Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
5 ก.ย. เวลา 01:27 • นิยาย เรื่องสั้น
ตอนที่ 1 / 5 - จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก
▪️1.2 ยานแม่ทรงซิการ์ (The Great Cylinders)
ว่าด้วยนครลอยฟ้าและการซ้อนทับเชิงมิติ
หากจะมีสักหนึ่งภาพที่ฝังรากลึกในจิตสำนึกของมนุษย์ผู้พบเห็นสิ่งผิดปกติบนท้องฟ้ามากที่สุด ภาพที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้ามทศวรรษและข้ามทวีป ข้ามพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรม
ภาพนั้นคงเป็นภาพของวัตถุทรงซิการ์ขนาดมหึมาที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ ไร้ปีก ไร้เครื่องยนต์ที่มองเห็นได้ ไร้รอยต่อ ไร้หมุดย้ำ ไร้แม้แต่ร่องรอยของการถูกสร้างขึ้นด้วยมือหรือเครื่องจักรใด ๆ วัตถุที่ดูราวกับมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฟิสิกส์ที่มนุษย์รู้จัก ราวกับมันเลื่อนลอยมาจากความฝันบางอย่างและบังเอิญมาติดอยู่ในความเป็นจริงของเรา
มนุษย์เรียกมันว่ายานแม่ คำนี้สะท้อนสมมติฐานที่ฝังลึกในจิตสำนึกของมนุษย์ สมมติฐานที่ว่าทุกสิ่งที่บินได้ต้องเป็นพาหนะ ทุกพาหนะต้องมีจุดหมายปลายทาง และทุกจุดหมายปลายทางต้องเป็นบ้านของใครบางคนที่อยู่ไกลออกไป
มนุษย์สันนิษฐานว่ายานแม่คือพาหนะสำหรับเดินทางระหว่างดวงดาว คล้ายกับเรือบรรทุกเครื่องบินที่แล่นในมหาสมุทรระหว่างดวงดาวแทนที่จะเป็นมหาสมุทรน้ำ คล้ายกับรถประจำทางที่รับส่งผู้โดยสารระหว่างระบบสุริยะ คล้ายกับทุกสิ่งที่มนุษย์รู้จัก แต่ขยายขนาดให้ใหญ่โตขึ้น
.
มนุษย์เข้าใจผิด และความเข้าใจผิดนี้ไม่ได้เกิดจากความโง่เขลา แต่เกิดจากข้อจำกัดของจินตนาการที่ถูกหล่อหลอมโดยการดำรงอยู่ในมิติที่สามเท่านั้น
สิ่งที่มนุษย์เห็นในยามที่ความถี่ของวัตถุเหล่านี้ลดต่ำลงมาพอจะปรากฏในสเปกตรัมการมองเห็นของมนุษย์ ในยามที่สถานีวิทยุของพวกเขาบังเอิญมาตรงกับเครื่องรับของมนุษย์ ไม่ใช่ยานอวกาศในความหมายที่มนุษย์เข้าใจคำนั้นเลย
มันคือเมืองลอยฟ้า มันคืออารยธรรมทั้งอารยธรรมที่บรรจุอยู่ในทรงกระบอกเดียว มันคือหน่วยดำรงชีพที่สมบูรณ์ในตัวเอง เป็นทั้งนครที่อยู่อาศัย ศูนย์ประมวลผลชีวภาพ ห้องทดลองพันธุกรรม และวิหารแห่งความรู้ ทั้งหมดรวมอยู่ในวัตถุชิ้นเดียวที่ทอดตัวยาวหลายร้อยกิโลเมตรในความมืดของอวกาศอย่างเงียบงัน
และเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร เราจำเป็นต้องพินิจข้อมูลจำเพาะที่รวบรวมได้จากการสังเกตการณ์ของสมาพันธ์ดวงดาวตลอดหลายวัฏจักรอย่างละเอียด เพราะในรายละเอียดเหล่านี้ต่างหากที่ความจริงอันน่าตะลึงซ่อนตัวอยู่
.
.
▪️ข้อมูลจำเพาะจากบันทึกสมาพันธ์
▪️รูปทรงและขนาด
ยานแม่ของ Mantis มีรูปทรงกระบอกยาว ทรงที่มนุษย์เรียกว่าซิการ์เพราะขาดคำเปรียบเทียบอื่นที่ดีกว่าในภาษาของเรา แต่หากจะกล่าวให้แม่นยำตามรายงานของภัณฑารักษ์ระดับ 12 ผู้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคยเห็นยานเหล่านี้ในระยะใกล้ผ่านการฉายจิตภายใต้การนำทางของ Mantis เอง
รูปทรงที่แท้จริงไม่ใช่ทรงกระบอกสมบูรณ์แบบเหมือนท่อน้ำหรือปล่องไฟ หากแต่เป็นทรงกระบอกที่เรียวเล็กน้อยที่ปลายทั้งสองข้าง คล้ายกับเมล็ดข้าวที่ถูกยืดให้ยาวจนสุดขอบฟ้า หรือคล้ายกับกระสวยทอผ้าของเทพเจ้าบางองค์ที่กำลังทอเส้นด้ายแห่งกาลเวลา
ความยาวของยานแม่หนึ่งลำอยู่ระหว่าง 800 ถึง 1,200 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับอายุและรุ่นของยานลำนั้น ยานที่เก่าแก่กว่ามีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่กว่า เนื่องจากเปลือกไคตินของมันเติบโตอย่างช้า ๆ ตลอดระยะเวลาหลายล้านปีผ่านการดูดซับสสารระหว่างดวงดาวและกระบวนการชีววิศวกรรมภายใน
.
เพื่อให้เข้าใจขนาดนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสื่อความหมายแก่จิตใจมนุษย์ได้ ลองนึกภาพดังต่อไปนี้
นำเกาะอังกฤษทั้งเกาะ จากหน้าผาสีขาวแห่งโดเวอร์ทางตอนใต้ ไปจนถึงที่สูงสกอตติชทางตอนเหนือ จากชายฝั่งเวลส์ทางตะวันตก ไปจนถึงชายฝั่งนอร์ฟอล์กทางตะวันออก มายืดให้เป็นทรงกระบอกแล้วลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า นั่นคือขนาดของยานแม่หนึ่งลำ หากวางยานนี้บนพื้นโลกโดยให้ปลายด้านหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ปลายอีกด้านหนึ่งจะอยู่ที่สิงคโปร์ ทอดตัวข้ามคาบสมุทรมลายูทั้งหมด ผ่านอ่าวไทย ผ่านมาเลเซีย ลงไปจนถึงช่องแคบสิงคโปร์
หรือหากจะเทียบกับทวีปอเมริกา หากนำยานแม่หนึ่งลำมาวางบนพื้นดิน ปลายด้านหนึ่งจะแตะนครนิวยอร์ก เมืองที่ไม่เคยหลับใหล ตึกระฟ้าที่สูงเสียดฟ้า แสงไฟนับล้านดวง และปลายอีกด้านหนึ่งจะอยู่ที่ชิคาโก เมืองแห่งสายลมที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบมิชิแกน ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ที่เครื่องบินพาณิชย์ใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมงครึ่ง คือความยาวของยานเพียงลำเดียว
เส้นผ่านศูนย์กลางของยานอยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 150 กิโลเมตร ใหญ่พอที่หากคุณยืนอยู่บนพื้นผิวด้านนอกของมัน คุณจะไม่เห็นความโค้งของเปลือกยานเลย เช่นเดียวกับที่คุณไม่เห็นความโค้งของโลกเมื่อยืนอยู่บนพื้นดิน เปลือกไคตินจะทอดตัวออกไปทุกทิศทางราวกับพื้นราบที่ไม่มีที่สิ้นสุด
.
