3 ก.ย. เวลา 12:00 • การศึกษา

Edsy AI Coach นวัตกรรมเปลี่ยนห้องเรียนภาษาอังกฤษ จากองค์กรที่เข้าใจโจทย์ของการศึกษา

🌏 ภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทว่าเด็กไทยจำนวนไม่น้อยยังขาดความมั่นใจในการใช้ภาษา แม้จะเรียนภาษาอังกฤษมานานหลายปี
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ภาษาเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนต่อเนื่อง แต่เมื่อสัดส่วนของคุณครูต่อจำนวนนักเรียนไม่เอื้อต่อการดูแลรายบุคคล โอกาสที่ผู้เรียนจะได้ฝึกและได้รับ Feedback อย่างสม่ำเสมอจึงมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยยังขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือการสื่อสารรอบตัว ทำให้สิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียนไม่ได้ถูกนำไปใช้มากเท่าที่ควร
🤖 เมื่อเกิดช่องว่างระหว่าง “การเรียนภาษา” กับ “การได้ใช้ภาษา” จึงเกิดคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝนมากขึ้น และนี่คือจุดที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือช่วยเติมเต็มโอกาสการเรียนรู้ที่ยังขาดหายไป
หนึ่งในธุรกิจที่มองเห็น Pain Point และโอกาสนี้คือ บริษัท เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด สตาร์ตอัปด้าน EdTech (Edsy - เอ็ดซี่) ที่พัฒนา Edsy AI Coach เพื่อช่วยยกระดับการเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหา และฝึกทักษะการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง
จุดตั้งต้นของ Edsy คือแนวคิดว่า AI ไม่ควรเข้ามาแทนที่ครู แต่ควรเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝนได้มากขึ้น ทั้งด้านไวยากรณ์ การออกเสียง และการใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ ขณะที่ครูยังคงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และออกแบบการเรียนรู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้
🏫 ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา Edsy AI Coach จึงไม่ได้เริ่มจากการสร้างเทคโนโลยีแล้วนำไปให้โรงเรียนทดลองใช้ แต่เริ่มจากการลงพื้นที่สังเกตห้องเรียน พูดคุยกับคุณครูและผู้บริหาร เพื่อทำความเข้าใจว่า แต่ละฝ่ายกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และต้องการให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรงจุดไหน ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์การเรียนรู้จริง
อีกหนึ่งแนวคิดที่ Edsy ให้ความสำคัญคือ การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องสนุกตลอดเวลา เพราะบางทักษะ โดยเฉพาะการพูด จำเป็นต้องพาผู้เรียนออกจาก Comfort Zone เพื่อให้เกิดการพัฒนา เช่น การคิดประโยคและสื่อสาร ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่ผู้เรียนรู้สึกไม่มั่นใจ
Edsy จึงออกแบบระบบ Scaffolding เพื่อค่อยๆ พาผู้เรียนพัฒนาทักษะจากขั้นพื้นฐาน โดยเริ่มจากการพิมพ์ประโยคให้ AI ช่วยตรวจสอบและแก้ไข ก่อนนำไปอ่านออกเสียงและพัฒนาไปสู่การสื่อสารจริง ทำให้ผู้เรียนฝึกฝนได้ตามลำดับความพร้อมของตัวเอง
🎮 ขณะเดียวกัน Edsy ยังนำ Gamification เข้ามาช่วยสร้างแรงจูงใจ ผ่านการแข่งขันและการสร้างตัวละคร เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากก้าวข้ามกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น ผลจากการใช้งานจริงพบว่า นักเรียนสามารถพัฒนาการสื่อสาร โดยเพิ่มความยาวของคำตอบจากเดิมประมาณ 3–10 คำ เป็นราวๆ 20 คำ อีกทั้งกลุ่มโรงเรียนที่ใช้งาน Edsy ยังมีคะแนน O-NET สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้งานเกือบ 15%
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา Edsy AI Coach ให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนหลายฝ่าย ธุรกิจจึงใช้กลยุทธ์การทำงานแบบ Cross-Functional โดยให้ทีม Product ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างทีม Engineer และ Business Development ซึ่งลงพื้นที่พูดคุยและเก็บข้อมูลจากผู้ใช้งาน ก่อนนำ Insight กลับมาร่วมกันวิเคราะห์ ทดลอง และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด
💡นอกจากนี้ Edsy ยังให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ทีมเห็นความหมายของงาน โดยหนึ่งในวิธีที่ใช้คือ การพาทีมลงไปดูการใช้งานจริงในโรงเรียน ให้เห็นว่าผู้เรียนกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างไร ข้อมูลจากหน้างานจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับคนในองค์กร
นอกจากนี้ Edsy ยังออกแบบกลไกภายใน เพื่อสร้างแรงจูงใจและทำให้ค่านิยมขององค์กรเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ผ่าน Team Scoreboard ที่เปิดให้พนักงานโหวตเพื่อนร่วมงานที่แสดงออกถึง Core Values ขององค์กรในการทำงาน เช่น Clear Thinking, Always Highest Standard, Move Fast และ Always Communicate ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลรายเดือน และมีรางวัลใหญ่ประจำปีสำหรับผู้ที่ได้รับการโหวตมากที่สุด
🏆 กลยุทธ์นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างการแข่งขัน แต่ช่วยทำให้ Core Values กลายเป็นภาษาที่คนในทีมใช้พูดคุยและสะท้อนการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ควบคู่ไปกับการสร้างกระบวนการและวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร ทำให้ บริษัท เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ Edsy ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม ประเภทองค์กรวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย
🏅เรื่องราวของ Edsy จึงสะท้อนว่าการสร้างองค์กรนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน หรือคำคมที่สวยหรู แต่เริ่มได้จากการสร้างกระบวนการที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และพร้อมเรียนรู้ไปด้วยกัน ตั้งแต่การใช้ Design Thinking และ Agile เพื่อทำความเข้าใจปัญหา ทดลอง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้าง Core Values ที่เรียบง่ายและนำไปใช้ได้จริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อ “คน – กระบวนการ – และเป้าหมาย” เดินไปในทิศทางเดียวกัน นวัตกรรมก็ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่พัฒนาและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องต่อไป
โฆษณา