เมื่อวาน เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไม ซื้อลดหย่อน ให้ภาษีเหลือ 0 บาท ก็อาจต้องเสียภาษีอยู่ดี

การเสียภาษีเงินได้ 0 บาทนั้นสามารถทำได้ ถ้าหากเราเติมค่าลดหย่อนมากพอ จนทำให้เงินได้สุทธิของเรานั้น ลดลงเหลือ 150,000 บาทหรือน้อยกว่านั้น
อันเป็นช่วงเงินได้สุทธิ ที่ทางสรรพากรจะยกเว้นภาษีเงินได้ ทำให้เราไม่ต้องเสียภาษีเลย
แต่ก่อนที่เราจะเริ่มกดซื้อกองทุนและประกัน เพื่อลดหย่อนภาษีเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็มีหนึ่งเงื่อนไขที่เราต้องรู้ไว้
เพราะบางครั้งการที่เราคำนวณแล้วว่า เมื่อหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ จนมีภาษีที่ต้องเสียเท่ากับ 0 บาทนั้น แท้จริงแล้วเราอาจจะยังต้องเสียภาษีอยู่ดี
ถ้าหากสงสัยว่า ยอดภาษีที่เกิดขึ้นนี้งอกมาจากไหน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรามักจะคุ้นเคยกันกับวิธีการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได นั่นก็คือ การที่เอา เงินได้สุทธิ คูณกับ อัตราภาษี ที่จะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได ตามช่วงเงินได้สุทธิตามนี้
- เงินได้สุทธิ 0 ถึง 150,000 บาทต่อปี ได้รับการยกเว้นภาษี
- เงินได้สุทธิ 150,001 ถึง 300,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 5,000,000 บาทต่อปี เสียภาษีอัตรา 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทต่อปีขึ้นไป เสียภาษีอัตรา 35%
โดยเงินได้สุทธิ สำหรับการคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดนั้น ก็คือเงินได้ทุกประเภทรวมกัน หักด้วยค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน
จึงทำให้ถ้าเราเพิ่มค่าลดหย่อน ด้วยการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น RMF, Thai ESG หรือ Thai ESGX ซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ รวมถึงค่าลดหย่อนอื่น ๆ เช่น เงินบริจาค เป็นต้น
ให้เงินได้สุทธิของเรา หักลบกันแล้วออกมาอยู่ที่ 150,000 บาทต่อปี หรือน้อยกว่า ก็จะทำให้เราไม่เสียภาษีในวิธีนี้ อย่างที่เรากล่าวไปตอนต้นบทความนั่นเอง
เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่าง คุณอู้ฟู่ พนักงานเงินเดือนสาวโสด ที่เป็นแม่ค้าออนไลน์ โดยคุณอู้ฟู่ มีรายได้ดังนี้
- เงินเดือน 360,000 บาท
- รายได้ขายของออนไลน์ 1,300,000 บาท
ทำให้คุณอู้ฟู่มีรายได้รวมทุกประเภทเท่ากับ 1,660,000 บาท
ซึ่งคุณอู้ฟู่จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามนี้
- หักค่าใช้จ่ายเงินเดือนแบบเหมา 50% ของเงินเดือน ได้สูงสุด 100,000 บาท
- หักค่าใช้จ่ายขายของออนไลน์แบบเหมา 60% ของเงินได้จากการขาย เท่ากับ 780,000 บาท
เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 1,660,000 - 100,000 - 780,000 = 780,000 บาท
ซึ่งถึงตรงนี้ คุณอู้ฟู่จะมีค่าลดหย่อนในมือคือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และค่าลดหย่อนจากเงินประกันสังคมสูงสุด 10,500 บาท (เพดานเงินจ่ายประกันสังคมสูงสุด เพิ่มจากเดิม 750 บาท เป็น 875 บาท)
ทำให้ถ้าไม่ซื้อค่าลดหย่อนเพิ่ม เงินได้สุทธิของคุณอู้ฟู่จะเท่ากับ 780,000 - 60,000 - 10,500 = 709,500 บาท ตกอยู่ในช่วงอัตราภาษี 15%
แต่คุณอู้ฟู่ ได้เลือกซื้อค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเป็นจำนวน 559,500 บาท ประกอบไปด้วย
- กองทุน RMF สูงสุด 30% ของเงินได้ จำนวน 498,000 บาท