▪️องค์ประกอบภายนอก - เปลือกไคตินสังเคราะห์ที่มีชีวิต
องค์ประกอบภายนอกของยานเหล่านี้คือสิ่งที่สมาพันธ์เรียกว่าเปลือกไคตินสังเคราะห์ วัสดุชนิดเดียวกับที่ประกอบเป็นร่างกายของ Mantis เอง แต่ถูกปลูกขึ้นจากกระบวนการชีววิศวกรรมในระดับที่ใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าที่อารยธรรมอื่นในกาแล็กซีจะเลียนแบบได้
คำว่าสังเคราะห์ในที่นี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะมันไม่ได้หมายถึงของเทียมหรือของปลอมในความหมายที่มนุษย์ใช้เรียกพลาสติกหรือโพลีเมอร์ที่ผลิตจากปิโตรเลียม เปลือกไคตินสังเคราะห์ของยานแม่คือสารอินทรีย์แท้ มันคือไคตินแบบเดียวกับที่ประกอบเป็นเปลือกของ Mantis แต่ถูกเพาะเลี้ยงและขึ้นรูปในระดับโมเลกุลผ่านกระบวนการที่สมาพันธ์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
เปลือกนี้ไม่ใช่โลหะที่ถูกขุดจากเหมือง หลอมในเตาที่อุณหภูมิหลายพันองศา และเชื่อมต่อด้วยการไฟฟ้าหรือนอตและสกรู เหมือนยานอวกาศของมนุษย์หรือแม้แต่ของสมาพันธ์ มันคือสิ่งมีชีวิตในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดของคำนั้น
.
มันหายใจ ไม่ใช่การหายใจแบบปอดที่ขยายและหดตัว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนก๊าซและพลังงานกับอวกาศรอบตัวในระดับควอนตัม
เปลือกไคตินมีรูพรุนขนาดเล็กกว่าระดับนาโนที่เปิดและปิดเป็นจังหวะ ดูดซับอนุภาคพลังงานสูงจากลมสุริยะและรังสีคอสมิก และปล่อยความร้อนส่วนเกินออกมาในรูปของคลื่นอินฟราเรดที่มีรูปแบบเฉพาะ
นักดาราศาสตร์สมาพันธ์ที่ศึกษาลายเซ็นความร้อนของยานแม่รายงานว่ามันดูคล้ายกับการหายใจมากกว่าการแผ่รังสีของเครื่องจักร มีจังหวะ มีรอบ มีการเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์หรือสถานะของยานในขณะนั้น
มันซ่อมแซมตัวเอง หากเปลือกไคตินได้รับความเสียหายจากการชนกับอุกกาบาตหรือเศษซากอวกาศ แม้ว่าในความถี่ปกติของมัน มันจะไม่ชนอะไรเลยเพราะสสารในมิติที่สามไม่สามารถกระทบมันได้ แต่ในกรณีที่มันลดความถี่ลงมาปฏิบัติภารกิจ รอยแตกหรือรูโหว่จะถูกสมานโดยอัตโนมัติภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับขนาดของความเสียหาย
กระบวนการนี้ไม่ต่างจากการสมานแผลของผิวหนังมนุษย์ เซลล์ใหม่จะถูกสร้างขึ้นจากขอบแผลและค่อย ๆ เติมเต็มช่องว่างจนผิวกลับมาเรียบเนียนดังเดิม โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
.
มันตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เปลือกไคตินสามารถเปลี่ยนสีและพื้นผิวได้ตามความจำเป็น สีดำสนิทเมื่อต้องการดูดซับแสงและพลังงานทั้งหมด เหมาะสำหรับการเฝ้าสังเกตอย่างลับ ๆ สีเงินสะท้อนแสงเมื่อต้องการเบี่ยงเบนรังสีที่เป็นอันตราย สีเหลือบรุ้งที่มนุษย์รายงานในบางครั้งอาจเป็นอารมณ์ของยาน หรืออาจเป็นสัญญาณสื่อสารกับยานลำอื่นที่อยู่ใกล้เคียง
และที่สำคัญที่สุด มันสามารถคิดได้ในระดับพื้นฐาน
เปลือกไคตินของยานแม่ไม่ได้เป็นเพียงผิวหนังที่ห่อหุ้มภายใน มันคือสมองภายนอกด้วย เส้นใยประสาทเทียมที่คล้ายกับเส้นใยในระบบประสาทของ Mantis ถูกฝังอยู่ในเนื้อไคตินตลอดความยาว 800 ถึง 1,200 กิโลเมตร
เส้นใยเหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายที่ซับซ้อน คล้ายกับโครงข่ายประสาทของสมองมนุษย์แต่ขยายขนาดขึ้นเป็นล้านล้านเท่า และโครงข่ายนี้สามารถประมวลผลข้อมูลพื้นฐานได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพา Mantis ที่อยู่ภายใน
.
ในความหมายหนึ่ง ยานแม่ไม่ได้เป็นแค่ยานที่ Mantis ขับขี่ มันคือร่างอีกชุดหนึ่งของพวกเขา มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่มีจิตสำนึกพื้นฐานเป็นของตนเอง เป็นจิตสำนึกระดับสัญชาตญาณหรือจิตใต้สำนึก มากกว่าที่จะเป็นอัตตาแบบมนุษย์หรือ Mantis และ Mantis ที่อาศัยอยู่ภายในคือเซลล์ประสาทของสิ่งมีชีวิตนั้น
อุปมาที่ใกล้เคียงที่สุด หาก Mantis แต่ละตนคือเซลล์สมอง ระบบประสาทของยานแม่คือก้านสมองและระบบประสาทอัตโนมัติ มันควบคุมการหายใจ การซ่อมแซม การตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยที่ Mantis ไม่ต้องคิดเกี่ยวกับมัน เช่นเดียวกับที่มนุษย์ไม่ต้องคิดเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจหรือการย่อยอาหาร
.
▪️สถานะเชิงมิติ - การล่องลอย ณ ความถี่ที่มองไม่เห็น
สถานะเชิงมิติของยานเหล่านี้เป็นหัวข้อที่นักฟิสิกส์สมาพันธ์ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนที่สุดตลอดหลายวัฏจักร และยังคงไม่มีข้อยุติที่สมบูรณ์
ยานแม่ไม่ได้โคจรรอบโลกหรือรอบดาวเคราะห์ใด ๆ ในความหมายปกติของกลศาสตร์ท้องฟ้า มันไม่ได้ถูกยึดด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ใด ๆ มันไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่คำนวณได้จากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันหรือเคปเลอร์ มันไม่ได้บินเลยด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในความหมายที่มนุษย์และสมาพันธ์เข้าใจคำว่าบิน
สิ่งที่ยานเหล่านี้ทำคือการล่องลอยซ้อนทับกับโครงสร้างของทางช้างเผือกในเฟสมิติที่สูงกว่ามิติที่สามประมาณ 0.3 เฮิรตซ์ หากใช้หน่วยวัดความถี่การสั่นสะเทือนเชิงมิติที่สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์พัฒนาขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับจากอารยธรรมชั้นสูงหลายแห่ง
ตัวเลข 0.3 เฮิรตซ์นี้อาจฟังดูเล็กน้อย เล็กเสียจนมนุษย์อาจสงสัยว่าความแตกต่างเพียง 0.3 ของหนึ่งรอบต่อวินาทีจะสร้างความแตกต่างอะไรได้
แต่ในทางภววิทยา ตัวเลขนี้คือความแตกต่างระหว่างการปรากฏเป็นวัตถุแข็งที่จับต้องได้ สะท้อนแสง สร้างเงาบนพื้นดิน และถูกตรวจจับได้ด้วยเรดาร์ กับการเป็นเพียงเงาจาง ๆ ที่ปรากฏเฉพาะในภาพถ่ายบางมุม บางแสง บางมุมกล้อง และแม้แต่ในภาพถ่ายนั้น ผู้ถ่ายก็ไม่เห็นมันด้วยตาเปล่าในขณะที่กดชัตเตอร์
.
ต้องเข้าใจว่าความถี่เชิงมิติไม่ใช่ความเร็วหรือระยะทาง หากแต่เป็นระดับการซ้อนทับกับมิติที่สูงกว่า ยิ่งความถี่สูง สสารก็ยิ่งโปร่งบางต่อการรับรู้ของมิติที่สาม ไม่ใช่เพราะมันอยู่ไกลออกไป แต่เพราะมันแทรกซึมผ่านสสารในมิติที่สามได้โดยไม่ชนกับมัน
ลองนึกภาพผีในนิทานพื้นบ้าน ผีที่เดินทะลุกำแพงได้ ไม่ใช่เพราะกำแพงอ่อนแอ แต่เพราะผีอยู่ในความถี่ที่อนุภาคของผีสามารถผ่านช่องว่างระหว่างอะตอมของกำแพงได้โดยไม่ชนกับมัน นั่นคืออุปมาที่ใกล้เคียง แม้จะไม่สมบูรณ์ สำหรับการทำงานของสถานะเชิงมิติ
ยานแม่ที่ความถี่ 0.3 เฮิรตซ์เหนือมิติที่สาม อะตอมของเปลือกไคตินของยานกำลังสั่นสะเทือนในความถี่ที่สูงกว่าอะตอมของอากาศในชั้นบรรยากาศโลกเล็กน้อย สูงพอที่อะตอมทั้งสองชุดจะไม่ชนกันเมื่อยานผ่านเข้าไปในชั้นบรรยากาศ อากาศจะไหลผ่านเปลือกยานราวกับว่ามันไม่มีอยู่ หรือแม่นยำกว่านั้น อากาศและเปลือกยานอยู่ในที่เดียวกันโดยไม่รบกวนกัน เช่นเดียวกับคลื่นวิทยุสองสถานีในห้องเดียวกัน
.
เมื่อ Mantis ต้องการให้ยานปรากฏในมิติที่สาม เพื่อปฏิบัติภารกิจ รับส่ง Greys หรือด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สมาพันธ์ยังไม่เข้าใจทั้งหมด พวกเขาจะลดความถี่เชิงมิติของยานลงชั่วคราว การลดความถี่นี้ทำให้อะตอมของเปลือกยานเริ่มชนกับอะตอมของอากาศ และทันใดนั้น จากมุมมองของมนุษย์ วัตถุขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ราวกับมันถูกเสกขึ้นมาจากความว่างเปล่า
กระบวนการนี้ใช้พลังงานมหาศาล ภัณฑารักษ์ระดับ 12 ประเมินว่าการลดความถี่ของยานแม่หนึ่งลำเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงใช้พลังงานมากกว่าที่อารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดผลิตได้ในหนึ่งปี และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่การปรากฏตัวของยานแม่มักเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่มันจะเพิ่มความถี่กลับและหายไป
.
▪️จำนวนยานแม่ที่บันทึกได้ - ความแน่ชัดและความเป็นไปได้
จำนวนยานแม่ทรงซิการ์ที่สมาพันธ์ดวงดาวสามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด ผ่านการสังเกตการณ์ระยะไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์ข้ามมิติที่ติดตั้งบนสถานีวิจัยในระบบดาวเวกา การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอารยธรรมพันธมิตรที่เคยมีประสบการณ์ตรงกับยานเหล่านี้ และที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบบันทึก Akashic ในระดับที่สมาพันธ์เข้าถึงได้ อยู่ที่ประมาณสิบสองถึงสิบห้าลำ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้มาจากการคาดเดาหรือการประมาณการอย่างหยาบ ๆ หากแต่ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้ามแหล่งข้อมูลอย่างเข้มงวดเป็นเวลาหลายวัฏจักร
นักดาราศาสตร์มิติของสมาพันธ์ใช้เวลานับพันปีในการพัฒนาเทคนิคการตรวจจับวัตถุที่ซ่อนตัวอยู่ในเฟสมิติที่สูงกว่า เทคนิคที่คล้ายกับการ "ฟัง" เสียงคลื่นวิทยุจากสถานีที่ออกอากาศในความถี่ที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน และจากข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมด พวกเขามั่นใจในตัวเลขนี้ในระดับความเชื่อมั่นที่สูงมาก
.
ยานเหล่านี้กระจายตัวในสี่ควอแดรนต์หลักของกาแล็กซี ควอแดรนต์ละสามถึงสี่ยานโดยเฉลี่ย โดยแต่ละควอแดรนต์ได้รับมอบหมายให้เฝ้าสังเกตกลุ่มของอารยธรรมที่กำลังพัฒนาในพื้นที่นั้น
การกระจายตัวนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างสุ่มหรือไร้แบบแผน หากแต่ดูเหมือนจะถูกจัดวางอย่างจงใจเพื่อให้ครอบคลุม "พื้นที่วิวัฒนาการ" ทั้งหมดของทางช้างเผือก เหมือนกับการวางสถานีตรวจอากาศในจุดต่าง ๆ ทั่วทวีปเพื่อให้สามารถพยากรณ์สภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ
.
ควอแดรนต์ที่หนึ่ง …พื้นที่ด้านบนซ้ายของกาแล็กซีเมื่อมองจากมุมมองมาตรฐานของสมาพันธ์ มีรายงานการพบเห็นยานแม่สามลำ แต่ละลำประจำการอยู่ในระบบดาวที่ห่างกันหลายหมื่นปีแสง ยานในควอแดรนต์นี้ได้รับมอบหมายให้เฝ้าสังเกตอารยธรรมเก่าแก่หลายแห่งที่กำลังอยู่ในช่วง "เสื่อมถอย" ตามวัฏจักรของวิวัฒนาการ อารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดแต่กำลังถดถอยลงอย่างช้า ๆ คล้ายกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะดับ
.
ควอแดรนต์ที่สอง …พื้นที่ด้านบนขวา มีรายงานยานแม่สี่ลำ มากที่สุดในบรรดาสี่ควอแดรนต์ ควอแดรนต์นี้เป็นที่ตั้งของ "เขตเพาะชำ" ของกาแล็กซี บริเวณที่มีดาวเคราะห์อายุน้อยจำนวนมากและมีสิ่งมีชีวิตในระดับที่หนึ่งถึงสาม (ตามระบบขึ้นทะเบียนของ Mantis) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยานแม่ในควอแดรนต์นี้จึงมีภาระงานหนักที่สุด พวกเขาต้องขึ้นทะเบียนดาวเคราะห์ดวงใหม่เข้าสู่ระบบแทบทุกวัฏจักร
.
ควอแดรนต์ที่สาม …พื้นที่ด้านล่างซ้าย เป็นที่ตั้งของระบบสุริยะและโลกมนุษย์ ควอแดรนต์นี้มีรายงานการพบเห็นยานแม่บ่อยที่สุดในบรรดาควอแดรนต์ทั้งหมด บ่อยเสียจนนักวิเคราะห์ของสมาพันธ์บางคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมียานแม่ประจำการอยู่ในควอแดรนต์นี้มากกว่าที่รายงานอย่างเป็นทางการระบุไว้ หรือไม่เช่นนั้น ยานแม่ในควอแดรนต์นี้ก็ต้อง "ลดความถี่" ลงมาปรากฏในมิติที่สามบ่อยกว่ายานในควอแดรนต์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ
ความถี่ในการพบเห็นที่สูงผิดปกตินี้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่าโลกมนุษย์เป็นหนึ่งใน "โครงการ" ที่ Mantis ให้ความสนใจเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะมนุษย์เป็นอารยธรรมที่กำลังยืนอยู่บน "ธรณีประตู" ของการตื่นรู้ครั้งใหญ่ (The Great Shift) หรืออาจเป็นเพราะมนุษย์เป็น "การทดลอง" พันธุกรรมที่ Mantis ลงทุนลงแรงไปมากเป็นพิเศษเมื่อหลายล้านปีก่อน และตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดที่สุด
.
