Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 09:28 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
นักชกจากชานตุง (The Boxer from Shantung, 1972)
เมื่อจางเชอะสร้างตำนานนักสู้ผู้เดินเข้าสู่โลกอาชญากรรม และเปลี่ยนโฉมหน้าหนังแอ็กชันฮ่องกง
เมื่อเฉินกวนไถ้จากไป เขาไม่ได้ทิ้งไว้เพียงชื่อของนักแสดงกังฟูคนหนึ่งจากยุคทองของชอว์บราเดอร์ส แต่ทิ้งภาพจำของ “นักชกแห่งชานตุง” ชายหนุ่มผู้ก้าวจากความยากจนเข้าสู่โลกอันโหดร้ายของเซี่ยงไฮ้ และกลายเป็นหนึ่งในวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคหนังต่อสู้ฮ่องกง The Boxer from Shantung หรือ นักชกจากชานตุง คือหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดของจางเชอะ ร่วมกำกับกับเปาเสวี่ยลี่ หนังเรื่องนี้ออกฉายในปีเดียวกับที่โลกกำลังรู้จัก The Godfather ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และมาก่อนยุคของ Scarface ในทศวรรษ 1980
แม้ทั้งสามเรื่องจะพูดถึงชายผู้ไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจในโลกอาชญากรรมเหมือนกัน แต่เส้นทางของพวกมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
The Godfather คือมหากาพย์อาชญากรรมที่พูดถึงครอบครัว อำนาจ และการเมืองใต้ดิน ส่วน Scarface คือ มหากาพย์อาชญากรที่เต็มไปด้วย ความโลภ อำนาจ และความบ้าคลั่ง ขณะที่ The Boxer from Shantung คือโลกของหมัด เลือด และศักดิ์ศรี มันไม่ใช่เรื่องราวของชายที่ต้องการเป็นเจ้าพ่อ แต่มันคือเรื่องของนักสู้ที่ถูกโลกบีบบังคับให้กลายเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยอยากเป็น
และนี่คือจุดที่ทำให้หม่าหย่งเจินแตกต่างจากตัวละครอย่างไมเคิล คอร์เลโอเน หรือโทนี่ มอนทานา เขาไม่ได้สูญเสียความเป็นมนุษย์เพราะความโลภ เขาสูญเสียมันเพราะโลกไม่เคยเปิดโอกาสให้คนจนเลือกเส้นทางของตัวเอง
ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ชอว์บราเดอร์สกำลังอยู่ในยุคทอง หนังของจางเชอะได้สร้างภาพจำของวีรบุรุษชายผู้มีบาดแผล มีมิตรภาพ และพร้อมหลั่งเลือดเพื่อศักดิ์ศรี แต่ The Boxer from Shantung แตกต่างออกไป นี่ไม่ใช่เพียงหนังต่อสู้ธรรมดา แต่มันคือหนังแก๊งสเตอร์ โศกนาฏกรรม และมหากาพย์การล่มสลายของชายคนหนึ่ง
เพียงฉากเปิดเรื่อง จางเชอะก็ประกาศตัวตนของหนังทันที ภาพนิ่งของเซี่ยงไฮ้ในอดีตปรากฏบนจอ พร้อมโทนสีแดงที่เหมือนเป็นลางบอกเหตุ รายชื่อนักแสดงและทีมงานค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างหนักแน่น มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเริ่มหนังแอ็กชันทั่วไป แต่มันเหมือนกำลังเปิดตำนานโศกนาฏกรรม สีแดงที่ย้อฉากไตเติ้ลนี้บอกเราตั้งแต่วินาทีว่า เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะ แต่มันจะจบลงด้วยเลือด
---
เฉินกวนไถ้รับบทเป็น หม่าหย่งเจิน ชายหนุ่มจากชนบทชานตุงในช่วงทศวรรษ 1930 ที่เดินทางมายังเซี่ยงไฮ้เพื่อค้นหาอนาคต แต่เมืองใหญ่ไม่ได้ต้อนรับเขาด้วยความฝัน เขาเป็นเพียงคนจนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงิน และไม่มีอำนาจ สิ่งเดียวที่เขามีคือกำปั้น แต่กำปั้นนั้นกลับกลายเป็นทั้งพรและคำสาป ความสามารถด้านกังฟูของเขาทำให้เขาได้รับความสนใจจาก ถานซี รับบทโดย เดวิด เจียง หัวหน้าแก๊งท้องถิ่น ผู้มองเห็นศักยภาพของชายหนุ่มคนนี้
จากชายแปลกหน้า ทั้งสองกลายเป็นเพื่อน แต่โลกของแก๊งไม่เคยให้ใครได้อำนาจมาโดยไม่มีราคาที่ต้องจ่าย
เสน่ห์ของหนังอยู่ที่การไม่ทำให้หม่าหย่งเจินกลายเป็นเจ้าพ่อแบบตัวละครอาชญากรรมทั่วไป เขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานแบบโทนี่ มอนทานา เขาไม่ได้ต้องการครอบครองเมือง เขาเพียงต้องการให้คนเคารพเขา เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเป็นเพียงชายจนที่ถูกคนอื่นเหยียบย่ำ นี่คือความแตกต่างที่ทำให้หม่าหย่งเจินเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของจางเชอะ เขาเป็นวีรบุรุษในโลกที่ไม่มีที่ให้วีรบุรุษ เขามีเกียรติในหมู่โจร แต่ท้ายที่สุด โลกของโจรก็ไม่เคยอนุญาตให้คนมีเกียรติอยู่รอด
เบื้องหลังความสำเร็จของหนังคือการเดิมพันครั้งใหญ่ของจางเชอะ เพราะในเวลานั้นชอว์บราเดอร์สมีดาราชายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเดวิด เจียง หรือตี้หลุง แต่จางเชอะกลับเลือกเฉินกวนไถ้ นักแสดงที่ยังไม่ได้เป็นพระ เขามีรูปร่าง น้ำหนักของหมัด และภาษากายที่แตกต่างจากพระเอกยุทธจักรทั่วไป ถ้าตี้หลุงคือความสง่างาม เดวิด เจียงคือเสน่ห์ เฉินกวนไถ้ ก็คือพลังดิบ เขาคือคนที่คุณเชื่อได้ทันทีว่าเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตด้วยกำปั้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการออกแบบฉากต่อสู้โดยหลิวเจียเหลียง ทำให้การต่อสู้ของหนังไม่ได้เป็นเพียงการโชว์ท่ากังฟู แต่มันมีน้ำหนัก มีจังหวะ และมีความเจ็บปวด ทุกหมัดที่หม่าหย่งเจินปล่อยออกมา ไม่ใช่แค่เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่มันคือการต่อสู้เพื่อรักษาตัวตนของเขา
สิ่งที่เหลือเชื่อคือหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้แรงกดดันมหาศาล The Boxer from Shantung ถ่ายทำอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งเดือน จางเชอะและเปาเสวี่ยลี่ต้องแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยเปาเสวี่ยลี่กำกับช่วงกลางวัน ส่วนจางเชอะทำงานช่วงกลางคืน นักแสดงและทีมงานหลายคนแทบไม่ได้พัก นี่คืออีกด้านของยุคทองชอว์บราเดอร์ส ที่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่บนจอเต็มไปด้วยการทำงานหนักของผู้คนจำนวนมาก
แต่สิ่งที่ทำให้หนังกลายเป็นตำนานอย่างแท้จริง คือฉากไคลแม็กซ์ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของหม่าหย่งเจินกับแก๊งขวาน คือหนึ่งในฉากแอ็กชันที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังฮ่องกง ฉากนี้ใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 วัน มันไม่ใช่เพียงฉากต่อสู้ แต่มันคือการประหารชีวิตของตัวละคร ชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางศัตรูนับไม่ถ้วน เขารู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่จุดจบ แต่เขายังเลือกที่จะสู้ นี่คือหัวใจเดียวกับที่ต่อมากลายเป็นรากฐานของหนัง Heroic Bloodshed ในยุค 1980 และเป็นสิ่งที่ส่งต่อไปยังงานของจอห์น วู
---
จอห์น วู เคยยกย่องจางเชอะว่า เขาไม่ได้เพียงสร้างความรุนแรงบนหน้าจอ แต่สามารถใส่อารมณ์ ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของวีรบุรุษลงไปในความรุนแรงนั้น อิทธิพลของ The Boxer from Shantung สามารถเห็นได้ชัดใน The Killer (1989) ชายผู้มีศักดิ์ศรีถูกโลกทรยศ ชายผู้ยอมเดินเข้าสู่ความตาย เพราะยังเชื่อในบางสิ่งที่สูงกว่าชีวิตตัวเอง จากหม่าหย่งเจิน สู่ตัวละครของโจวเหวินฟะเส้นทางของพวกเขาเชื่อมต่อกันโดยตรง
ท้ายที่สุดแล้ว The Boxer from Shantung*อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดของจางเชอะ แต่มันคือหนังที่แสดงตัวตนของเขาชัดเจนที่สุด มันคือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ไม่ได้แพ้เพราะเขาอ่อนแอ แต่แพ้เพราะโลกที่เขาอยู่ ไม่มีพื้นที่ให้คนอย่างเขาชนะ และทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น หากไม่มีเฉินกวนไถ้
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย