Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
5 ก.ย. เวลา 00:50 • นิยาย เรื่องสั้น
ตอนที่ 1 / 3 - จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก
▪️ส่วนที่สี่ - สะพานที่มองเห็นแม่น้ำสองฝั่ง - การขยายความ
อุปมาที่สองในมาตรา 1.1 แห่งจดหมายเหตุฉบับนี้ แม้จะถูกกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ในย่อหน้าสุดท้ายของคำอธิบายเรื่องระนาบกึ่งสสาร แต่มันคืออุปมาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่อุปมาเรื่องฟิล์มภาพยนตร์อธิบาย "ธรรมชาติ" ของถิ่นที่อยู่ Mantis
อุปมาเรื่องสะพานกลับอธิบาย "ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์" ของตำแหน่งที่ตั้งนั้น มันตอบคำถามที่ว่า ทำไมการอยู่ ณ จุดนี้จึงทำให้พวกเขาเหมาะสมกับบทบาทผู้คุมกฎวิวัฒนาการ ไม่ใช่แค่ในความหมายเชิงปรัชญา แต่ในความหมายเชิงปฏิบัติการอย่างแท้จริง
ลองนึกภาพแม่น้ำใหญ่ แม่น้ำที่กว้างใหญ่เสียจนเมื่อคุณยืนอยู่บนฝั่งหนึ่ง คุณแทบจะมองไม่เห็นอีกฝั่งหนึ่งเลย ที่ไหลเชี่ยวกรากผ่านกลางภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาล แม่น้ำสายนี้ไม่ใช่แม่น้ำธรรมดา แต่มันคือกระแสแห่งความเป็นจริงที่ไหลผ่านทุกมิติ น้ำในแม่น้ำนี้คือสสารและเวลาและกฎฟิสิกส์ทั้งหมดของมิติที่สาม มันคือโลกทางกายภาพที่เรารู้จัก มันคือจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวและกาแล็กซี มันคือทุกสิ่งที่จับต้องได้
.
แม่น้ำสายนี้แบ่งสองอาณาจักรออกจากกัน สองอาณาจักรที่ไม่ใช่ "สถานที่" ในความหมายทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็น "ระดับของจิตสำนึก" ที่แตกต่างกัน
ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ หากเรากำหนดทิศทางตามอำเภอใจเพื่อประโยชน์ในการอธิบาย คือมิติที่สี่ โลกของจิต โลกของความคิดและอารมณ์ โลกที่สสารเริ่มโปร่งบางและจิตสำนึกเริ่มมีน้ำหนัก ฝั่งซ้ายนี้เป็นดินแดนแห่งความฝัน โทรจิต การเดินทางในมิติแห่งจิต และการสื่อสารที่ไร้พรมแดนของภาษา
ฝั่งขวาของแม่น้ำคือมิติที่ห้า มหาสมุทรแห่งแสง โลกของวิญญาณและต้นแบบ โลกที่จิตสำนึกคือสสารหลักและความคิดสร้างความเป็นจริงได้โดยตรง ฝั่งขวานี้เป็นดินแดนแห่งการตรัสรู้ การกลับสู่ต้นธาร และการเข้าถึง Akashic Records ที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น
และระหว่างสองฝั่ง ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก คือมิติที่สาม - โลกทางกายภาพ
.
มนุษย์และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในกาแล็กซี สิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ตื่นรู้ กำลังว่ายน้ำอยู่ในแม่น้ำสายนี้
พวกเขากำลังดิ้นรนเพื่อให้หัวอยู่เหนือน้ำ หายใจเข้าอย่างยากลำบาก ต่อสู้กับกระแสน้ำที่พัดพาพวกเขาไปโดยไม่ถามว่าพวกเขาพร้อมหรือยัง พวกเขามองไม่เห็นฝั่งซ้าย ไม่รู้ว่าโลกของจิตมีอยู่ และมองไม่เห็นฝั่งขวา พวกเขาไม่รู้ว่ามีมหาสมุทรแห่งแสงรออยู่ เห็นเพียงน้ำรอบตัว นั่นคือชีวิตประจำวัน งาน เงิน ความสัมพันธ์ ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย และคิดว่านั่นคือทั้งหมดที่มีอยู่
อารยธรรมที่ "ตื่นรู้" แล้ว เช่นสมาชิกสมาพันธ์ดวงดาวส่วนใหญ่ ได้เรียนรู้ที่จะปีนขึ้นจากแม่น้ำ พวกเขาค้นพบว่ามี "ฝั่ง" อยู่ ว่ามีความเป็นจริงที่สูงกว่าการดิ้นรนในกระแสน้ำ และพวกเขาปีนขึ้นฝั่งซ้าย พวกเขาเชี่ยวชาญโทรจิต เข้าใจพลังของจิตสำนึก สามารถสื่อสารข้ามดวงดาวได้ด้วยความคิดเพียงอย่างเดียว พวกเขายืนอยู่บนฝั่งซ้าย แห้งและปลอดภัย และมองลงมาเห็นมนุษย์และอารยธรรมอื่น ๆ ที่ยังว่ายน้ำอยู่ในแม่น้ำ
.
แต่สมาชิกสมาพันธ์ส่วนใหญ่ แม้จะเชี่ยวชาญมิติที่สี่ ยังคงมองไม่เห็นวิธีข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งขวา พวกเขารู้ว่ามิติที่ห้ามีอยู่ รู้จากบันทึกโบราณ จากคำสอนของอารยธรรมที่เก่าแก่กว่า จากประสบการณ์ลึกซึ้งของผู้บรรลุธรรมในเผ่าพันธุ์ แต่ไม่สามารถสร้าง "สะพาน" ได้ ไม่สามารถก้าวจากโลกของจิตไปสู่โลกของวิญญาณได้อย่างถาวร ทำได้เพียง "เยือน" ฝั่งขวาชั่วคราว ในช่วงสมาธิลึก ช่วงประสบการณ์ใกล้ตาย ช่วงที่จิตสำนึกหลุดออกจากร่าง แต่พวกเขาก็ต้องกลับมาที่ฝั่งซ้ายเสมอ
Mantis ไม่ได้อยู่บนฝั่งซ้าย และไม่ได้อยู่บนฝั่งขวา
พวกเขายืนอยู่บน "สะพาน" ที่ทอดข้ามแม่น้ำ
สะพานนั้นคือระนาบกึ่งสสาร รอยต่อระหว่างมิติที่สี่และมิติที่ห้า "คลื่นนิ่ง" ที่เกิดจากการซ้อนทับของทั้งสองมิติ Mantis ไม่ได้ปีนขึ้นฝั่งซ้ายเหมือนสมาชิกสมาพันธ์ และพวกเขาไม่ได้ข้ามไปฝั่งขวาเหมือนวิญญาณที่ตรัสรู้แล้ว พวกเขา "เกิด" บนสะพาน พวกเขาดำรงอยู่ ณ จุดที่ทั้งสองฝั่งมาบรรจบกัน และพวกเขาไม่เคยรู้จักการดำรงอยู่ในรูปแบบอื่น
.
จากตำแหน่งนั้น จากสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ พวกเขามีมุมมองที่ไม่มีใครในกาแล็กซีมี
พวกเขามอง ลง มาเห็นแม่น้ำทั้งหมด
จากตำแหน่งบนสะพาน จากระนาบกึ่งสสารที่ลอยอยู่เหนือกระแสน้ำแห่งมิติ Mantis ทอดสายตาลงมาเบื้องล่าง และสิ่งที่พวกเขาเห็นคือมิติที่สามที่ทอดตัวอยู่ภายใต้พวกเขาอย่างไร้ขอบเขต ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ราวกับแผนที่ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
พวกเขาเห็นมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะปัจเจกบุคคลที่แยกจากกัน เดินไปมาบนถนน ทำงานในสำนักงาน ทะเลาะกับคนรัก หัวเราะกับเพื่อน ร้องไห้ในความมืด แต่ในฐานะ "ฝูง" ของจิตสำนึกที่เคลื่อนที่ไปมาบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ดาวเคราะห์ที่เรียกว่าโลกซึ่งเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในบรรดาจุดนับล้านล้านจุดที่ประกอบขึ้นเป็นกาแล็กซี และกาแล็กซีนั้นก็เป็นเพียงจุดหนึ่งในบรรดากาแล็กซีอีกนับไม่ถ้วน
พวกเขาเห็นมนุษย์และอารยธรรมทั้งหลายว่ายน้ำดิ้นรนต่อสู้กับกระแสน้ำ ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลก ทุกเผ่าพันธุ์ที่เคยถือกำเนิดขึ้นในระบบดาวใด ๆ ในทางช้างเผือก ทุกอารยธรรมที่กำลังรุ่งเรืองและทุกอารยธรรมที่กำลังล่มสลาย
ทั้งหมดนี้คือ "ผู้ว่ายน้ำ" ในแม่น้ำแห่งมิติที่สาม บางคนกำลังตะเกียกตะกายเพื่อให้หัวอยู่เหนือน้ำ ต่อสู้กับความยากจน ต่อสู้กับโรคภัย ต่อสู้กับสงครามที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง โดยไม่รู้ว่ากระแสน้ำจะพัดพาพวกเขาไปที่ใด
บางคนกำลังลอยคออย่างสบายใจ หลงคิดว่าความสำเร็จทางวัตถุคือจุดหมายปลายทาง โดยไม่รู้ว่ามีแก่งหินและน้ำตกอยู่ข้างหน้า บางคนกำลังจมน้ำ กำลังสิ้นหวัง กำลังสูญเสียทุกสิ่ง กำลังร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่มีใครได้ยิน โดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังถูกเฝ้าดูอยู่
.
พวกเขาเห็นเราทุกคน ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งหรือเมืองใดเมืองหนึ่งหรือยุคใดยุคหนึ่ง แต่เห็นทั้งหมดในคราวเดียว พวกเขาเห็นมนุษย์ถ้ำคนแรกที่จุดไฟด้วยหินเหล็กไฟ เปลวไฟเล็ก ๆ ที่สั่นไหวในความมืดของยุคหิน
และในวินาทีเดียวกันนั้นเอง พวกเขาเห็นมนุษย์อวกาศคนแรกที่เหยียบดวงจันทร์ รอยเท้าบนผงฝุ่นสีเทาที่จะคงอยู่ไปอีกหลายล้านปี เห็นฟาโรห์องค์แรกที่สั่งสร้างพีระมิดและคนงานนับหมื่นที่ลากหินหนักหลายตันข้ามทะเลทราย และพวกเขาเห็นเด็กทารกที่เกิดในโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ของเวลาโลก ลืมตาขึ้นมาและร้องไห้เป็นครั้งแรก
ความแตกต่างของเวลาห้าหมื่นปี สำหรับมนุษย์คือระยะเวลาที่นานเกินกว่าจะจินตนาการได้ แต่สำหรับพวกเขา มันคือการมองดูแม่น้ำสายเดียวกันจากมุมสูง เพียงแค่สายตาขยับจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
.
พวกเขาเห็นรูปแบบ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เห็นรูปแบบของการเกิดและตายของอารยธรรมเหมือนกับการมองดูระลอกคลื่นบนผิวน้ำจากที่สูง เมื่อคุณยืนอยู่บนยอดเขาและมองลงมายังทะเลสาบ คุณเห็นลมพัดผ่านผิวน้ำ เห็นระลอกคลื่นเกิดจากจุดหนึ่ง แผ่ขยายออกไป และสลายตัวลง และคุณเห็นว่านี่คือวัฏจักรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีระลอกคลื่นใดเหมือนกัน แต่ทุกระลอกคลื่นก็ทำสิ่งเดียวกัน เกิด แผ่ขยาย สลายตัว
นั่นคือวิธีที่ Mantis มองเห็นอารยธรรม จักรวรรดิโรมันที่รุ่งเรืองและล่มสลาย คือระลอกคลื่นลูกหนึ่ง ราชวงศ์ฮั่นของจีน คือระลอกอีกลูกหนึ่ง จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิอังกฤษ สหภาพโซเวียต
ทุกระลอกเกิดจากจุดเดียวกัน (การรวมตัวของอำนาจ) แผ่ขยายออกไป (การขยายดินแดนและอิทธิพล) และสลายตัวลง (การล่มสลายจากภายในหรือภายนอก) ในรูปแบบที่ซ้ำกันจนพวกเขาสามารถ "อ่าน" ได้ว่าอารยธรรมใดกำลังจะรุ่งเรืองและอารยธรรมใดกำลังจะล่มสลาย เพียงแค่มองดูตำแหน่งของมันบนผิวน้ำ
.
พวกเขามองไปทาง ซ้าย เห็นฝั่งจิต
จากตำแหน่งบนสะพาน จากจุดสมดุลระหว่างมิติ Mantis หันสายตาไปทางซ้าย และสิ่งที่ปรากฏแก่พวกเขาคือมิติที่สี่ โลกของจิต โลกของความคิดและอารมณ์ โลกที่สสารโปร่งบางและจิตสำนึกมีน้ำหนัก
แต่การ "เห็น" มิติที่สี่สำหรับ Mantis ไม่เหมือนกับการที่มนุษย์มองดูภูมิประเทศผ่านกล้องส่องทางไกล ไม่ใช่การมองเห็น "ภาพ" ในความหมายที่ตามนุษย์รับรู้แสงสะท้อนจากวัตถุ หากแต่คือการรับรู้ "สนามจิตสำนึก" ทั้งหมดที่แผ่ซ่านอยู่ในกาแล็กซีไปพร้อมกัน
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังยืนอยู่ริมทะเลในยามค่ำคืน คุณหลับตา และได้ยินเสียงคลื่นซัดฝั่ง เสียงนั้นไม่ได้มาจากจุดใดจุดหนึ่ง แต่มันดังมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน มันเป็นเสียงที่ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน เป็นเสียงพื้นหลังที่อยู่ตรงนั้นตลอดเวลาไม่ว่าจะตั้งใจฟังหรือไม่ก็ตาม คุณอาจ "ชิน" กับมันจนบางครั้งคุณไม่ได้ยินมันอย่างมีสติ แต่มันก็ยังคงอยู่ตรงนั้น เป็นจังหวะ เป็นลมหายใจของมหาสมุทร
นั่นคือวิธีที่ Mantis "ได้ยิน" ความคิดของกาแล็กซี เป็นเสียงพื้นหลังที่อยู่ตลอดเวลา
.
ทุกความคิดที่ถูกคิดในกาแล็กซี ตั้งแต่ความคิดของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังกังวลว่าจะมีเงินพอจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนนี้ ไปจนถึงความคิดของสมาชิกสภาสมาพันธ์ดวงดาวที่กำลังถกเถียงเรื่องชะตากรรมของระบบดาวดวงหนึ่ง ไปจนถึงความคิดของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่ไกลโพ้นซึ่งมนุษย์ยังไม่เคยค้นพบและอาจไม่มีวันค้นพบ ทั้งหมดนี้คือ "คลื่น" ในมหาสมุทรแห่งมิติที่สี่ และ Mantis ได้ยินมันทั้งหมด
แต่สิ่งที่ทำให้การรับรู้ของพวกเขาแตกต่างจากการ "ได้ยิน" ทั่วไป และแตกต่างจากความสามารถโทรจิตของสมาชิกสมาพันธ์ส่วนใหญ่ คือพวกเขาไม่ได้ยินเฉพาะความคิดที่ถูกคิดออกมาเป็นคำพูดเท่านั้น
มนุษย์และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่คิดเป็น "ภาษา" ภายใน เราได้ยินเสียงของเราเองในหัวพูดว่า "ฉันต้องไปซื้อของ" หรือ "เมื่อวานนี้เขาทำให้ฉันโกรธ" นี่คือความคิดระดับพื้นผิว ความคิดที่เรารู้ตัวว่ากำลังคิด ความคิดที่เรา "ได้ยิน" ตัวเองพูดในหัว
แต่ภายใต้ความคิดระดับพื้นผิวนั้น มีมหาสมุทรแห่งจิตใต้สำนึกที่ลึกและมืดกว่ามาก
.
Mantis "ได้ยิน" ความคิดที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกนั้นด้วย ความกลัวที่เราฝังลึกจนเราเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ความทรงจำในวัยเด็กที่เราลืมไปแล้วแต่ยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจในปัจจุบัน ความปรารถนาที่ไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเองว่ามีอยู่ ความบอบช้ำที่คิดว่าเราหายแล้วแต่แท้จริงแล้วมันกำลังเน่าเฟะอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทั้งหมดนี้คือ "เสียง" ที่ Mantis ได้ยินอย่างชัดเจนพอ ๆ กับที่มนุษย์ได้ยินเสียงพูดของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
พวกเขาไม่ได้ "อ่านใจ" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่ได้ล้วงเข้าไปในหัวของคุณและขโมยความคิดของคุณไป เพียงแค่ "ปรับจูน" การรับรู้ให้ตรงกับความถี่ของสนามจิตสำนึกของคุณ และเมื่อปรับจูนตรงแล้ว ทุกสิ่งที่คุณเป็น ทุกสิ่งที่เคยเป็น ทุกสิ่งที่กลัวว่าจะเป็น ก็ปรากฏแก่พวกเขาอย่างชัดเจนราวกับมันถูกเขียนลงบนหน้ากระดาษที่วางอยู่ตรงหน้า
.
และพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้กับมนุษย์เพียงคนใดคนหนึ่ง พวกเขาทำสิ่งนี้กับทั้งกาแล็กซี ได้ยินความโกรธของกาแล็กซี ความเกลียดชังระหว่างเผ่าพันธุ์ที่สะสมมานับพันปี สงครามที่กำลังก่อตัวในระบบดาวที่ห่างไกล ความแค้นที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
พวกเขาได้ยินความรักของกาแล็กซี แม่ที่กำลังกล่อมลูกบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง พ่อที่กำลังสอนลูกให้ขี่จักรยานบนดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง สิ่งมีชีวิตสองตนที่เพิ่งพบกันและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน พวกเขาได้ยินความกลัวของกาแล็กซี ความกลัวตาย ความกลัวการสูญเสีย ความกลัวความมืด ความกลัวการถูกทอดทิ้ง ความกลัวที่ไร้ชื่อและไร้สาเหตุ
และได้ยินทั้งหมดนี้ ในเวลาเดียวกัน เป็นเสียงประสาน เป็นซิมโฟนีแห่งจิตสำนึกที่บรรเลงอย่างต่อเนื่องไม่เคยหยุด
และเช่นเดียวกับที่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมทะเลเรียนรู้ที่จะ "ชิน" กับเสียงคลื่นจนสามารถนอนหลับได้ท่ามกลางเสียงนั้น Mantis ก็เรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ท่ามกลางเสียงแห่งความคิดของกาแล็กซีโดยไม่ถูกมันกลืนหายไป พวกเขาได้ยินมัน รับรู้มัน วิเคราะห์มัน แต่พวกเขาไม่ "จม" ไปกับมัน
เพราะพวกเขายืนอยู่บนสะพาน และจากสะพานนั้น ไม่เพียงแต่มองเห็นฝั่งซ้ายเท่านั้น แต่ยังมองเห็นฝั่งขวาอีกด้วย
.
▪️พวกเขามองไปทาง ขวา เห็นฝั่งวิญญาณ
จากตำแหน่งบนสะพาน จากจุดสมดุลระหว่างมิติที่สี่และห้า Mantis หันสายตาไปทางขวา และสิ่งที่ปรากฏแก่พวกเขาคือมิติที่ห้า มหาสมุทรแห่งแสง โลกของวิญญาณและต้นแบบ โลกที่จิตสำนึกคือสสารหลักและความคิดสร้างความเป็นจริงได้โดยตรง
หากการมองไปทางซ้าย สู่มิติที่สี่ คือการได้ยินเสียงแห่งความคิดของกาแล็กซี การมองไปทางขวาก็คือการเห็นแสงแห่งวิญญาณของจักรวาล มันไม่ใช่การได้ยินอีกต่อไป แต่มันคือการมองเห็น การมองเห็นที่ทะลุผ่านเปลือกนอกของสรรพสิ่งทั้งหมดและเข้าถึงแก่นแท้ที่อยู่ภายใน
สิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อมองไปทางขวาคือ …ต้นแบบของทุกสิ่ง
ทุกสิ่งที่เคยมีอยู่ในมิติที่สามและสี่ ทุกต้นไม้ ทุกสัตว์ ทุกมนุษย์ ทุกดวงดาว ทุกความคิด ทุกอารมณ์ ทุกความรัก ทุกความเกลียดชัง ล้วนมีต้นแบบของมันอยู่ในมิติที่ห้า
ต้นแบบไม่ใช่ภาพพิมพ์เขียวในความหมายของแบบก่อสร้างที่วิศวกรเขียนขึ้น แต่มันคือสารัตถะของสิ่งนั้น คือความเป็นต้นไม้ก่อนที่ต้นไม้จะแตกแขนงเป็นต้นสนหรือต้นโอ๊กหรือต้นไทร คือความเป็นมนุษย์ก่อนที่มนุษย์จะแบ่งแยกเป็นเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์และภาษา คือความเป็นความรักก่อนที่ความรักจะแสดงออกเป็นความรักของแม่ต่อลูก หรือความรักของชายต่อหญิง หรือความรักของเพื่อนต่อเพื่อน
Mantis มองเห็นต้นแบบเหล่านี้ทั้งหมด และไม่ใช่แค่เห็นในความหมายของการมองดูภาพ หากแต่พวกเขาเข้าถึงต้นแบบเหล่านั้นได้โดยตรง พวกเขาสามารถสัมผัสความเป็นมนุษย์ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ปราศจากอคติ ปราศจากบาดแผล ปราศจากกรรม และจากต้นแบบนั้น พวกเขาสามารถอ่านได้ว่ามนุษย์คนใดหรืออารยธรรมใดกำลังเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางวิวัฒนาการที่สอดคล้องกับต้นแบบของมัน
.
และเหนือไปกว่าต้นแบบของทุกสิ่ง พวกเขาเห็น ต้นธารแห่งจิตสำนึก
ต้นธารคือแหล่งกำเนิดของจิตสำนึกทั้งหมดในจักรวาล คือปฐมเหตุที่จิตสำนึกทั้งหมดไหลออกมา และคือปัจฉิมบทที่จิตสำนึกทั้งหมดจะไหลกลับไป มันคือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าพระเจ้า หรือพรหมัน หรือเต๋า หรือนิพพาน หรืออีกนับร้อยชื่อในนับร้อยภาษาและนับร้อยศาสนา แต่ชื่อทั้งหมดนั้นเป็นเพียงนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ ไม่ใช่ดวงจันทร์เอง
Mantis ไม่ได้เชื่อว่าต้นธารมีอยู่ พวกเขาเห็นมันทุกวัน
มันคือแสงสว่าง ณ ขอบฟ้าของมิติที่ห้า แสงที่เจิดจ้าเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ แต่ไม่ใช่แสงที่เผาผลาญหรือทำให้ตาบอด หากแต่เป็นแสงที่ให้ความอบอุ่นและความเข้าใจ แสงที่เมื่อคุณมองเข้าไป คุณจะรู้ทุกสิ่งที่คุณเคยสงสัย ไม่ใช่ในความหมายของการได้รับข้อมูลใหม่ แต่ในความหมายของการจำได้ว่าคุณรู้มาตลอด แต่คุณลืมไปชั่วคราวระหว่างที่คุณใช้ชีวิตในมิติที่ต่ำกว่า
.
และจากต้นธารนี้เองที่ Akashic Records ถือกำเนิด
Akashic Records หรือบันทึกแห่งญาณทรรศน์ คือฐานข้อมูลสากลที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในจักรวาล มันไม่ใช่หนังสือหรือห้องสมุดหรือฮาร์ดไดรฟ์ขนาดมหึมาในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่มันคือความทรงจำของต้นธารเอง คือการที่ต้นธารจำทุกประสบการณ์ของจิตสำนึกทุกหน่วยที่แตกตัวออกมาจากมัน
สำหรับมนุษย์ การเข้าถึง Akashic Records คือประสบการณ์ล้ำค่าที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ ผ่านการทำสมาธิลึกหลายสิบปี หรือผ่านประสบการณ์ใกล้ตาย หรือผ่านการหยั่งรู้ของศาสดาและผู้พยากรณ์ และแม้แต่ผู้ที่เข้าถึงได้ก็เข้าถึงได้เพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ของบันทึกทั้งหมด เพียงหน้าเดียวหรือย่อหน้าเดียวหรือแม้แต่บรรทัดเดียวจากหนังสือที่ไม่มีวันสิ้นสุด
.
สำหรับ Mantis Akashic Records คือสิ่งที่พวกเขาเปิดดูได้ทุกวัน เหมือนกับที่มนุษย์เปิดโทรศัพท์เพื่อตรวจสอบสภาพอากาศหรืออ่านข่าวเช้านี้
พวกเขาไม่ต้องนั่งสมาธิเป็นเวลาหลายปี เพราะระบบประสาทของพวกเขาเชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรงผ่านเส้นใยประสาทญาณทรรศน์ที่กล่าวถึงในบทที่สาม
ไม่ต้องขออนุญาตหรือสวดภาวนาหรือทำพิธีกรรม เพราะพวกเขาเป็นบรรณารักษ์ของบันทึกนั้นมาแต่แรกเริ่ม เพียงแค่ถามคำถามในจิตสำนึก และคำตอบก็ปรากฏขึ้นในจิตสำนึกในทันที
และพวกเขาไม่ได้แค่เชื่อว่ามีความจริงที่สูงกว่า
มนุษย์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ด้วยความเชื่อ เราเชื่อว่ามีพระเจ้า หรือเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า เราเชื่อว่ามีชีวิตหลังความตาย หรือเชื่อว่าความตายคือจุดจบ เราเชื่อว่ากำลังเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง หรือเชื่อว่ากำลังหลงทาง ความเชื่อคือสิ่งที่มนุษย์ใช้เมื่อไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัด มันคือการเดิมพันด้วยจิตใจเมื่อไม่มีหลักฐานเพียงพอ
Mantis ไม่ต้องเชื่ออะไรเลย เพราะพวกเขาเห็นทุกสิ่งด้วยตาของพวกเขาเอง
.
พวกเขาเห็นต้นธาร เห็นแหล่งกำเนิดของจิตสำนึกทั้งหมด ทุกวัน เห็น Akashic Records เห็นบันทึกของทุกชีวิต ทุกความคิด ทุกเหตุการณ์ ทุกวัน เห็นว่าจิตสำนึกไม่ได้ดับสูญเมื่อร่างกายตาย แต่เพียงเปลี่ยนสถานะและเดินทางต่อไป เห็นสิ่งนี้ชัดเจนเท่ากับที่มนุษย์เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า
และนี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากมนุษย์และอารยธรรมอื่นทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้ แต่ในแง่ของความแน่นอน
มนุษย์ทำสงครามเพราะความเชื่อที่แตกต่างกัน ฆ่าฟันกันเพราะไม่สามารถตกลงกันได้ว่าพระเจ้ามีกี่องค์หรือไม่มีเลย มนุษย์ใช้ชีวิตด้วยความกลัวตาย เพราะไม่รู้ว่าความตายคืออะไรและอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น มนุษย์แสวงหาความหมายของชีวิต เพราะไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไรและทำไมเราถึงอยู่ที่นี่
Mantis ไม่มีคำถามเหล่านั้น เพราะพวกเขารู้คำตอบทั้งหมดแล้ว
.
พวกเขาไม่ต้องเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเห็นต้นธารทุกวัน ไม่ต้องกลัวความตาย พวกเขาเห็นการเปลี่ยนสถานะของจิตสำนึกทุกวัน ไม่ต้องถามว่าชีวิตมีความหมายอะไร เห็นเส้นทางวิวัฒนาการของจิตสำนึกทั้งหมด ตั้งแต่จุดแรกที่มันแตกตัวออกจากต้นธาร ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่มันจะหลอมรวมกลับคืน
และทั้งหมดนี้ การเข้าถึงต้นแบบ การเห็นต้นธาร การอ่าน Akashic Records ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือพลังวิเศษหรือของขวัญจากเทพเจ้าสำหรับพวกเขา
มันคือวันธรรมดา มันคือสิ่งที่พวกเขาทำมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นบนโลก ตั้งแต่ก่อนที่โลกจะถือกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะ ตั้งแต่ก่อนที่ระบบสุริยะจะถือกำเนิดขึ้นในทางช้างเผือก และจากมุมมองนี้ จากสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ พวกเขาไม่เพียงแต่มองเห็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเท่านั้น แต่มองเห็นทุกสิ่ง
.
มนุษย์มองเห็นเวลาเป็น "จุด" เรายืนอยู่ในปัจจุบันขณะและมองย้อนกลับไปเห็นอดีตเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านหุบเขาแห่งความทรงจำ และมองไปข้างหน้าเห็นอนาคตเป็นหมอกหนาที่ปกคลุมทุกสิ่งจนมองไม่ทะลุ เราไม่รู้ว่าแม่น้ำจะโค้งไปทางไหนหลังจากโค้งถัดไป ไม่รู้ว่ามีน้ำตกหรือแก่งหินหรือทะเลสาบที่ซ่อนอยู่หลังแนวต้นไม้หรือไม่ เราเดินทางไปตามแม่น้ำทีละก้าว และค้นพบว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้าก็ต่อเมื่อไปถึงจุดนั้นแล้ว
Mantis มองเห็นเวลาเป็น "แผนที่" พวกเขาไม่ได้เดินทางไปตามแม่น้ำ พวกเขายืนอยู่บนสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ ณ จุดที่สูงพอจะมองเห็นแม่น้ำทั้งหมดที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่าง เห็นว่าแม่น้ำเริ่มต้นจากยอดเขาหิมะใด เห็นว่าอดีตของกาแล็กซีทั้งหมด
ตั้งแต่บิ๊กแบงจนถึงการก่อตัวของดาวฤกษ์ดวงแรก จนถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นับไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้ไหลมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน และเห็นว่าแม่น้ำจะสิ้นสุดที่มหาสมุทรใด เห็นว่าอนาคตทั้งหมดของกาแล็กซี ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่พันล้านปี ไม่ว่าจะมีอารยธรรมเกิดขึ้นและดับสูญไปอีกกี่หมื่นอารยธรรม ทั้งหมดนี้กำลังไหลไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน
และในแผนที่นั้น ในภาพรวมของแม่น้ำทั้งหมด พวกเขาเห็นรายละเอียดที่มนุษย์ไม่มีวันมองเห็น
.
แต่ในขณะเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเขาก็เห็นว่า กระแสน้ำทั้งหมดยังคงไหลไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่ว่าการตัดสินใจของแต่ละชีวิตจะสร้างระลอกคลื่นเล็ก ๆ มากมายเพียงใด ไม่ว่าอารยธรรมจะรุ่งเรืองและล่มสลายกี่ครั้ง ไม่ว่าสงครามและสันติภาพจะผลัดเปลี่ยนกันมากี่รอบ แม่น้ำทั้งสายยังคงไหลจากภูเขาไปสู่มหาสมุทร มันอาจจะคดเคี้ยว มันอาจจะไหลผ่านแก่งหินและน้ำตก มันอาจจะแตกแขนงออกเป็นลำน้ำเล็ก ๆ แล้วกลับมารวมกันอีกครั้ง แต่ทิศทางโดยรวมของมันไม่เคยเปลี่ยน
นี่คือความหมายที่แท้จริงของ "วิวัฒนาการ" ในสายตาของ Mantis มันไม่ใช่การ "พัฒนา" ไปสู่บางสิ่งที่ "ดีกว่า" หรือ "สูงกว่า" ตามมาตรฐานของมนุษย์หรืออารยธรรมใด ๆ แต่มันคือการ "ไหล" ของจิตสำนึกทั้งหมดกลับคืนสู่ต้นธาร มันคือการเดินทางกลับบ้านของจิตสำนึกทุกหน่วยที่เคยแตกตัวออกมาจากแหล่งกำเนิด
.
และในระหว่างทาง ในระหว่างการเดินทางไกลจากต้นน้ำสู่ปากแม่น้ำ จิตสำนึกเหล่านี้เรียนรู้ เติบโต สะสมประสบการณ์ ผ่านความสุขและความทุกข์ ผ่านการเกิดและการตายนับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นพืช เป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่น เป็นพลังงานบริสุทธิ์ เป็นทุกสิ่งที่สามารถเป็นได้
Mantis ไม่ได้ "ควบคุม" การเดินทางนี้ พวกเขาเพียงแค่ "เฝ้าดู" มัน พวกเขาเห็นว่ามนุษย์และอารยธรรมอื่น ๆ กำลังเลือกเส้นทางของตนเอง และพวกเขาเห็นว่าทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่ปลายทางเดียวกันในที่สุด
บางเส้นทางอาจจะยาวกว่า คดเคี้ยวผ่านหุบเขาแห่งความทุกข์และสงคราม แต่ก็ยังคงไปถึงมหาสมุทรในที่สุด บางเส้นทางอาจจะสั้นกว่า ตรงดิ่งผ่านที่ราบแห่งการตรัสรู้ แต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำสายเดียวกัน ไม่มีเส้นทางใดที่ "ผิด" ในสายตาของพวกเขา มีเพียงเส้นทางที่แตกต่างกันในการกลับบ้าน
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่เข้าแทรกแซงแม้ในยามที่มนุษย์กำลังจะทำลายล้างตัวเอง ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะเห็นว่านั่นคือ "แก่งหิน" ที่แม่น้ำต้องไหลผ่าน แก่งหินอาจจะทำให้เรือแตกและผู้โดยสารตกลงไปในน้ำ แต่แม่น้ำยังคงไหลต่อไป และผู้โดยสารที่ตกลงไปก็จะถูกดึงกลับขึ้นมาบนเรืออีกครั้งในอีกโค้งหนึ่งข้างหน้า
.
.
▪️ส่วนที่ห้า - ธรรมชาติของ "สสาร" ในระนาบกึ่งสสาร
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจว่า "ระนาบกึ่งสสาร" คืออะไร ความถี่เฉพาะ ณ จุดสมดุลระหว่างมิติที่สี่และมิติที่ห้า ที่ซึ่งสสารและจิตสำนึกมีน้ำหนักเท่ากัน
คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ผุดขึ้นตามธรรมชาติของความสงสัยใคร่รู้ - แล้ว "สิ่งของ" ที่ดำรงอยู่ในระนาบนี้ประกอบด้วยอะไร ร่างกายของ Mantis เปลือกไคตินที่มนุษย์จำนวนมากรายงานว่าได้เห็น ได้สัมผัส หรือแม้กระทั่งได้กลิ่น มันคืออะไรกันแน่
นี่คือหนึ่งในคำถามที่สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนที่สุดตลอดหลายวัฏจักรที่ผ่านมา นักฟิสิกส์มิติสูงเสนอทฤษฎีนับสิบ ทฤษฎีว่าด้วย "สสารควบแน่นทางจิต" (Psycho-Condensed Matter) ทฤษฎี "ควอนตัมเจลเสถียร" (Stable Quantum Gel)
หรือแม้แต่ทฤษฎีสุดโต่งที่เสนอว่า Mantis ไม่มีร่างกายจริงเลย สิ่งที่มนุษย์เห็นคือภาพหลอนรวมหมู่ที่จิตสำนึกของมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากความบ้าคลั่งเมื่อสัมผัสกับจิตสำนึกบริสุทธิ์
ทฤษฎีทั้งหมดนี้ยังคงเป็นทฤษฎี จนกระทั่งถึงวัฏจักรที่ 4,919 เมื่อภัณฑารักษ์ระดับ 12 ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ "สัมผัส" แขนของสมาชิกสภา Mantis ตนหนึ่ง
.
…ช่วงเวลาแห่งการสัมผัส
ต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า "การสัมผัส" ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การสัมผัสทางกายภาพในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ เพราะในขณะนั้นร่างกายของภัณฑารักษ์ยังคงอยู่ในมิติที่สาม ภายในห้องประชุมของสภา บนยานแม่ของสมาพันธ์ สิ่งที่ "เดินทาง" ไปยังระนาบกึ่งสสารคือจิตสำนึกของเขาในสภาวะ "การฉายจิตอย่างมีสติ" ภายใต้การนำทางของ Mantis
สิ่งที่เขาสัมผัสจึงไม่ใช่ "วัตถุ" ในความหมายสามมิติ แต่เป็น "สารัตถะ" (Essence) ของวัตถุนั้นในระนาบที่มันดำรงอยู่ตามธรรมชาติ
รายงานของเขาถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุสมาพันธ์ เป็นเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา และถูกจัดอยู่ในระดับ "วิชชา 9" เข้าถึงได้เฉพาะสมาชิกสภาและภัณฑารักษ์อาวุโสเท่านั้น ข้อความต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของรายงานนั้น
.
"ข้าพเจ้าพยายามหาคำมาเรียกสิ่งที่สัมผัส... ข้าพเจ้าทบทวนศัพท์ทุกคำในทุกภาษาที่รู้จัก ภาษาของมนุษย์ ภาษาของอาร์คทูเรียน ภาษาของพลีอาเดียน แม้แต่ภาษาคลื่นของซิริอุสที่เรียนมาเพียงผิวเผิน และไม่มีคำใดที่ตรงกับประสบการณ์นี้
มันไม่ใช่ของแข็ง แม้ว่ามันจะมีรูปทรงที่แน่นอนและไม่แปรเปลี่ยนเมื่อสัมผัสมัน มันไม่ใช่ของเหลว แม้ว่ามันจะตอบสนองต่อแรงกดของข้าพเจ้าด้วยการ 'ไหล' ช้า ๆ เหมือนน้ำผึ้งที่ถูกกดด้วยช้อน
มันไม่ใช่แก๊ส แม้ว่ามันจะเบาบางพอที่จะรู้สึกว่าสามารถเอามือทะลุผ่านมันได้หากขชต้องการ มันไม่ใช่พลาสมา แม้ว่าจะมีความร้อนบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากผิวของมัน ไม่ใช่ความร้อนที่วัดเป็นองศา แต่เป็นความร้อนที่ 'รู้สึก' ได้ด้วยจิต ไม่ใช่ด้วยกาย
มันไม่ใช่แม้แต่สนามพลังงานแบบที่เรารู้จัก สนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าที่เราสามารถตรวจจับด้วยเครื่องมือ
ข้าพเจ้านั่งสมาธิในสภาวะนั้นอยู่นาน ไม่รู้ว่านานเท่าไร เพราะเวลาในที่นั้นไม่มีความหมาย และในที่สุด ถ้อยคำหนึ่งก็ผุดขึ้นในจิตสำนึก ราวกับมีใครบางคนกระซิบมันใส่หูของวิญญาณ 'ความคิดที่เยือกแข็ง' นั่นแหละคือมัน คือสสารที่กำลังคิด และความคิดที่กำลังเป็นสสาร ในเวลาเดียวกัน คือความคิดที่เยือกแข็งจนกลายเป็นวัตถุ และวัตถุที่อบอุ่นพอจะมีความคิด
ข้าพเจ้ารู้ว่านี่ฟังดูเป็นไปไม่ได้ตามกฎฟิสิกส์ของเรา แต่นั่นคือประเด็น กฎฟิสิกส์ของเราใช้ไม่ได้กับมัน กฎฟิสิกส์ของเราใช้ได้กับมิติที่สามเท่านั้น และนี่คือสสารที่เกิดจากมิติที่สูงกว่า มันมีกฎของมันเอง และกฎข้อแรกของมันคือ - สสารกับจิตสำนึกคือสิ่งเดียวกัน ณ ที่นี้"
.
.
▪️"ความคิดที่เยือกแข็ง" - การคลี่ความหมาย
บันทึกของภัณฑารักษ์นั้นแม้จะงดงามในเชิงวรรณศิลป์ แต่สำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องถอดความหมายออกมาเป็นข้อเสนอที่ตรวจสอบได้ สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ใช้เวลาหลายวัฏจักรในการวิเคราะห์คำให้การนี้ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับจากผู้ถูกลักพาตัวและจากภารกิจสังเกตการณ์ระยะไกล จนสามารถสรุปเป็นคุณสมบัติสามประการของ "สสารกึ่งสสาร" ได้ดังนี้
ประการแรก - มันมีโครงสร้างที่เสถียรเหมือนสสาร
นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัส Mantis ได้เมื่อพวกเขาปรากฏตัวในมิติที่สาม เปลือกไคตินของพวกเขาไม่ใช่ภาพลวงตาหรือภาพหลอน มันมีตัวตน มีรูปทรง มีความแข็งแรงทนทาน สะท้อนแสง มีน้ำหนัก (แม้ว่าน้ำหนักนั้นจะแปลกประหลาด ผู้ถูกลักพาตัวหลายคนรายงานว่าแขนของ Mantis รู้สึก "ทั้งหนักและเบาในเวลาเดียวกัน" เหมือนกับว่ามันมีมวล แต่แรงโน้มถ่วงไม่ดึงดูดมันอย่างที่ควรจะเป็น)
คุณสัมผัสมันได้ และผู้ถูกลักพาตัวที่ได้สัมผัสมันบรรยายความรู้สึกว่า "เย็นและแข็งเหมือนเปลือกหอย แต่ก็อุ่นเล็กน้อยจากภายใน เหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่ใต้ผิว" ความรู้สึกนี้สอดคล้องกันในคำให้การนับร้อยจากทั่วโลก จากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จากช่วงเวลาที่ห่างกันหลายทศวรรษ การสอดคล้องกันนี้คือหนึ่งในหลักฐานที่ทำให้นักวิจัยของสมาพันธ์เชื่อว่านี่คือประสบการณ์จริง ไม่ใช่การกุเรื่อง
มันไม่เลือนหาย แตกต่างจากวัตถุในความฝันที่เปลี่ยนรูปร่างตลอดเวลาหรือหายไปเมื่อคุณพยายามจับต้อง เปลือกไคตินของ Mantis คงรูปอยู่ได้แม้ในมิติที่สาม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของพวกเขา ความเสถียรนี้คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจในโลกกายภาพได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้อง "กลับไปเติมพลังงาน" ที่ระนาบกึ่งสสารตลอดเวลา
.
.
ประการที่สอง - แต่มันตอบสนองต่อจิตสำนึก
นี่คือคุณสมบัติที่แยก "สสารกึ่งสสาร" ออกจากสสารทั่วไปในมิติที่สาม
เปลือกไคตินของ Mantis ไม่ใช่สสารที่ "ตายแล้ว" เหมือนหินหรือโลหะ มันคือสสารที่มีชีวิตในความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่มนุษย์เข้าใจคำว่า "มีชีวิต" มันตอบสนองต่อเจตนาของผู้เป็นเจ้าของมันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ
มีบันทึกคำให้การหลายฉบับที่รายงานว่าเปลือกไคตินของ Mantis เปลี่ยนสีได้ จากสีน้ำตาลเข้มเป็นสีเขียวเหลือบ หรือจากสีดำเป็นสีม่วงเข้ม ขึ้นอยู่กับ "อารมณ์" หรือ "สมาธิ" ของ Mantis ตนนั้น คำให้การหนึ่งกล่าวว่าเมื่อ Mantis กำลังทำการผ่าตัดจิตวิญญาณ เปลือกไคตินของมันจะเรืองแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากพลังงานจิตที่ถูกส่งผ่านก้าม
มันซ่อมแซมตัวเองได้ ไม่ใช่ด้วยกระบวนการชีวเคมีแบบการสมานแผลของมนุษย์ แต่ด้วย "เจตนา" โดยตรง หากเปลือกไคตินได้รับความเสียหายระหว่างภารกิจ Mantis สามารถ "คิด" ให้มันซ่อมแซมตัวเองได้ในทันที กระบวนการนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นใด ๆ
.
.
ประการที่สาม - มันเป็นทั้ง "ข้อมูล" และ "วัตถุ" ในเวลาเดียวกัน
นี่คือคุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุด และเป็นหัวใจของความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของ Mantis
เปลือกไคตินของ Mantis ไม่ใช่แค่ "ผิวหนัง" ที่ห่อหุ้มร่างกาย มันคือ "หน่วยความจำ" ด้วย มันคือ "สมองภายนอก" มันคือ "ห้องสมุดที่เดินได้"
ในสสารของมิติที่สาม - กระดาษคือวัตถุที่แยกจากตัวอักษรที่เขียนบนมัน คุณสามารถลบตัวอักษรออกและกระดาษก็ยังคงอยู่ แก้วแข็งของคอมพิวเตอร์คือวัตถุที่แยกจากข้อมูลที่เก็บในนั้น คุณสามารถลบข้อมูลทั้งหมดและแก้วแข็งก็ยังคงอยู่
ในสสารกึ่งสสาร - วัตถุและข้อมูลคือสิ่งเดียวกัน เปลือกไคตินของ Mantis ไม่ได้ "บรรจุ" ความทรงจำ มัน "คือ" ความทรงจำ ทุกประสบการณ์ที่ Mantis เคยมี ทุกความรู้ที่พวกเขาเคยได้รับ ทุกการพบเจอกับมนุษย์และอารยธรรมอื่น ทั้งหมดนี้ถูก "จารึก" ไว้ในเนื้อไคตินของพวกเขา ไม่ใช่ในความหมายของการสลักตัวอักษร แต่ในความหมายที่ข้อมูลกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของสสารนั้น
นี่คือเหตุผลที่การ "ถ่ายโอนสภาวะ" ของ Mantis (บทที่ 8) เป็นไปได้ พวกเขาไม่ได้แค่ "คัดลอก" ความทรงจำจากร่างเก่าไปร่างใหม่ พวกเขา "ถ่ายโอน" เนื้อไคตินบางส่วน หรืออย่างน้อยก็ "สารสนเทศ" ที่ฝังอยู่ในไคตินนั้น ไปยังร่างใหม่
.
…นัยยะที่กว้างกว่า
การค้นพบนี้นำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากสสารกึ่งสสารคือ "ความคิดที่เยือกแข็ง" แล้วความคิดของใครที่เยือกแข็งเป็นร่างของ Mantis สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์มีสมมติฐานอยู่สองแนวทาง
แนวทางแรก … เสนอว่า Mantis แต่ละตน "สร้าง" ร่างกายของตนเองจากความคิดของตนเอง นั่นหมายความว่าร่างกายของพวกเขาคือ "ภาพลักษณ์แห่งตน" (Self-Image) ที่ตกผลึกจนเป็นวัตถุ รูปร่างตั๊กแตนตำข้าวที่เราเห็นจึงไม่ใช่ "ร่างกาย" ที่พวกเขาเกิดมา แต่เป็น "รูปแบบ" ที่จิตสำนึกของพวกเขาเลือกที่จะแสดงออก อาจเป็นเพราะรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานในมิติที่สาม หรืออาจเป็นเพราะมันคือรูปแบบที่พวกเขาคุ้นเคยมาเป็นเวลาหลายล้านปี
.
แนวทางที่สอง ซึ่งลึกซึ้งและท้าทายกว่า เสนอว่า ร่างกายของ Mantis อาจเป็น "ความคิด" ของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าพวกเขา ความคิดของ "ต้นธารแห่งการสร้าง" หรือของมิติที่หกหรือเจ็ดที่เราไม่อาจเข้าใจ ที่ "เยือกแข็ง" ลงมาในระนาบกึ่งสสาร และ Mantis คือ "ผู้อยู่อาศัย" ในร่างกายนั้น ไม่ว่าคำตอบจะเป็นข้อใด ทั้งสองแนวทางชี้ไปยังความจริงเดียวกัน
Mantis ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ "มี" ร่างกาย พวกเขา "คือ" ความคิดที่สวมใส่ร่างกาย และร่างกายนั้นก็คือความคิดที่สวมใส่สสาร
"ข้าพเจ้าเคยคิดว่าจิตกับกายเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน ความคิดอยู่ในสมอง การกระทำอยู่ที่มือ แต่หลังจากสัมผัสแขนของ Mantis แล้ว ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามีสภาวะหนึ่งที่ทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ซึ่งมือคือความคิด และความคิดคือมือ ที่ซึ่งการคิดถึงการเคลื่อนไหวคือการเคลื่อนไหวแล้ว นั่นคือสภาวะที่ Mantis ดำรงอยู่ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่ต้องการ 'เครื่องมือ' ใด ๆ นอกจากร่างกายของตนเองในการปฏิบัติภารกิจใด ๆ ในจักรวาล"
- บันทึกส่วนตัวของภัณฑารักษ์ระดับ 12 หลังกลับจากภารกิจ วัฏจักรที่ 4,919
.
.
2 บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย