4 ก.ย. เวลา 06:05 • ท่องเที่ยว

เที่ยวดูของดีที่ นครศรีธรรมราชท(01) .. วัดพระมหาธาตุวรวิหาร

วัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช “หัวใจแห่งศรัทธา…บนผืนแผ่นดินนคร”
นครศรีธรรมราชเปรียบประดุจบทกวีโบราณที่ขับขานบทเพลงแห่งศรัทธาและความงามผ่านคำขวัญอันคุ้นหู “เมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชุ่มฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เกาะสมุยเจิดจ้า ปลาบดอร่อย ท้องถิ่นผะงา ศิลปะประณีต”
สัมผัสแรกเมื่อก้าวเข้าสู่เมืองนี้ ดั่งเวลาชะลอตัวลง สายลมพริ้วหวีดหวิวพาความกลิ่นอายประวัติศาสตร์ลอยละล่อง นำพาหัวใจเดินทางสู่องค์พระบรมธาตุเจดีย์—หัวใจอันเป็นศูนย์รวมดวงใจของชาวนครและผู้คนทั่วทิศ และเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในภาคใต้มายาวนาน
วัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช “หัวใจแห่งศรัทธา…บนผืนแผ่นดินนคร”
ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธาและตำนานองค์พระธาตุ
ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร รอยอดีตผสานไปกับความเชื่อที่สืบทอดมานับพันปี ตำนานกล่าวไว้ว่า พระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ) ได้ถูกนำมาประดิษฐาน ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้โดยพระนางเหมชาลาและพระสิริกุมาร จากนั้นในพุทธศักราช ๑๗๙๑
พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงได้ทรงสร้างองค์พระบรมธาตุเจดีย์ทรงระฆังควาย (ลังกาวงศ์) ขึ้นปกคลุม ความอัศจรรย์อันเลื่องลือคือ “พระธาตุไร้เงา” ที่ไม่ว่าแสงอาทิตย์จะสาดส่องจากทิศทางใด ยอดองค์พระธาตุกลับไม่เคยทอดเงาลงบนพื้นดิน ราวกับองค์เจดีย์ลอยอยู่ระหว่างผืนทรายและสรวงสวรรค์
ส่วนยอดของพระบรมธาตุได้รับการประดับด้วยทองคำและของมีค่าจากแรงศรัทธาของผู้คนมาอย่างต่อเนื่องหลายยุคสมัย
กรมศิลปากรระบุว่าทองคำที่ใช้ประดับองค์พระบรมธาตุในปัจจุบันมีน้ำหนักรวมกว่า 197 กิโลกรัม และมีแผ่นทองที่จารึกชื่อผู้ถวาย รวมทั้งคำอธิษฐานของผู้มีจิตศรัทธา
กลุ่มสถูปรอบพระบรมธาตุประกอบด้วยองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์ทิศและองค์เจดีย์บริวาร รวม ๑๕๗ องค์: รายล้อมองค์พระบรมธาตุอย่างตระการตา
ดั่งเหล่าเทวดาที่มาคอยปกปักรักษาพระบรมสารีริกธาตุไว้ชั่วกาลนาน และเจดีย์รายอีกจำนวนมาก
สิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้น่าสนใจ ไม่ได้มีเพียง “พระบรมธาตุเจดีย์” อันโดดเด่นเท่านั้น แต่พื้นที่ทั้งวัดยังเป็นเสมือนหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ ที่บอกเล่าเรื่องราวของ พุทธศาสนา ศิลปะ สถาปัตยกรรม การค้าข้ามคาบสมุทร ตำนานท้องถิ่น และความศรัทธาของผู้คน ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
... ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่เป็น ผังศาสนสถานที่สะท้อนโลกทัศน์ทางพุทธศาสนา
วิหารแห่งมนตร์ขลังและสถาปัตยกรรมชั้นครู
เสน่ห์ของวัดพระมหาธาตุฯ คือเราไม่สามารถมองสถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้ว่าเป็นศิลปะจากยุคใดยุคหนึ่งเท่านั้น ..
แต่ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมที่เล่าเรื่องหลายยุคสมัยนี่ เป็นวัดที่ สถาปัตยกรรมไม่ได้มีไว้เพียงให้ชม แต่ถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับการปฏิบัติทางศาสนาด้วย
พระบรมธาตุเจดีย์ .. สะท้อนการผสมผสานของอิทธิพลทางศิลปกรรมจากหลายพื้นที่ ทั้งแนวคิดจากอินเดีย ชวา ศรีลังกา และมอญ
ขณะที่ส่วนต่าง ๆ ของวัดได้รับการก่อสร้างและบูรณะในเวลาต่อมา
วิหารธรรมศาลา .. ซึ่งมีรูปแบบการวางผังและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับศิลปะสมัยอยุธยา
โดยมีพระพุทธรูปและงานศิลปกรรมที่เชื่อมโยงกับตำนานพระบรมธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราช
วิหารทับเกษตร .. ซึ่งเป็นระเบียงมีหลังคาคลุมรอบฐานพระบรมธาตุ ก็มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางศาสนา เช่น การเดินประทักษิณ การเวียนเทียน การสวดมนต์ ฟังธรรม และการเดินจงกรม
วิหารพระทรงมรณ์: สถานที่ประดิษฐานรูปปั้นและลายปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ รอยเส้นสายอ่อนช้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของช่างศิลป์โบราณ
วิหารเขียนและวิหารโพธิ์ลังกา: รวบรวมงานจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่ถ่ายทอดเรื่องราวศรัทธาในอดีต ไว้อย่างอ่อนช้อยดั่งภาพฝัน
วิหารโพธิ์ลังกา ซึ่งสร้างขึ้นคลุมพื้นที่ต้นโพธิ์ และมีพื้นที่สำหรับเดินเวียนประทักษิณโดยรอบ .. รูปแบบวิหารโพธิ์เช่นนี้มีความสัมพันธ์กับคติพุทธศาสนาในศรีลังกา และหลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างนครศรีธรรมราชกับดินแดนอื่น ๆ ในโลกพุทธของเอเชีย
วิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ หรือ วิหารม้า เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่สำคัญและมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยความสำคัญของวิหารแห่งนี้สรุปได้เป็นประเด็นหลัก ดังนี้
ประตูทางขึ้นสู่พระบรมธาตุเจดีย์: วิหารม้าคือทางขึ้นเพียงทางเดียวที่เชื่อมต่อขึ้นไปยัง "ลานประทักษิณ" (ลานลานลอยบนฐานองค์ระฆัง) รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์
ประติมากรรมมหาภิเนษกรมณ์: ชื่อวิหารมาจากภาพปูนปั้นปะติมากรรมเด่นตรงบริเวณผนังทางขึ้นบันได ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา ทรงม้ากัณฑกะ โดยมีมหาพรหมและท้าวจตุโลกบาลร่วมตามเสด็จ
ที่มาของเทวรูปจตุคามรามเทพดั้งเดิม: บริเวณเชิงบันไดและราวบันไดภายในวิหารเป็นศูนย์รวมรูปปั้นอารักษ์ปกปักรักษาองค์พระธาตุ
รวมถึงรูปปั้นเทพยดาและท้าวจตุคามกับท้าวรามเทพ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของคติความเชื่อเรื่อง "จตุคามรามเทพ" อันโด่งดัง
คุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม: เป็นแหล่งรวบรวมงานปูนปั้นฝีมือช่างสถาปัตยกรรมโบราณภาคใต้ ทั้งรูปพญานาค ท้าวจตุโลกบาล ยักษ์ ครุฑ สิงห์ และพระพุทธบาทจำลอง
"พระโตแห่งเมืองนครศรีธรรมราช" พระอัฏฐารส
พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ พระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น เป็นกิริยาห้ามโรคร้ายหรือภัยพิบัติ
ขนาบข้างด้วยพระสาวก (พระโมคคัลลาน - พระสารีบุตร) ประนมมือทั้งซ้าย - ขวา
ศิลปะอยุธยา
คติการสร้างพระอัฏฐารสเป็นสิ่งที่แพร่หลายในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป โดยเฉพาะในพุกาม และสุโขทัย
นครศรีธรรมราชอาจรับมาจากสุโขทัย แต่รูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏในสภาพปัจจุบันคงมีการบูรณปฏิสังขรณ์แก้ไขพุทธลักษณะในภายหลังในสมัยอยุธยา
วิหารโพธิ์ลังกา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองนครศรีธรรมราช กันครับ ภายในเป็นศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์สถานวัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ณ ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์สถานวัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร ภายในวิหารโพธิ์ลังกา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
ภายในเต็มไปด้วยประติมากรรมต่าง ๆ มากมายจากหลายยุคหลายสมัย ดังนี้
๑. พระพุทธรูป อิริยาบถยืน ศิลปะทวารวดีในภาคใต้ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)
๒. พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะทวารวดีในภาคใต้ แบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย สมัยอมราวดี กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๓ (ประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว)
๓. พระวิษณุ พบที่วัดพระเพรง ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัสดุ หิน กำหนดอายุได้ประมาณครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๑ (ประมาณ ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ศิลปะอินเดีย พบที่หอพระนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
๔. พระคเณศ ศิลปะลพบุรี/ขอมโบราณที่พบในประเทศไทย กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ (ประมาณ ๗๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว)
๕. พระพุทธรูป ศิลปะอยุธยา แบบอู่ทอง รุ่นที่ ๓ กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (ประมาณ ๕๕๐ - ๖๕๐ ปีมาแล้ว)
๖. พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย สมัยอยุธยาตอนกลาง กำหนดอายุได้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (ประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว)
๗. พระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว)
๘. พระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย - รัตนโกสินทร์ตอนต้น สกุลช่างภาคใต้ แบบเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ (ประมาณ ๑๕๐ - ๓๐๐ ปีมาแล้ว)
พระวิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
พระวิหารธรรมศาลา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระมหาธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยส่วนท้ายของวิหารยื่นล้ำเข้าไปในระเบียงคดที่ล้อมรอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ฯ
เทียบได้กับแผนผังของวัดขนาดใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่มักมีวิหารหลวงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน มีระเบียงคดล้อมรอบเจดีย์ประธาน และส่วนท้ายของยื่นล้ำเข้าไปในระเบียงคด
วิหารพระพุทธบาทจำลอง
หอพระพุทธบาทจำลอง .. ตั้งอยู่บริเวณด้านนอกเขตระเบียงคต ด้านทิศตะวันออก ติดกับพื้นที่ลานจอดรถของวัด
หอพระพุทธบาทจำลองหลังนี้ ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเกิดจากศรัทธาและความร่วมมือระหว่าง พระศิริธรรมมุนี (ม่วง) ผู้นำฝ่ายสงฆ์ และ พระยาตรังคภูมาภิบาล (ถนอม) ผู้ว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช เพื่อสร้างขึ้นไว้เป็นศาสนสถานให้ผู้คนได้มาเคารพสักการะแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ระเบียงคด
ความสำคัญและลวดลายมงคล ๑๐๘ ประการ
ภายในหอแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธบาทจำลอง" ซึ่งหล่อขึ้นอย่างประณีต โดยตรงกลางรอยพระพุทธบาทสลักลวดลายมงคล ๑๐๘ ประการ (หรือ อัฏฐสตมงคล) อันประกอบด้วยสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลตามคัมภีร์พุทธศาสนา เช่น ภาพเขาพระสุเมรุ มหาสมุทรทั้งสี่ พญาครุฑ ช้างเอราวัณ ปราสาท ปรากฏอย่างครบถ้วน
คำจารึกแห่งศรัทธา: บริเวณด้านขวาของรอยพระพุทธบาท มีคำจารึกโบราณระบุไว้ว่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงพระพุทธองค์ และผู้ที่ได้มาทำการสักการะจะได้รับกุศล ความสุข และความเจริญเกื้อกูลในชีวิต
ความเชื่อและการสักการะ
เนื่องจากหอพระพุทธบาทตั้งอยู่บริเวณภายนอกกำแพงระเบียงคต พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงวัดพระมหาธาตุฯ มักนิยมเข้ามากราบสักการะและวางเหรียญอธิษฐานจิต ณ รอยพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นจุดแรกๆ
… เพื่อความเป็นสิริมงคล ปราบสิ่งอัปมงคล และตั้งจิตให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะเดินลอดเข้าสู่เขตพุทธาวาสเพื่อไปสักการะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ต่อไปค่ะ
ประเพณี…เมื่อศรัทธากลายเป็นวิถีชีวิต
ความพิเศษของพระมหาธาตุฯ คือความศรัทธาไม่ได้หยุดอยู่ที่การกราบไหว้พระ แต่ยังกลายเป็นประเพณีที่คนในท้องถิ่นร่วมกันสืบทอด
แห่ผ้าขึ้นธาตุ: หัตถ์แห่งมนุษย์เชื่อมร้อยสู่สวรรค์
ในวันเพ็ญเดือนสามและเดือนหก ศรัทธาอันเปี่ยมล้นจะถูกถ่ายทอดผ่านประเพณี “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” (ผ้าพระบฏ) ผืนผ้ายาวเหยียดสีเหลืองเรืองรองที่ถูกเขียนภาพพุทธประวัติ ..
.. จะถูกร่วมแรงร่วมใจกันถือด้วยมือของพุทธศาสนิกชน เลื้อยไหลเป็นสายธารแห่งความศรัทธาไปตามขอบกำแพงแก้ว เพื่อนำขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เสียงบทสวดมนต์และกลิ่นควันธูปอบอวลไปทั่วบริเวณ สร้างความรู้สึกอิ่มเอมและทรงพลังอย่างประหลาด
ประเพณี "แห่ผ้าขึ้นธาตุ" (หรือการห่มผ้าพระบฏองค์พระบรมธาตุเจดีย์) ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางพุทธศาสนาทั่วไป แต่ผูกพันกับความเชื่อ ศรัทธา และตำนานโบราณอย่างลึกซึ้ง
๑. ตำนานจุดกำเนิด: "ผ้าพระบฏปลิวลอยมาจากทะเล"
ความเชื่อดั้งเดิมอ้างอิงจากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชว่า ในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้มีผืนผ้าขนาดใหญ่สลักภาพพุทธประวัติ (เรียกว่า ผ้าพระบฏ) ลอยมาติดที่หาดทรายแก้ว ชาวบ้านนำไปถวายพระองค์ และพบว่าผืนผ้านี้เป็นของพุทธศาสนิกชนจากหงสาวดีที่กำลังเดินทางไปบูชาพระเกศาธาตุที่ศรีลังกา แต่เรืออับปางเสียก่อน
พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึงโปรดให้อัญเชิญผ้าผืนนั้นไป "ห่มอ้อมองค์พระบรมธาตุเจดีย์" เพื่อเป็นพุทธบูชา ความเชื่อนี้จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมานับพันปีว่า การนำผ้าขึ้นห่มพระธาตุคือการส่งต่อศรัทธาอันบริสุทธิ์ของพุทธศาสนิกชน
๒. คติความเชื่อและอานิสงส์ของการห่มผ้าพระธาตุ
การได้เข้าใกล้และรับใช้พระพุทธองค์: เนื่องจากองค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุ) การนำผ้าไปห่มองค์เจดีย์จึงเปรียบเสมือนการได้ถวายผืนจีวรหรือผ้าห่มถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง
สร้างอานิสงส์และบุญบารมีอันยิ่งใหญ่: เชื่อว่าผู้ที่ได้ร่วมถวายผ้าและยกผืนผ้าขึ้นห่มพระธาตุ จะได้รับอานิสงส์ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
พลังแห่งการอธิษฐานและแก้บน: ชาวใต้นิยมเขียนชื่อ-นามสกุล และคำอธิษฐานของครอบครัวลงบนผืนผ้าสีเหลือง (หรือผ้าพระบฏ) ก่อนนำขึ้นห่ม เชื่อว่าพลังแห่งพระบรมสารีริกธาตุจะช่วยดลบันดาลให้คำอธิษฐานเป็นจริง และช่วยคุ้มครองดวงชะตา
๓. สัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและสิริมงคล
ผืนผ้าที่ยาวนับร้อยนับพันเมตรต้องใช้คนจำนวนมากร่วมกันจับและถือผืนผ้าไว้เหนือศีรษะขณะเดินทักษิณาวรรตรอบองค์เจดีย์ กิจกรรมนี้จึงแฝงกุศโลบายเรื่อง "การรวมจิตใจและความสามัคคี" ของคนในชุมชน โดยเชื่อว่าขณะที่ผืนผ้าเคลื่อนตัวไปประดุจสายน้ำแห่งศรัทธา ทุกคนที่ได้สัมผัสผืนผ้าจะได้รับกระแสบุญและสิริมงคลร่วมกัน
เมื่อแสงสุดท้ายของวันทาบทาลงบนยอดฉัตรทองคำ พระธาตุเมืองนครยังคงตั้งเด่นเป็นดั่งเข็มทิศแห่งจิตวิญญาณ รอคอยให้ผู้เดินทางเข้ามาซึมซาบความสงบ ละเมียดละไม และความงดงามอันเป็นนิรันดร์แห่งนี้ตลอดไป
โฆษณา