- กองทุน Thai ESG จำนวน 40,000 บาท
- ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ จำนวน 21,500 บาท
เพื่อลดเงินได้สุทธิให้เหลือ 150,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับการยกเว้นภาษีพอดี
อย่างไรก็ตาม การคำนวณภาษี ยังมีอีกแบบที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย นั่นก็คือ “การคำนวณภาษีแบบเหมา”
โดยการคำนวณภาษีแบบเหมา จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีเงินได้ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือน อันได้แก่
- เงินได้ประเภทที่ 2 เงินค่าจ้างของเหล่าฟรีแลนซ์
- เงินได้ประเภทที่ 3 ค่าความนิยม หรือลิขสิทธิ์
- เงินได้ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ยและเงินปันผล
- เงินได้ประเภทที่ 5 ค่าเช่า
- เงินได้ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ
- เงินได้ประเภทที่ 7 ค่าจ้างรับเหมาแบบเตรียมสัมภาระเอง
- เงินได้ประเภทที่ 8 ธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งการขายของออนไลน์ จะอยู่ในประเภทนี้
โดยวิธีคำนวณก็ง่าย ๆ คือ ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน x 0.5%
ซึ่งคุณอู้ฟู่ที่มีเงินได้จากการขายของออนไลน์ 1,300,000 บาท จึงทำให้ ภาษีที่ต้องจ่าย = 1,300,000 x 0.5% = 6,500 บาท
เข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีในวิธีนี้พอดี เพราะว่าการคำนวณภาษีแบบเหมานั้น จะได้จ่ายภาษีก็ต่อเมื่อ ค่าภาษีที่คำนวณได้ เกินกว่า 5,000 บาท
เราจึงเห็นได้ว่า แม้คุณอู้ฟู่ จะซื้อค่าลดหย่อนภาษีแบบจัดหนักจัดเต็มเกือบ 34% ของเงินได้ทั้งหมด จนคิดว่าตัวเองไม่เสียภาษีตามวิธีขั้นบันได แต่สุดท้ายก็ยังต้องเสียภาษีตามวิธีเหมาจ่ายอยู่ดี
เพราะฉะนั้น ใครที่มีรายได้นอกจากเงินเดือน จึงต้องเช็กให้ดีว่า เงินได้ทางอื่นนั้น รวมกันแล้วเกินกว่า 1,000,000 บาท ที่จะทำให้ค่าภาษีของการคำนวณด้วยวิธีแบบเหมา เกิน 5,000 บาท แล้วหรือยัง
แต่ถึงอย่างนั้น แม้การคำนวณภาษีแบบเหมาจ่าย จะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องค่าลดหย่อนเลย เพราะเป็นการเอาเงินได้มาคูณกับอัตราภาษีตรง ๆ ไม่ใช่เงินได้สุทธิ
ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องวางแผนภาษี ผ่านการซื้อค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
เพราะคนที่มีรายได้หลายทาง จะถูกคำนวณภาษี 2 วิธีนี้เทียบกัน และสรรพากรจะให้เราชำระค่าภาษี ตามวิธีที่ได้เสียภาษีมากที่สุด
ซึ่งถ้าหากคุณอู้ฟู่ ไม่ซื้อค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเลย เงินได้สุทธิของเธอที่อยู่ที่ 709,500 บาท จะตกอยู่ในอัตราภาษี 15% และทำให้เธอต้องเสียภาษีสูงถึง 58,925 บาท
อันมากกว่าเงินที่เสียภาษีจากวิธีคำนวณแบบเหมา ที่อยู่แค่ 6,500 บาท ถึง 9 เท่า
เพราะฉะนั้น การวางแผนภาษีสำหรับคนที่ไม่ได้มีรายได้แค่ทางเดียว จึงต้องมองให้รอบด้าน ทั้งการสำรวจว่าเงินได้ของเรานั้นอยู่ในประเภทอะไร
และคุ้มค่าแค่ไหน ที่จะต้องสละเงินที่เราอาจจะนำไปใช้ชีวิต หรือหมุนเวียนในธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง ไปกับการซื้อค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
เพื่อไม่ให้ค่าลดหย่อนเหล่านั้น กลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว ที่ไม่ได้ช่วยลดหย่อนภาษีมากอย่างที่คิด..
#WealthPreservation
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
โฆษณา