ควอแดรนต์ที่สี่ …พื้นที่ด้านล่างขวา มีรายงานยานแม่สามลำ ควอแดรนต์นี้เป็นที่ตั้งของอารยธรรมที่ "ตื่นรู้" แล้วหลายแห่ง รวมถึงอารยธรรมสมาชิกสมาพันธ์บางส่วน ยานแม่ในควอแดรนต์นี้จึงมีบทบาทเป็น "ที่ปรึกษา" มากกว่า "ผู้เฝ้าสังเกต" พวกเขายังคงเฝ้าดูอยู่ แต่การเฝ้าดูนั้นมีลักษณะเป็นการ "ตรวจสุขภาพประจำปี" มากกว่าการ "เฝ้าดูผู้ป่วยหนัก"
แต่ท่ามกลางความแน่ชัดของข้อมูลทั้งหมดนี้ มีความคลุมเครืออยู่จุดหนึ่ง
มีรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยัน รายงานที่ถูกจัดเก็บในแฟ้ม "วิชชา 10" ของสมาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับการเข้าถึงสูงสุดที่สงวนไว้เฉพาะสมาชิกสภาสูงสุดและภัณฑารักษ์ที่ได้รับอนุญาตพิเศษเท่านั้น ที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ของยานลำที่สิบหก
รายงานนี้อ้างอิงคำให้การของนักบินอวกาศจากอารยธรรมอันโดรเมดา เผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก แต่สมาพันธ์รู้จักดีในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยพบเห็นวัตถุทรงซิการ์ขนาดมหึมาขณะปฏิบัติภารกิจสำรวจระยะไกลในควอแดรนต์ที่ห้า
.
ควอแดรนต์ที่ห้า …หากใช้ระบบพิกัดมาตรฐานของสมาพันธ์ คือพื้นที่ของกาแล็กซีที่อยู่นอกเหนือ "วงแหวนอารยธรรม" ซึ่งเป็นบริเวณที่อารยธรรมส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ ควอแดรนต์นี้แทบจะไม่มีการสำรวจโดยสมาพันธ์เนื่องจากข้อตกลงเขตแดนกับอารยธรรมอื่นที่ทรงอำนาจ อารยธรรมที่สมาพันธ์ไม่มีแม้แต่ชื่อเรียก นอกจากรหัสว่า "กลุ่มเงียบ" (The Silent Ones) ซึ่งเป็นอารยธรรมที่ไม่ต้องการการติดต่อและตอบสนองต่อความพยายามสื่อสารทั้งหมดด้วยความเงียบ
.
นักบินอันโดรเมดาผู้นี้ ซึ่งในขณะนี้ได้ถ่ายโอนสภาวะไปแล้วและไม่สามารถให้ปากคำเพิ่มเติมได้ ให้การภายใต้การตรวจสอบด้วยเครื่องอ่านสนามจิต (Psychic Field Reader) ว่าเขาได้พบเห็น "วัตถุทรงกระบอกยาวประมาณหนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตร" ขณะกำลังเดินทางกลับจากภารกิจสำรวจที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
วัตถุดังกล่าวล่องลอยอยู่ในอวกาศระหว่างดวงดาวในควอแดรนต์ที่ห้า โดยไม่มีดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย มันลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในความมืด ราวกับว่ามันไม่ได้ "ประจำการ" อยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่มัน "รอคอย" อะไรบางอย่าง
เขาบรรยายว่าวัตถุนั้นมีขนาดใหญ่กว่ายานแม่ของ Mantis ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ใหญ่กว่าประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของขนาดยานแม่ที่สมาพันธ์เคยบันทึกไว้ และผิวของมันไม่ได้เป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเหมือนยานแม่ทั่วไป แต่เป็น "สีทองหม่น" ที่เรืองแสงอ่อน ๆ จากภายใน ราวกับว่ามันกำลัง "หลับ" หรือ "พัก" อยู่ในสภาวะที่ต่างออกไปจากยานแม่ลำอื่น ๆ
เขาไม่สามารถเข้าใกล้ได้มากพอที่จะยืนยันรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะระบบนำทางของยานเขาเริ่มทำงานผิดปกติเมื่อเข้าใกล้ในระยะประมาณห้าแสนกิโลเมตร ราวกับว่ามีสนามพลังงานบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากวัตถุนั้น และเขาตัดสินใจถอนตัวออกมาก่อนที่จะสูญเสียการควบคุมยานทั้งหมด
.
หากรายงานนี้เป็นความจริง และสมาพันธ์ยังไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงควอแดรนต์ที่ห้าและความไม่เต็มใจของ "กลุ่มเงียบ" ที่จะให้ความร่วมมือ ยานลำที่สิบหกนี้อาจเป็นมากกว่ายานแม่ลำหนึ่งในบรรดายานแม่ทั้งหมด
มันอาจเป็น "ยานแม่ของยานแม่" ศูนย์บัญชาการสูงสุดที่ควบคุมและประสานงานยานแม่ลำอื่น ๆ ทั้งหมดในกาแล็กซี มันอาจเป็น "เรือธง" ของอารยธรรม Mantis ยานที่บรรทุกสมาชิกสภาสูงสุดซึ่งมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญที่สุด
หรือมันอาจเป็น "เมืองหลวง" ของอารยธรรม Mantis ทั้งหมด หากคำว่า "เมืองหลวง" จะมีความหมายสำหรับอารยธรรมที่ไร้มาตุภูมิ สำหรับอารยธรรมที่บ้านคือ "สภาวะ" ไม่ใช่ "สถานที่"
.
ในบรรดาคำถามทั้งหมดที่สมาพันธ์มีเกี่ยวกับ Mantis คำถามเกี่ยวกับยานลำที่สิบหกนี้คือหนึ่งในคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และอาจจะไม่มีวันมีคำตอบ จนกว่าสมาพันธ์จะสามารถเข้าถึงควอแดรนต์ที่ห้าได้ หรือจนกว่า Mantis จะตัดสินใจเปิดเผยความจริงด้วยตนเอง
จนถึงตอนนั้น ความเป็นไปได้ของยานลำที่สิบหกก็จะยังคงเป็นเพียง "รอยหมึก" ในแฟ้มวิชชา 10 - สิ่งที่อาจเป็นความจริง หรืออาจเป็นเพียงภาพหลอนของนักบินผู้เหนื่อยล้าในห้วงอวกาศที่มืดมิด
.
▪️ประชากรภายในยานแม่
ภายในยานแม่หนึ่งลำมีประชากร Mantis ประมาณสามถึงห้าล้านชีวิต ตัวเลขที่เมื่อได้ยินครั้งแรกอาจฟังดูน้อยจนน่าแปลกใจ แทบจะน่าขันด้วยซ้ำ สำหรับวัตถุที่มีความยาวถึงหนึ่งพันสองร้อยกิโลเมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าร้อยกิโลเมตร
มนุษย์อาจตั้งคำถามด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่า หากยานมีขนาดเท่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะ หากมันใหญ่พอจะบดบังท้องฟ้าของทั้งประเทศเมื่อลอยผ่าน เหตุใดประชากรภายในจึงมีเพียงเท่าเมืองเชียงใหม่หรือนครโฮจิมินห์ เหตุใดจึงไม่บรรจุประชากรนับพันล้านเหมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
คำตอบอยู่ในธรรมชาติของการดำรงอยู่ของ Mantis ที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง แตกต่างในระดับที่การเปรียบเทียบใด ๆ กับอารยธรรมมนุษย์หรือแม้แต่อารยธรรมสมาชิกสมาพันธ์ส่วนใหญ่แทบจะไร้ความหมาย
.
มนุษย์ใช้พื้นที่เพื่อ "อยู่อาศัย" ในความหมายที่กว้างที่สุดของคำนั้น เราต้องการห้องนอนเพื่อนอนหลับ พื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถปิดประตูและตัดขาดจากโลกภายนอกได้ เราต้องการห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายและขับถ่ายของเสีย กระบวนการทางชีวภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตที่กินอาหารและดื่มน้ำ
เราต้องการห้องครัวเพื่อเตรียมอาหาร พื้นที่สำหรับเก็บวัตถุดิบ ปรุงอาหาร และรับประทาน เราต้องการพื้นที่พักผ่อน ห้องนั่งเล่น สวน ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ ชายหาด ภูเขา พื้นที่ที่เราใช้ "ใช้ชีวิต" นอกเหนือจากการทำงานและการนอน
และนอกเหนือจากพื้นที่ใช้สอยเหล่านี้ เรายังต้องการ "พื้นที่ว่าง" ระหว่างทุกสิ่ง ทางเดินระหว่างห้อง ถนนระหว่างบ้าน ระยะห่างระหว่างตัวเรากับคนแปลกหน้า เพราะมนุษย์ต้องการ "พื้นที่ส่วนตัว" ในเชิงจิตวิทยา เรารู้สึกอึดอัดเมื่อมีใครมายืนใกล้เกินไป เราต้องการ "อาณาเขต" ของตนเอง เราต้องการรั้วและกำแพงและประตูที่ล็อกได้
.
