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานที่นำส่งรายได้เข้าคลังสูงสุดยังคงเป็นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยปีนี้คาดว่าจะนำส่งเกือบ 5 หมื่นล้านบาท
ที่ผ่านมา สลากกินแบ่งรัฐบาลครองอันดับ 1 ในการนำส่งรายได้เข้าคลังมาโดยตลอด ยกเว้นช่วงโควิด-19 ที่เคยเสียแชมป์ให้กับ ปตท. อยู่ 1 ปี ก่อนกลับมาครองอันดับสูงสุดอีกครั้ง ทั้งนี้ ยอดนำส่งของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยทั่วไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แม้ภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ขณะที่การซื้อสลากผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/282651
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา