3 ก.ย. เวลา 04:27 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Blood Brothers (1973) เมื่อคำสาบานกลายเป็นเลือด กับโศกนาฏกรรมของสามพี่น้องร่วมสาบาน

จากการจากไปของเฉินกวนไถ้ ส่วนใหญ่จะคิดถึงเขาจากนักสู้จากชานตุง หนังที่ทำให้เขาแจ้งเกิดเต็มตัว ซึ่งนอกจากเรื่องนี้แล้ว หนังเดชไอ้เปีย (Blood Brothers) ผมคิดว่านี่เป็นหนังที่ควรหยิบกลับมาพูดถึงมากกว่า เพราะเมื่อกลับไปดูในวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดกลับเป็นเรื่องของผู้ชายสามคนที่เชื่อในคำว่า “พี่น้องร่วมสาบาน” แต่สุดท้ายกลับพบว่า ความทะเยอทะยาน ความรัก และอำนาจ สามารถทำลายคำสาบานนั้นได้อย่างง่ายดาย
และที่สำคัญ นี่คือหนึ่งในหนังที่ทำให้เห็นชัดว่า จางเชอะ ไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับหนังบู๊ แต่เป็นผู้กำกับโศกนาฏกรรมของผู้ชาย ขณะเดียวกันหนังจะไม่สะเทือนใจไปได้เลยหากไม่มีเฉินกวนไถ้ อยู่ระหว่างกลางตี้หลุงกับเดวิด เจียง
ตำนาน 3 พี่น้องร่วมสาบาน แย่งภรรยา และหักหลังกับจนไปสู่โศกนาฎกรรมของจางเชอะนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมีฐานมาจากเรื่องจริง มันเริ่มต้นจากชายคนหนึ่งชื่อ หม่าซินอี้ (Ma Xinyi)
วันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1870 หม่า ซินอี้ ขุนนางและแม่ทัพผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งเหลียงเจียง เดินทางกลับจากการตรวจพลในเมืองหนานจิง ท่ามกลางผู้คนและทหารที่รายล้อม ทันใดนั้นชายคนหนึ่งพุ่งเข้าหาเขาและแทงเขาด้วยมีด ชายคนนั้นชื่อ จางเหวินเสียง (Zhang Wenxiang) สิ่งที่น่าประหลาดที่สุดคือจางไม่ได้พยายามหลบหนี เขาถูกจับได้แทบจะในทันที เหตุการณ์จึงไม่ได้กลายเป็นคดีปริศนาเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า แต่กลายเป็นคดีปริศนาเพราะ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเหตุใดเขาจึงต้องฆ่าหม่าซินอี้
หม่าซินอี้เสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น ส่วนจางเหวินเสียงถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างหนักเป็นเวลาหลายเดือน แต่กลับไม่ยอมเปิดเผยแรงจูงใจที่แท้จริงอย่างชัดเจน ก่อนที่จะถูกประหารด้วยวิธีการแร่เนื้อทีละชิ้น เขาพูดออกมามีเพียงข้อความสั้น ๆ ที่กลายเป็นเชื้อไฟให้กับตำนานในเวลาต่อมา คำพูดนั้นคือ
“หม่าซินอี้ไร้ความเมตตาและไร้คุณธรรม”
คำว่า “ไม่เมตตา ไม่เป็นธรรม” มีน้ำหนักมากในสังคมจีนสมัยนั้น เพราะมันไม่ได้หมายถึงเพียงการทำผิดกฎหมาย หากยังมีความหมายในเชิงศีลธรรมว่า คนคนหนึ่งได้ทำลายความสัมพันธ์และหน้าที่ที่พึงมีต่อผู้อื่น เมื่อจางเหวินเสียงไม่ยอมอธิบายให้ชัดเจนว่าหม่าซินอี้ทำอะไรกับเขา คำพูดเพียงไม่กี่คำจึงกลายเป็นพื้นที่ว่างให้ผู้คนเติมเรื่องราวลงไป
และสิ่งที่ถูกเติมเข้าไปนั้นน่าตื่นเต้นกว่าความจริงทางราชการมาก เพราะการสอบสวนกินเวลาครึ่งปี ทางการก็ไม่ออกมาแจ้งข่าวอะไร เรื่องนี้เลยเป็นจินตนาการของชาวบ้านให้คาดเดาไปว่า ไร้เมตตา ไร้คุณธรรมมันคืออะไรกันแน่ จางเหวินเสียงก็ถูกประหารไปแล้ว ยิ่งทำให้คิดกันไปใหญ่ เพราะในเวลาต่อมา คดีฆาตกรรมธรรมดาก็ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องของสามพี่น้องร่วมสาบาน เมื่อคณะงิ้วเอาเรื่องนี้มาแต่งแสดงกลายมาเป็นเรื่องของพี่น้องร่วมสาบานสามคน มีการทรยศ หักหลัง จนได้รับความนิยม เรื่องราวยิ่งแพร่หลายไปมาก
แล้วทำไมต้องเป็นพี่น้องร่วมสาบาน 3 คน นักประวัติศาสตร์จีนเชื่อว่า มันมีรากฐานมาจาก 3 พี่น้องร่วมสาบานคุ้นเคยกันดีกับชาวบ้านอยู่แล้ว และฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมจีนจาก สามก๊ก เรื่อง “สาบานในสวนท้อ” ของเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย
ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคดี ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าหม่าซินอี้ จางเหวินเสียง และชายอีกคนหนึ่งเคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ไม่มีหลักฐานว่าหม่าซินอี้เคยแย่งภรรยาของจางเหวินเสียง และไม่มีหลักฐานว่ามีชายคนที่สามที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานแล้วถูกหม่าซินอี้สังหารเพื่อปิดปาก
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องเล่าภายหลัง และบันทึกการไต่สวนของราชสำนักชิงระบุว่า หม่าซินอี้ เป็นข้าราชการระดับสูง จางเหวินเสียง เคยเกี่ยวข้องกับฝ่ายกบฏและโจรสลัด และคำอธิบายอย่างเป็นทางการที่ใช้ตัดสินคดีคือ เขาเคยมีความแค้นจากการที่หม่าซินอี้ปราบปรามกลุ่มโจรสลัด รวมถึงเรื่องภรรยาของพวกเดียวกันถูกลักพาตัว แต่ประเด็นนี้ก็คือ คำอธิบายของทางการไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์อย่างเด็ดขาด เพราะคดีนี้ยังถูกมองว่าเป็นคดีปริศนาอยู่จนทุกวันนี้
แต่เรื่องแต่งนี้กลับทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะมันทำให้คดีที่อธิบายไม่ได้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที ชายสามคนพบกัน สาบานเป็นพี่น้อง ร่วมเป็นร่วมตาย สร้างอนาคตมาด้วยกัน แต่คนหนึ่งทะเยอทะยานจนหันหลังให้กับพี่น้อง เขาแย่งภรรยาของพี่น้อง ทรยศเพื่อน ไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจ และในที่สุด พี่น้องอีกคนจึงต้องลงมือฆ่าเขาเพื่อชำระแค้น นี่เป็นโครงสร้างแบบโศกนาฏกรรมที่สมบูรณ์แบบเสียจนแทบไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมันจึงเอาชนะข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้
ความจริงมีเพียงขุนนางคนหนึ่งถูกฆ่าโดยชายคนหนึ่ง แต่ตำนานมีทั้งมิตรภาพ ความรัก การทรยศ อำนาจ และการแก้แค้น และที่สำคัญ เมื่อเกิดคดีใหญ่ที่ผู้คนไม่เข้าใจ สิ่งที่วัฒนธรรมการเล่าเรื่องทำจึงไม่ใช่การยอมรับว่าเราไม่รู้ แต่คือการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่รู้
คำพูดของจางเหวินเสียงว่า “หม่าซินอี้ไร้คุณธรรม” จึงกลายเป็นคำถาม และคำตอบในโลกของเรื่องเล่าหม่าซินอี้ไม่ได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้ถูกฆ่าอีกต่อไป แต่กลายเป็นชายผู้ทะเยอทะยานที่ยอมทรยศทุกอย่างเพื่ออำนาจ จางเหวินเสียงไม่ได้เป็นเพียงฆาตกรที่ถูกจับในที่เกิดเหตุ แต่กลายเป็นชายผู้ล้างแค้นให้พี่น้อง ส่วน “พี่น้องคนที่สาม” กลายเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะการมีชายคนที่สามทำให้คำว่า “พี่น้อง” มีความหมาย และทำให้การทรยศมีน้ำหนัก
นี่คือจุดที่ประวัติศาสตร์เริ่มกลายเป็นเรื่องแต่ง และเรื่องแต่งก็เริ่มมีพลังมากกว่าประวัติศาสตร์เสียอีก ประจวบกับเป้นยุคสมัยที่ผู้คนไม่พอใจการปกครองของราชสำนักชิง และหม่าซินอี้คือตัวแทนของราชสำนักจึงเป็นเป้าหมายในการเติมฟืนใส่ไฟลงไป เพื่อสร้างภาพอัปลักษณ์ให้กับราชวงศ์ชิงที่กำลังเดินทางสู้ภาวะถดถอย
ต่อมาเรื่องนี้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง และหนึ่งในความพยายามที่น่าสนใจเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อผู้กำกับ เป้าเสวี่ยหลี่สร้าง Oath of Death ก่อนหน้าเดชไอ้เปีย 2 ปี ให้ชอว์บราเดอร์ส แม้จะไม่ได้เล่าคดีหม่าซินอี้อย่างตรงตัว แต่หนังหยิบโครงสร้างสำคัญของตำนานมาใช้ นั่นคือชายสามคนที่ร่วมสาบานกัน ก่อนที่ความทะเยอทะยาน อำนาจ และผู้หญิงจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา น่าสนใจตรงที่ Oath of Death เลือกย้ายเรื่องไปยังยุคราชวงศ์ซ่ง มีหลอลี่แสดง
จากนั้นสองปีต่อมา จางเชอะจึงนำเรื่องนี้กลับมาสร้างใน Blood Brothers และคราวนี้เขาสนใจสิ่งที่ประวัติศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ ทำไมคนๆ หนึ่งจึงฆ่าคนอีกคนหนึ่ง
เขาเอาสิ่งที่คณะงิ้วเคยเล่นเมื่อหลังเกิดคดีไม่นานมาเล่าใหม่ เขาเอาตี้หลุง เดวิด เจียง และเฉินกวนไถ้มาเป็นสามพี่น้อง ตี้หลุงรับบทหม่าซินอี้ ชายผู้มีความสามารถและทะเยอทะยาน เดวิด เจียงรับบทจางเหวินเสียง ชายผู้ภักดีและท้ายที่สุดต้องกลายเป็นผู้ล้างแค้น ส่วนเฉินกวนไถ้รับบทหวงจง ชายที่อาจดูเหมือนอยู่ตรงกลางของเรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาคือหัวใจของมัน
เพราะเฉินกวนไถ้คือคนที่ทำให้คำว่า “พี่น้องร่วมสาบาน” มีความหมาย ถ้าไม่มีเขา หนังจะกลายเป็นเรื่องของผู้ชายสองคน คนหนึ่งทรยศ อีกคนหนึ่งแก้แค้น แต่เพราะมีเฉินกวนไถ้ เราจึงได้เห็นว่าก่อนความแค้นจะเกิดขึ้น เคยมีความรักและความไว้ใจอยู่จริง
หวงจงไม่ได้ต้องการอำนาจ เขาไม่ได้ต้องการตำแหน่ง เขาไม่ได้ต้องการขึ้นไปอยู่เหนือใคร เขาต้องการเพียงใช้ชีวิตกับพี่น้องของตัวเอง และนั่นคือเหตุผลที่เฉินกวนไถ้จึงเป็นตัวละครที่น่าเศร้าที่สุด เขาไม่ได้แพ้เพราะฝีมือ เขาไม่ได้แพ้เพราะความขี้ขลาด เขาแพ้เพราะเขาเชื่อใจคนผิด
นี่คือสิ่งที่ทำให้เฉินกวนไถ้มีน้ำหนักใน Blood Brothers มากกว่าการเป็น “พระเอกร่วม” ของตี้หลุงกับเดวิด เจียง ในเวลานั้นเฉินกวนไถ้เองก็เป็นดาวเด่นของ Shaw Brothers อยู่แล้ว เขาเพิ่งสร้างชื่อจาก The Boxer from Shantung และมีภาพจำในฐานะนักแสดงที่มีพลังทางกายภาพสูง เป็นนักสู้ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากพระเอกแบบสง่างามของตี้หลุง
ถ้าตี้หลุงดูเหมือนวีรบุรุษจากตำนาน เฉินกวนไถ้ดูเหมือนผู้ชายที่เดินออกมาจากข้างถนน เขาหนักกว่า หยาบกว่า และเป็นมนุษย์กว่า เมื่อเขาอยู่กับตี้หลุงและเดวิด เจียง จึงเกิดความแตกต่างของผู้ชายสามแบบขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย
ตี้หลุงคือ ความทะเยอทะยาน
เฉินกวนไถ้คือ ความซื่อสัตย์
เดวิด เจียงคือ ความแค้น
จางเชอะทำให้สามสิ่งนี้เดินไปด้วยกันไม่ได้
เมื่อหม่า ซินอี้เริ่มไต่เต้าสู่อำนาจ สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียงฐานะของเขา แต่คือความสัมพันธ์กับพี่น้อง เมื่อเขาต้องการอำนาจ เขาก็ต้องกำจัดสิ่งที่ขวางทาง เมื่อเขาต้องการผู้หญิง เขาก็ต้องทำลายความสัมพันธ์ และเมื่อเขาต้องการรักษาทุกอย่างไว้ เขาก็ต้องฆ่า ตรงนี้เองที่ตี้หลุงให้การแสดงที่น่าสนใจ เพราะหม่าซินอี้ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นคนชั่วตั้งแต่ต้น เขาค่อย ๆ กลายเป็นคนที่เราไม่สามารถให้อภัยได้
ส่วนเฉินกวนไถ้คือสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้เปลี่ยน โลกต่างหากที่เปลี่ยนรอบตัวเขา ยังคงเชื่อในคำสาบานเดิม ในขณะที่คนที่สาบานร่วมกับเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อเขาถูกฆ่า สิ่งที่ตายไปพร้อมกับเขาจึงไม่ใช่เพียงชีวิตของหวงจง มันคือ ความเชื่อว่าพี่น้องจะไม่มีวันทรยศกัน
หลังจากนั้น เดวิด เจียงจึงไม่มีทางกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก เขาเหลือเพียงความแค้น และเมื่อหนังเดินไปสู่ตอนจบ เรารู้ว่าทั้งตี้หลุงและเดวิด เจียงยังไงก็ต้องตาย เพราะหนังบอกเราไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว สิ่งที่เรากำลังดูไม่ใช่การค้นหาว่าใครจะชนะ แต่เป็นการย้อนกลับไปดูว่าคนสามคนเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
นี่เป็นความเป็นจางเชอะที่ชัดเจนที่สุด เขาไม่ได้มองความตายเป็นบทสรุป เขามองความตายเป็นผลลัพธ์ของการทรยศ และในโลกของเขา คนที่ตายไม่ได้หมายความว่าแพ้เสมอไป นี่คือเหตุผลที่ Blood Brothers จึงมีอิทธิพลต่อหนังฮ่องกงในเวลาต่อมา และทำให้เห็นรากของสิ่งที่ จอห์น วู จะนำไปพัฒนาต่อมาในยุค Heroic Bloodshed ในยุค 1980-1990 ซึ่งจอห์น วู เคยทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของจางเชอะและได้อยู่ในยุคที่หนังอย่าง Blood Brothers กำลังสร้างโลกของผู้ชายที่ยึดถือคำสัตย์ ความภักดี และการเสียสละเป็นศูนย์กลาง
หลายปีต่อมา แนวคิดเหล่านี้จะกลับมาในหนังในรูปแบบใหม่สไตล์จอห์น วู ปืนเข้ามาแทนดาบ แต่สิ่งที่อยู่ข้างใต้ยังเหมือนเดิม ผู้ชายสามคน ความภักดี การทรยศ และคนหนึ่งต้องตายเพื่อพิสูจน์ว่าคำสาบานเคยมีความหมาย จาก Blood Brothers จึงมองต่อไปยัง Bullet in the Head ได้อย่างน่าสนใจ แม้จะไม่ใช่การรีเมกโดยตรง เพราะสิ่งที่สืบทอดกันมาคือ จิตวิญญาณของโศกนาฏกรรมแบบจางเชอะ
และต่อมา The Warlords ของปีเตอร์ ชานในปี 2007 ก็กลับมาหยิบโครงสร้างสามพี่น้องร่วมสาบานมาเล่าใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเมื่อมองย้อนกลับไปคือ ต้นกำเนิดของเรื่องทั้งหมดไม่ได้มีพี่น้องสามคนเลย ไม่มีสวนท้อ ไม่มีคำสาบานเลือด ไม่มีภรรยาของพี่น้องที่ถูกแย่งชิง ไม่มีชายคนที่สามที่ถูกฆ่าเพื่อปิดปาก มีเพียงขุนนางคนหนึ่งชื่อหม่าซินอี้ กับชายคนหนึ่งชื่อจางเหวินเสียงที่เดินเข้ามาแทงเขาในเมืองหนานจิง
ส่วนที่เหลือคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเติมช่องว่างของความจริง
ดังนั้นเมื่อมองเดชไอ้เปียในวันนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องถามว่าหนังเรื่องนี้ตรงกับประวัติศาสตร์แค่ไหน เพราะมันไม่เคยตั้งใจจะเป็นหนังประวัติศาสตร์ตั้งแต่แรก มันคือหนังที่เอาความคลุมเครือของประวัติศาสตร์มาสร้างเป็นโศกนาฏกรรม และในโศกนาฏกรรมนั้น เฉินกวนไถ้คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะตี้หลุงทำให้เราเห็นว่าคนเราสามารถถูกอำนาจเปลี่ยนได้อย่างไร เดวิด เจียงทำให้เราเห็นว่าความแค้นสามารถผลักคนคนหนึ่งไปได้ไกลแค่ไหน แต่เฉินกวนไถ้ทำให้เราเห็นว่าก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงนั้น เคยมีบางสิ่งที่บริสุทธิ์อยู่จริง
เขาคือพี่น้องที่ไม่เคยคิดว่าพี่น้องจะกลายเป็นศัตรู และเมื่อเขาตาย หนังจึงไม่มีทางย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก จากนั้นทุกคนเหลือเพียงเลือด เลือดของคนทรยศ เลือดของคนถูกทรยศ และเลือดของคนที่ต้องลงมือแก้แค้น บางทีนี่อาจเป็นความหมายที่โหดร้ายที่สุดของ Blood Brothers เพราะคนสามคนเคยสาบานว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกัน สุดท้ายพวกเขาก็ทำตามคำสาบานนั้นจริง ๆ เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่า คำว่าร่วมตายจะหมายถึงการตายด้วยน้ำมือของกันและกัน
โฆษณา