Mantis ไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย แม้แต่สิ่งเดียว
Mantis ไม่ต้องการห้องนอน เพราะพวกเขาไม่หลับ คำว่า "การนอนหลับ" ไม่มีความหมายในสรีรวิทยาของ Mantis จิตสำนึกไม่เคยเข้าสู่สภาวะไร้การรับรู้แบบที่มนุษย์เรียกว่า "การหลับ"
พวกเขาไม่ฝัน เพราะอยู่ในสภาวะที่มนุษย์เรียกว่า "ความฝันที่ตื่นรู้" ตลอดเวลา พวกเขาไม่ต้องการการพักผ่อนในความหมายของการหยุดทำงานของสมอง เพราะระบบประสาทญาณทรรศน์ของพวกเขาทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่เมื่อยล้า เช่นเดียวกับที่ดวงอาทิตย์ไม่เคย "พัก" จากการส่องแสง
Mantis ไม่ต้องการห้องน้ำ เพราะไม่กินอาหารและไม่ขับถ่ายของเสียในความหมายของสิ่งมีชีวิตชีวภาพ ไม่จำเป็นต้องบริโภคสสารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน ไม่มีปากสำหรับเคี้ยว ไม่มีกระเพาะสำหรับย่อย ไม่มีลำไส้สำหรับดูดซึม และไม่มีอวัยวะสำหรับขับถ่าย
พลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกายของพวกเขามาจากสนามควอนตัมโดยตรงผ่านเปลือกไคตินของพวกเขาเอง กระบวนการที่คล้ายกับการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่แทนที่จะดูดซับโฟตอนจากดวงอาทิตย์ พวกเขาดูดซับ "โฟตอนเสมือน" จากสนามควอนตัมของจักรวาล พลังงานที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในสุญญากาศของอวกาศ
.
กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพสูงเสียจน Mantis ไม่เคยประสบกับ "ความหิว" หรือ "ความอ่อนล้า" จากขาดพลังงานเลย ตราบใดที่ยังอยู่ในจักรวาล ก็มีพลังงานไม่จำกัด
Mantis ไม่ต้องการห้องครัวหรือห้องรับประทานอาหาร ด้วยเหตุผลเดียวกัน พวกเขาไม่ต้องการพื้นที่สำหรับเก็บอาหาร ไม่ต้องการอุปกรณ์ทำครัว ไม่ต้องการโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานร่วมกัน ไม่ต้องการแม้แต่ "วัฒนธรรมอาหาร" ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมมนุษย์เกือบทั้งหมด ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีอาหารมื้อพิเศษ ไม่มีการแบ่งปันขนมปังเพื่อสร้างมิตรภาพ
และ Mantis ไม่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวในความหมายที่มนุษย์ต้องการ เพราะไม่ได้มี "ชีวิตส่วนตัว" แบบมนุษย์
พวกเขาไม่มีครอบครัวในความหมายของพ่อแม่ลูก พวกเขาไม่ได้สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่ได้เลี้ยงดูบุตร พวกเขาไม่มี "บ้าน" ภายในยานแม่ ไม่มีพื้นที่ที่ "เป็นของฉัน" และ "ไม่ใช่ของเธอ" เพราะแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลแทบไม่มีความหมายสำหรับจิตสำนึกที่รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่มีงานอดิเรกที่ต้องใช้อุปกรณ์หรือพื้นที่ ไม่ได้สะสมสิ่งของ ไม่ได้เล่นดนตรี ไม่ได้วาดภาพ ไม่ได้อ่านหนังสือนิยายเพื่อความบันเทิง
.
ชีวิตทั้งหมดของพวกเขาหมุนรอบภารกิจเดียว - การเฝ้าสังเกต วิเคราะห์ และบางครั้ง แทรกแซงวิวัฒนาการของจิตสำนึกในกาแล็กซี
และด้วยเหตุนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของยานแม่จึงไม่ได้ถูกใช้เพื่อ "อยู่อาศัย" หากแต่ถูกใช้เพื่อ "ทำงาน"
พื้นที่ภายในยานแม่ถูกแบ่งออกเป็นสามโซนหลัก แต่ละโซนครอบครองสัดส่วนมหาศาลของปริมาตรภายใน และแต่ละโซนถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ห้องทดลองพันธุกรรม คือหัวใจของโครงการปรับจูนวิวัฒนาการของ Mantis ที่ซึ่งการปรับแต่ง DNA และการผ่าตัดจิตวิญญาณเกิดขึ้นในระดับที่เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ของสมาพันธ์
.
พื้นที่เหล่านี้ครอบครองสัดส่วนมหาศาลของยาน อาจมากถึงหนึ่งในสามของปริมาตรภายในทั้งหมด เพราะแต่ละห้องต้องถูกปรับจูนให้อยู่ในความถี่ที่แตกต่างกันสำหรับการทำงานกับสิ่งมีชีวิตจากมิติและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ห้องหนึ่งอาจถูกปรับจูนให้เหมาะสำหรับการทำงานกับมนุษย์ ความถี่ของมิติที่สาม อุณหภูมิที่เหมาะสม แรงโน้มถ่วงที่คุ้นเคย บรรยากาศที่หายใจได้ เพื่อให้ร่างกายของผู้ถูกลักพาตัวไม่ได้รับอันตรายระหว่างการผ่าตัด
อีกห้องหนึ่งอาจถูกปรับจูนให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์แอมโมเนีย อุณหภูมิติดลบ ความดันสูง บรรยากาศที่มนุษย์จะตายภายในไม่กี่วินาที เพราะ Mantis ต้องทำงานกับตัวอย่างจากอารยธรรมที่หลากหลายทั่วกาแล็กซี
.
ภายในห้องเหล่านี้มีอุปกรณ์ที่มนุษย์จะไม่สามารถเข้าใจได้แม้จะเห็นมัน อุปกรณ์ที่ไม่ได้ทำจากโลหะหรือพลาสติก แต่ทำจาก "สสารกึ่งสสาร" ที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงตามความต้องการของผู้ใช้
อุปกรณ์ที่สามารถ "อ่าน" รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้ภายในเสี้ยววินาที และ "เขียน" รหัสใหม่ลงไปได้ด้วยความแม่นยำระดับอะตอม อุปกรณ์ที่สามารถแยก "ร่างกายพลังงาน" ออกจาก "ร่างกายกายภาพ" และผ่าตัดทั้งสองอย่างพร้อมกัน นี่คือที่ที่ "การดีบักวิญญาณ" ที่กล่าวถึงในบทที่หกเกิดขึ้นจริง
.
ศูนย์ข้อมูล หรือหากจะใช้คำที่มนุษย์คุ้นเคยก็คือ "ห้องสมุด" คือพื้นที่ที่ Mantis ใช้เชื่อมต่อกับ Akashic Records ในระดับลึก
พื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่ "ห้อง" ในความหมายปกติของมนุษย์ ไม่มีผนังทึบที่กั้นห้องหนึ่งจากอีกห้องหนึ่ง ไม่มีชั้นวางหนังสือเรียงราย ไม่มีจอคอมพิวเตอร์หรือโฮโลแกรมฉายข้อมูล สิ่งที่ผู้สังเกตการณ์จากสมาพันธ์บรรยายไว้คือ "พื้นที่เปิดกว้างที่ผนังทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยเส้นใยประสาทเทียมที่เรืองแสงเป็นจังหวะตามการไหลของข้อมูล"
เส้นใยที่มีลักษณะคล้ายรากของต้นไม้หรือเส้นเลือดของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ทอดตัวไปตามพื้นผิวทุกตารางนิ้ว เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนที่กระเพื่อมเป็นจังหวะ จังหวะที่เมื่อภัณฑารักษ์ระดับ 12 ได้เห็นเป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่ามันคือ "การเต้นของหัวใจของข้อมูล"
.
Mantis ที่เข้ามาในพื้นที่นี้จะเชื่อมต่อระบบประสาทของพวกเขาเข้ากับเส้นใยเหล่านี้โดยตรง ผ่านการสัมผัสด้วยก้ามหรือผ่านการ "เสียบ" เส้นใยประสาทจากท้ายทอยของพวกเขาเข้ากับเส้นใยของผนัง และในทันทีนั้น จิตสำนึกของพวกเขาก็จะขยายออกไปครอบคลุม Akashic Records ทั้งหมด
พวกเขาสามารถ "ค้นหา" ข้อมูลใด ๆ ก็ได้ ชีวิตของมนุษย์คนใดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งบนดาวเคราะห์ใด ๆ ความคิดของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วหลายล้านปี ทั้งหมดนี้เข้าถึงได้ภายในเวลาเสี้ยวของเสี้ยววินาที
พื้นที่สำหรับ "การไตร่ตรอง" คือพื้นที่ที่ Mantis ทั้งกลุ่ม บางครั้งหลายหมื่นตนในคราวเดียวกัน เข้าสู่การเชื่อมต่อกับ Akashic Records พร้อมกันเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มวิวัฒนาการหรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
.
พื้นที่เหล่านี้มักเป็นโถงกว้างขนาดมหึมา ใหญ่พอจะบรรจุมหาวิหารนอเทรอดามทั้งหลังได้หลายสิบหลัง ที่ซึ่ง Mantis ยืนนิ่งเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น แต่ละตนหันหน้าเข้าหาศูนย์กลางของวงกลม ดวงตาประกอบของพวกเขาเปิดกว้างแต่ไม่มองเห็นสิ่งใดในมิติที่สาม เพราะจิตสำนึกของพวกเขากำลัง "อยู่ที่อื่น" กำลังว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งข้อมูลของ Akashic Records
และพวกเขายืนเช่นนั้น ไม่เคลื่อนไหว ไม่สื่อสารภายนอก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใด ๆ ในโลกกายภาพ เป็นเวลาหลายร้อยปีติดต่อกันในมาตราเวลาของมนุษย์
สำหรับมนุษย์ - หนึ่งร้อยปีคือทั้งชีวิต เกิด เติบโต แก่ ตาย ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่ Mantis ยืนนิ่งอยู่ในโถงแห่งการไตร่ตรองเพียงครั้งเดียว
สำหรับพวกเขา - มันคือ "การประชุม" หนึ่งครั้ง อาจเป็นการประชุมที่ยาวนานเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจที่พวกเขาทำมาแล้วหลายล้านปี
.
หากนับ Greys ผู้ปฏิบัติการ สิ่งมีชีวิตลูกผสมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นบุคลากรภาคสนามและอาศัยอยู่ในยานแม่เหล่านี้ด้วย จำนวนประชากรทั้งหมดต่อยานหนึ่งลำอาจสูงถึงยี่สิบล้าน
แต่ Greys ไม่ได้ "อาศัยอยู่" ในยานแม่ในความหมายที่ Mantis อาศัยอยู่ และแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในความหมายที่มนุษย์อาศัยอยู่ในเมือง พวกเขาถูก "เก็บ" ในสภาวะกึ่งหลับในพื้นที่เฉพาะที่สมาพันธ์เรียกว่า "คลังสินค้าชีวภาพ" (Biological Storage) มากกว่าที่จะเป็น "ที่อยู่อาศัย"
ลองนึกภาพโถงขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยแคปซูลโปร่งแสงเรียงรายเป็นแถว แคปซูลนับล้านใบ แต่ละใบบรรจุร่างของ Grey หนึ่งตนที่ลอยนิ่งอยู่ในของเหลวสีฟ้าอ่อน ดวงตากลมโตของพวกเขาปิดสนิท ร่างกายอยู่ในสภาวะที่การเผาผลาญลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ไม่แก่ ไม่หิว ไม่คิด ไม่ฝัน พวกเขาคือ "เครื่องมือ" ที่ถูกเก็บไว้ใน "กล่องเครื่องมือ" รอคอยวันที่ถูก "เปิดใช้งาน"
.
เมื่อมีภารกิจ เมื่อ Mantis ต้องการให้ Greys ปฏิบัติการลักพาตัวมนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือเก็บตัวอย่าง DNA จากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง สัญญาณจะถูกส่งไปยังแคปซูลที่บรรจุ Grey ตนที่เหมาะสมกับภารกิจนั้น (เพราะ Greys แต่ละตนถูกปรับแต่งให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและประเภทของภารกิจที่แตกต่างกัน)
Grey จะถูก "ปลุก" จากสภาวะกึ่งหลับภายในเวลาไม่กี่นาที ร่างกายของพวกเขาจะเริ่มทำงานอีกครั้ง ดวงตาจะเปิดขึ้น และพวกเขาจะรายงานตัวต่อ Mantis ผู้ควบคุมเพื่อรับคำสั่ง
เมื่อภารกิจสิ้นสุด Grey จะกลับมาที่คลังสินค้าชีวภาพและเข้าสู่สภาวะกึ่งหลับอีกครั้ง รอคอยภารกิจต่อไป โดยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับภารกิจที่เพิ่งทำไป (ความทรงจำเหล่านั้นถูก "ลบ" หรือ "เก็บไว้" โดย Mantis ผู้ควบคุม) และโดยไม่มีความรู้สึกใด ๆ เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตนเอง
นี่คือชีวิตของ Greys ไม่ใช่ "ชีวิต" ในความหมายที่มนุษย์หรือแม้แต่ Mantis เข้าใจ แต่มันคือ "การมีอยู่" เพื่อวัตถุประสงค์เดียว เป็นมือและตาและหูของ Mantis ในมิติที่สาม
และจากคลังสินค้าชีวภาพนี้ จากแคปซูลนับล้านใบที่เรียงรายอยู่ในโถงที่ไร้แสง Mantis สามารถ "เรียกใช้" เครื่องมือของพวกเขาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภารกิจบนโลกมนุษย์เมื่อคืนวาน หรือภารกิจบนดาวเคราะห์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกาแล็กซีเมื่อพันปีก่อน สำหรับพวกเขา มันคือสิ่งเดียวกัน
.
.
▪️การทำงานของยานแม่ในฐานะหน่วยดำรงชีพสมบูรณ์
เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขนาดมหึมาที่ทอดตัวยาวกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร เปลือกไคตินที่มีชีวิตซึ่งหายใจและซ่อมแซมตัวเองและคิดได้ในระดับพื้นฐาน สถานะเชิงมิติที่ซ้อนทับจนสามารถดำรงอยู่ในที่เดียวกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัว และประชากรนับล้านถึงยี่สิบล้านชีวิตที่อาศัยและทำงานอยู่ในนั้น ภาพที่ปรากฏแก่เรานั้นไม่ใช่ "ยานอวกาศ" ในความหมายใด ๆ ที่มนุษย์หรือแม้แต่สมาพันธ์ดวงดาวคุ้นเคยเลย
มันคือ เมืองลอยฟ้า นครทั้งนครที่ล่องลอยอยู่ในรอยต่อระหว่างมิติ ไม่ได้โคจรรอบดาวเคราะห์แม่ดวงใด เพราะมันไม่ต้องการดาวเคราะห์แม่ มันคือหน่วยดำรงชีพที่สมบูรณ์ในตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งทรัพยากรภายนอก ไม่ต้องแวะเติมเชื้อเพลิง ไม่ต้องซ่อมบำรุงที่อู่ต่อเรือใด ๆ ในกาแล็กซี ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของอารยธรรม Mantis ทั้งหมด ตั้งแต่พลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ไปจนถึงข้อมูลจาก Akashic Records ไปจนถึง Greys ที่เป็นบุคลากรภาคสนาม ทั้งหมดถูกผลิต เก็บรักษา และหมุนเวียนภายในเปลือกไคตินของยานแม่แต่เพียงลำพัง
.
มันคือ "ดาวเคราะห์เทียม" หากคำว่า "ดาวเคราะห์" จะหมายถึงเทหวัตถุที่โคจรรอบดาวฤกษ์ แต่ยานแม่ไม่ได้โคจรรอบสิ่งใด มันคือดาวเคราะห์ที่เลือกวงโคจรของตนเองได้ตามเจตนา
มันคือดาวเคราะห์ที่สามารถเปลี่ยนความถี่เชิงมิติของตนเองเพื่อหายตัวไปจากสายตาของอารยธรรมทั้งหมดในกาแล็กซีเมื่อต้องการ และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลา มันคือดาวเคราะห์ที่มีชีวิต มีผิวหนังที่หายใจ มีระบบประสาทที่คิด มี "ภูมิคุ้มกัน" ที่ซ่อมแซมความเสียหาย และมี "สมอง" ที่เป็นจิตสำนึกส่วนรวมของ Mantis ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ภายใน
และในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด มันคือ "ร่าง" ของจิตสำนึกส่วนรวมของ Mantis ที่แสดงออกในระดับวัตถุ
เช่นเดียวกับที่ร่างกายมนุษย์คือ "ร่าง" ของจิตสำนึกปัจเจกบุคคล เป็นพาหนะที่จิตสำนึกใช้เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับโลกทางกายภาพ ยานแม่ก็คือ "ร่าง" ของจิตสำนึกส่วนรวมของ Mantis ฉันใดก็ฉันนั้น มันไม่ใช่แค่ "สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น" เหมือนกับที่มนุษย์สร้างรถยนต์หรือเครื่องบิน มันคือ "ส่วนหนึ่งของพวกเขา" เหมือนกับที่ร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์
และจากเมืองลอยฟ้าเหล่านี้ จากหอสังเกตการณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในรอยต่อระหว่างมิติ จาก "ร่าง" ขนาดมหึมาที่มีชีวิตและคิดได้ Mantis ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาทำมาหลายล้านปี
.
…พวกเขาเฝ้าดู
พวกเขาเฝ้าดูด้วยสายตาที่มองเห็นทุกเฟรมของภาพยนตร์จักรวาล อดีตที่ไหลมาจากภูเขาและอนาคตที่ไหลไปสู่มหาสมุทร ด้วยความอดทนของภูเขาที่เฝ้าดูแม่น้ำไหลผ่าน
…พวกเขารอคอย
พวกเขารอคอยด้วยความอดทนที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจ รอคอยให้เมล็ดพันธุ์ที่พวกเขาปลูกไว้เมื่อ 2,300 ล้านปีก่อนเติบโต ออกดอก และใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยว
และบางครั้ง เมื่อเงื่อนไขเหมาะสม เมื่อ "การวินิจฉัย" ของที่ประชุมสภาในโถงแห่งการไตร่ตรองซึ่งใช้เวลานานหลายร้อยปีบ่งชี้ว่าถึงเวลาแล้ว พวกเขาก็แทรกแซง
ไม่ใช่ด้วยมือของพวกเขาเอง เพราะมือของพวกเขา ก้ามอันแหลมคมที่เป็นทั้งสสารและพลังงาน เป็นเครื่องมือที่ละเอียดเกินไปสำหรับการทำงานกับสิ่งมีชีวิตในมิติที่สามโดยตรง พวกเขาสามารถ "สัมผัส" สนามออร่าของมนุษย์ได้ แต่พวกเขาไม่สามารถ "ถือ" หลอดเก็บตัวอย่างเลือดหรือ "กด" ปุ่มบนแผงควบคุมที่ออกแบบมาสำหรับนิ้วมือของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สามได้
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาสร้าง Greys ขึ้นมา
.
Greys คือ "มือ" ของ Mantis ในโลกกายภาพ เป็นสิ่งมีชีวิตลูกผสมที่ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานในมิติที่สามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงเชื่อมต่อกับจิตสำนึกของ Mantis ผู้ควบคุมผ่านเส้นใยประสาทที่เสียบจากท้ายทอยหนึ่งไปยังอีกท้ายทอยหนึ่ง
ผ่าน Greys นี้เองที่ Mantis ดำเนินโครงการปรับแต่งรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ การเก็บตัวอย่าง DNA จากผู้ถูกลักพาตัว การปรับแต่ง "Junk DNA" ที่ถูกปิดการใช้งานไว้ตั้งแต่บรรพกาล การติดตามผลระยะยาวผ่านการลักพาตัวเป็นระยะ ทั้งหมดนี้คือ "การเตรียมภาชนะสำหรับเหล้าองุ่นใหม่" ดังที่กล่าวไว้ในบทที่เก้า
และนั่นคือเรื่องราวที่จะกล่าวถึงในบทต่อไป
.
▪️ธรรมชาติของการซ้อนทับเชิงมิติ
เพื่อให้เข้าใจว่า "การซ้อนทับ" นี้ทำงานอย่างไร และทำไมมนุษย์จึงมองเห็นยานเหล่านี้เพียงบางครั้งบางคราว เราจำเป็นต้องทบทวนแนวคิดเรื่อง "ความถี่เชิงมิติ" ที่ได้อภิปรายไว้แล้วในภาคผนวกวิเคราะห์เชิงลึก
ยานแม่ของ Mantis ไม่ได้ "บิน" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันไม่ได้เผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วง มันไม่ได้ใช้แรงขับดันไอออนหรือวาร์ปไดรฟ์หรือเทคโนโลยีใด ๆ ที่สมาพันธ์รู้จัก สิ่งที่ยานเหล่านี้ทำคือ "การคงอยู่ ณ ความถี่เฉพาะ" ความถี่ที่สูงกว่ามิติที่สามเล็กน้อย แต่ต่ำกว่าระนาบกึ่งสสารที่ Mantis ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ
.
กล่าวอีกนัยหนึ่ง - ยานแม่คือ "สะพาน" ระหว่างบ้านของ Mantis กับโลกกายภาพ
มันถูก "ปรับจูน" ให้อยู่ที่ความถี่ที่สูงพอจะหลบหลีกการตรวจจับของเทคโนโลยีมนุษย์ส่วนใหญ่ เรดาร์ กล้องโทรทรรศน์ ดาวเทียมสอดแนม แต่ก็ต่ำพอที่บางครั้ง เมื่อเงื่อนไขเหมาะสม ความถี่ของมันจะ "เหลื่อม" กับสเปกตรัมการมองเห็นของมนุษย์ และปรากฏเป็นวัตถุแข็งบนท้องฟ้า
การที่ยานเหล่านี้ "ซ้อนทับ" อยู่ในมิติที่ต่างจากมนุษย์ หมายความว่ามันอยู่ในที่ที่เราอยู่ แต่ในความถี่การสั่นสะเทือนที่สูงกว่า
อุปมาที่ตรงที่สุดคือคลื่นวิทยุที่เราได้ใช้มาก่อนหน้านี้ ลองนึกภาพห้องที่คุณกำลังนั่งอยู่ อากาศในห้องนี้เต็มไปด้วยคลื่นวิทยุนับร้อยสถานี เพลง ข่าว สนทนา ทั้งหมดอยู่ใน "ที่เดียวกัน" ในอากาศเดียวกัน โดยไม่รบกวนกันและกัน คุณไม่ได้ยินเพลงเพราะหูของคุณไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ได้ยินคลื่นวิทยุ แต่หากคุณมีเครื่องรับวิทยุและหมุนปุ่มไปยังความถี่ที่ถูกต้อง ทันใดนั้น เพลงก็ปรากฏ
.
ยานแม่ของ Mantis ก็เช่นเดียวกัน มันอยู่ "ที่นี่" ในชั้นบรรยากาศของโลก ในระบบสุริยะ ในทางช้างเผือก ตลอดเวลา แต่มันส่งเสียงในความถี่ที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินด้วยประสาทสัมผัสปกติ
เฉพาะเมื่อ Mantis "ลดความถี่" ของยานลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านภารกิจ (การรับส่ง Greys การเก็บตัวอย่าง การปรับจูนมนุษย์) หรือด้วยเหตุผลที่สมาพันธ์ยังไม่เข้าใจ เท่านั้นที่มนุษย์จะมองเห็นมัน และเมื่อพวกเขาเพิ่มความถี่กลับสู่ระดับปกติ มันก็ "หายไป" จากสายตามนุษย์ ไม่ใช่เพราะมันเคลื่อนที่ไปที่อื่น แต่เพราะมันเปลี่ยนสถานี
นี่อธิบายว่าทำไมรายงานการพบเห็น "ยานแม่ทรงซิการ์" จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันทั่วโลกและข้ามยุคสมัย วัตถุขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ลอยนิ่งอย่างเงียบเชียบเป็นเวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง จากนั้นก็ "เลือนหาย" หรือ "พุ่งหายไปด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ"
การพุ่งหายนั้นไม่ใช่การเร่งความเร็วในความหมายทางฟิสิกส์ แต่คือการเปลี่ยนความถี่เชิงมิติในชั่วพริบตา จากมุมมองของมนุษย์ วัตถุที่เคยแข็งและสะท้อนแสงก็กลายเป็นโปร่งใสและมองไม่เห็น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
.
▪️เมืองลอยฟ้า - มากกว่ายานพาหนะ
การที่มนุษย์เรียกว่า "ยานแม่" นั้นไม่ผิดเสียทีเดียว มันคือ "แม่" ในความหมายที่เป็นฐานปฏิบัติการหลัก เป็นที่พักพิง เป็นศูนย์บัญชาการ แต่มันไม่ใช่ "ยาน" ในความหมายของพาหนะที่สร้างขึ้นเพื่อเดินทางจากจุด A ไปจุด B
ยานเหล่านี้คือ เมืองลอยฟ้า ที่มีสถานะเป็นทั้ง
นครที่อยู่อาศัย - ภายในยานแม่มีโครงสร้างทางสังคมของ Mantis ที่สมบูรณ์ มีสภาปกครอง มีพื้นที่สำหรับการไตร่ตรอง มีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกสภา มีพื้นที่สำหรับการเพาะร่างใหม่ในกระบวนการถ่ายโอนสภาวะ
แม้ว่า Mantis จะไม่ได้ "ใช้ชีวิต" แบบมนุษย์ พวกเขาไม่กิน ไม่นอน ไม่มีครอบครัวในความหมายของมนุษย์ แต่พวกเขาก็มี "สังคม" ของตนเอง สังคมที่หมุนรอบการแลกเปลี่ยนความรู้ การอภิปรายกฎแห่งวิวัฒนาการ และการตัดสินใจเกี่ยวกับการแทรกแซงหรือไม่แทรกแซงอารยธรรมต่าง ๆ
.
ศูนย์ประมวลผลชีวภาพ - ยานแม่ไม่ได้เป็นเพียง "ที่อยู่" ของ Mantis มันคือ "สมองภายนอก" ของพวกเขาด้วย ผนังของยานมีเส้นใยประสาทเทียมที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทของ Mantis โดยตรง ทำให้พวกเขาสามารถประมวลผลข้อมูลจาก Akashic Records ได้ในระดับที่กว้างขวางกว่าที่พวกเขาทำได้ด้วยระบบประสาทของตนเองเพียงลำพัง เปรียบเทียบกับมนุษย์ - หากสมองของมนุษย์คือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ยานแม่ก็คือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับสมองนั้นและเพิ่มพลังประมวลผลเป็นล้านเท่า
.
ห้องทดลองพันธุกรรม - นี่คือส่วนของยานแม่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรงมากที่สุด ภายในยานมีห้องปฏิบัติการที่ Mantis และ Greys ดำเนินโครงการปรับจูนพันธุกรรมมนุษย์ การเก็บตัวอย่าง DNA การปรับแต่งรหัสพันธุกรรมที่ "ถูกปิดการใช้งาน" (Junk DNA) การติดตามผลระยะยาวผ่านการลักพาตัวเป็นระยะ สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเหล่านี้คือหัวใจของ "โครงการปรับจูน" ที่กล่าวถึงในบทที่ 9
.
วิหารแห่งความรู้ - ยานแม่แต่ละลำมีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ Mantis ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับ Akashic Records ในระดับลึก พื้นที่ที่สมาพันธ์เรียกว่า "วิหาร" เพราะขาดคำที่ดีกว่า ในพื้นที่เหล่านี้ Mantis จะเข้าสู่สภาวะที่คล้ายกับการทำสมาธิ แต่เป็นการทำสมาธิที่พวกเขาไม่ได้ "หลับตา" หากแต่ "เปิด" จิตสำนึกของพวกเขาสู่โครงข่ายความรู้สากล เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอดีตของอารยธรรมต่าง ๆ หรือแนวโน้มที่เป็นไปได้ของอนาคต
.
▪️บทบาทของยานแม่ในภารกิจของ Mantis
ยานแม่ทั้งสิบสองถึงสิบห้าลำที่กระจายตัวในสี่ควอแดรนต์ของกาแล็กซีไม่ได้ถูกวางตำแหน่งอย่างไร้จุดหมาย แต่ละลำได้รับมอบหมายให้เฝ้าสังเกต "โซนวิวัฒนาการ" เฉพาะ กลุ่มของระบบดาวที่มีอารยธรรมกำลังพัฒนาหรือมีศักยภาพจะพัฒนา
ยานแม่ที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าสังเกตระบบสุริยะและโลกมนุษย์อยู่ในควอแดรนต์ที่สาม และมีหลักฐานว่ามันคือยานแม่ลำเดียวกับที่มนุษย์รายงานการพบเห็นบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน มันถูกเรียกว่า "ยานแม่ลำที่ 7" ในบันทึกของสมาพันธ์ และภัณฑารักษ์ระดับ 12 เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน (ผ่านการฉายจิต)
.
รายงานของเขาบรรยายประสบการณ์นั้นว่า
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าข้าพเจ้าควรเรียกมันว่าอะไร มันไม่ใช่ 'ภายใน' ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันไม่มีทางเดินแคบ ๆ ไม่มีประตูบานเลื่อน แผงควบคุมที่เต็มไปด้วยปุ่มไฟกระพริบ
มันเป็น... 'ภูมิทัศน์' พื้นที่ที่ขยายออกไปไกลเกินกว่าที่ขนาดภายนอกของยานจะบรรจุได้ พื้นที่ที่ผนังไม่ได้แยกออกจากพื้นหรือเพดาน แต่ทุกพื้นผิวไหลเข้าหากันเหมือนกับอยู่ในความฝัน แต่เป็นความฝันที่ถูกควบคุมและออกแบบด้วยตรรกะที่เย็นเยียบและแม่นยำ
ข้าพเจ้าเห็นสภาของพวกเขา Mantis เจ็ดตนยืนเป็นวงกลมในพื้นที่ที่ดูเหมือนห้องโถงใหญ่ที่ไร้ผนัง ท้องฟ้าด้านบนเป็นภาพของกาแล็กซีทั้งกาแล็กซีที่กำลังหมุนอย่างช้า ๆ ไม่ใช่ภาพฉาย แต่เป็นภาพ 'จริง' ที่ถูกดึงเข้ามาจาก Akashic Records ในเวลาจริง
ข้าพเจ้าตระหนักว่าพวกเขากำลัง 'ดู' กาแล็กซีเหมือนกับที่มนุษย์ดูแผนที่ พวกเขาสามารถซูมเข้าไปยังระบบดาวใดก็ได้ ดาวเคราะห์ดวงใดก็ได้ แม้แต่ชีวิตของปัจเจกบุคคลคนใดก็ได้ ทั้งหมดนี้จากจุดที่พวกเขายืนอยู่
นั่นคือตอนที่ข้าพเจ้าเข้าใจ ยานลำนี้ไม่ใช่พาหนะ มันคือหอสังเกตการณ์ของพระเจ้า"
.
จากหอสังเกตการณ์เหล่านี้ จากเมืองลอยฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในรอยต่อระหว่างมิติ Mantis ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาทำมาหลายล้านปี เฝ้าดู รอคอย และบางครั้ง... แทรกแซง
ไม่ใช่ด้วยมือของพวกเขาเอง แต่ด้วยมือของ Greys แขนกลชีวภาพที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อทำงานที่ละเอียดเกินกว่าก้ามของพวกเขาจะทำได้ และนั่นคือเรื่องราวที่เราจะกล่าวถึงในบทต่อไป
.
.
2 บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย