5 ก.ย. เวลา 14:26 • ความคิดเห็น
บ้านปิ่นเกล้า
สำหรับผม คำถามนี้มันมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวตั้งแต่ต้น เพราะก่อนจะถามว่าปริญญาสามารถทำให้คนเลื่อนชนชั้นได้ไหม ผมอยากถามกลับก่อนว่า คนที่สามารถเดินทางมาจนถึงจุดที่เรียนมหาวิทยาลัยและจบปริญญาได้ เขาเริ่มต้นชีวิตมาจากจุดไหนกันแน่
ผมไม่ได้บอกว่าคนเรียนจบปริญญาทุกคนเป็นคนรวย หรือทุกคนมีต้นทุนชีวิตดี บางคนปากกัดตีนถีบ บางคนทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย บางคนกู้เงิน บางคนเป็นหนี้ บางคนพ่อแม่แทบไม่มีเงินแต่ก็พยายามส่งลูกเรียนจนจบ คนเหล่านี้มีอยู่จริง และความพยายามของพวกเขาก็มีคุณค่าอย่างมาก
แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดคือ คนที่สามารถเดินทางเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาจนถึงระดับปริญญาได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องผ่านประตูบางบานมาแล้ว ไม่ว่าจะผ่านมาด้วยต้นทุนของครอบครัว ความพยายามของตัวเอง การสนับสนุนจากคนรอบข้าง หรือการดิ้นรนปากกัดตีนถีบอย่างหนักก็ตาม
ในขณะที่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะเดินไปถึงหน้าประตูนั้นด้วยซ้ำ
เด็กบางคนไม่ได้โง่ แต่ไม่มีเงินเรียน เด็กบางคนต้องออกจากโรงเรียนไปทำงาน เด็กบางคนต้องดูแลพ่อแม่ เด็กบางคนมีความสามารถแต่ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ตที่ดี และไม่มีเวลานั่งอ่านหนังสือ เพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตต้องเอาไปแลกกับการทำงานเพื่อความอยู่รอด
แล้วสังคมก็มองคนเหล่านี้จากภายนอก ก่อนจะพูดง่ายๆว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ถ้าขยันก็เรียนสิ ถ้าขยันก็ประสบความสำเร็จสิ
เหี้ยอะไรครับ
มันไม่ได้เท่ากันตั้งแต่แรกแล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาถามว่าการเรียนจบปริญญาสามารถเลื่อนชนชั้นได้ไหม ผมจึงรู้สึกว่าคำถามนี้มีความย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่สามารถเดินทางมาถึงระดับนั้นได้ก็อาจไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับคนที่หลุดออกจากระบบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมชอบเอามาปนกันจนเละ คือคำว่าการศึกษาและใบปริญญา ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่สังคมกลับทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
เราถูกสอนให้เรียนเพื่อสอบ สอบเพื่อผ่าน ผ่านเพื่อเอาเกรด เอาเกรดเพื่อเรียนต่อ เรียนต่อเพื่อจบ จบเพื่อเอาปริญญา แล้วเอาปริญญาไปสมัครงาน
สุดท้ายเราจึงเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่า เรียนไปทำไม
และคำตอบที่น่าเศร้าคือ คนจำนวนมากตอบไม่ได้
เพราะหลายคนไม่ได้เรียนเพื่ออยากรู้ แต่เรียนเพราะระบบบอกว่าต้องเรียน ไม่ได้เรียนเพื่อเข้าใจโลก แต่เรียนเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อสร้างทักษะ แต่เรียนเพื่อเอาเกรด ไม่ได้เรียนเพื่อคิด แต่เรียนเพื่อจำสิ่งที่อยู่ในหนังสือและตอบให้ตรงกับสิ่งที่ข้อสอบต้องการ
พอจบออกมา สิ่งที่ติดตัวกลับมากลับกลายเป็นกระดาษใบหนึ่ง แล้วเราก็เอากระดาษใบนั้นไปยื่นให้บริษัทเพื่อบอกว่า ผมเรียนจบแล้ว รับผมเข้าทำงานด้วย
ผมไม่ได้บอกว่าใบปริญญาไม่มีประโยชน์ เพราะมันมีประโยชน์จริงสำหรับหลายอาชีพ บางวิชาชีพจำเป็นต้องมีมาตรฐาน ต้องมีการรับรอง ต้องมีความรู้เฉพาะทาง เราไม่สามารถปล่อยให้ใครก็ได้เดินเข้าไปทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของคนอื่นโดยไม่มีความรู้
แต่ปัญหาคือ สังคมเอาความจำเป็นในบางอาชีพมาขยายจนกลายเป็นความเชื่อว่า ถ้าไม่มีปริญญา มึงเป็นคนล้มเหลว
นี่แหละที่ผมว่ามันเริ่มพัง
เพราะเมื่อสังคมทำให้คนเชื่อว่าใบปริญญาคือเครื่องวัดคุณค่า มนุษย์ก็เริ่มเอาคุณค่าของตัวเองไปแขวนไว้กับกระดาษ เริ่มแบ่งกันว่าใครจบมหาวิทยาลัยไหน ใครเรียนคณะอะไร ใครเกรดสูง ใครเกรดต่ำ ใครดูฉลาด ใครดูไม่เก่ง
ทั้งที่ชีวิตจริงไม่ได้ทำงานเหมือนข้อสอบ
ชีวิตจริงไม่มีข้อ ก ข ค ง ให้เลือก ไม่มีเฉลยอยู่ท้ายหนังสือ และไม่มีใครเดินมาบอกมึงว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร
ชีวิตจริงถามแค่ว่า มึงทำอะไรเป็น
มึงแก้ปัญหาได้ไหม
มึงเรียนรู้เองได้ไหม
มึงปรับตัวได้ไหม
มึงรับผิดชอบได้ไหม
มึงสื่อสารเป็นไหม
มึงสร้างอะไรได้ไหม
มึงทำงานกับคนอื่นเป็นไหม
และเวลามีปัญหาที่ไม่มีใครเคยสอน มึงคิดเองเป็นหรือเปล่า
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ชีวิตจริงถาม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผมจึงไม่ใช่การที่คนไม่มีการศึกษา แต่คือการที่คนผ่านการศึกษามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ไม่สามารถคิดด้วยตัวเองได้
เพราะระบบจำนวนมากไม่ได้สอนให้คนคิดอย่างอิสระอย่างแท้จริง เราถูกฝึกให้ทำตามตาราง ตั้งแต่เด็กเราถูกกำหนดเวลาว่าต้องตื่นกี่โมง เข้าแถวกี่โมง เข้าห้องเมื่อไร พักเมื่อไร กลับบ้านเมื่อไร
กริ่งดังให้เข้า กริ่งดังให้เปลี่ยน กริ่งดังให้พัก กริ่งดังให้กลับ
เราถูกฝึกให้ขออนุญาตแทบทุกอย่าง ขออนุญาตพูด ขออนุญาตออกจากห้อง ขออนุญาตเข้าห้องน้ำ และแน่นอนว่าการมีระเบียบไม่ใช่เรื่องผิด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีวินัย
ปัญหาอยู่ตรงที่ เมื่อมนุษย์ถูกฝึกให้เชื่อฟังมากเกินไป เขาอาจลืมไปว่าตัวเองมีสิทธิ์ตั้งคำถาม
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่ากลัว
เราถูกสอนตั้งแต่เด็กว่า ถ้าทำตามระบบ มึงจะได้รับรางวัล ทำตามก็ได้คะแนน เชื่อฟังก็ได้คำชม สอบผ่านก็ได้เกรด เรียนจบก็ได้ปริญญา มีปริญญาก็มีโอกาสได้งาน ทำงานดีก็ได้เงินเดือน เชื่อฟังระบบก็อาจมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง
มันเหมือนสายพานที่ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และคนจำนวนมากเดินอยู่บนสายพานนี้มาตลอดชีวิต
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การเป็นทาส สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ การเป็นทาสโดยที่มึงคิดว่าตัวเองเป็นอิสระ
ระบบที่ควบคุมมนุษย์ได้ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเอาโซ่มาล่าม ไม่จำเป็นต้องเอาแส้มาฟาด และไม่จำเป็นต้องมีใครมายืนสั่งมึงตลอดเวลา
แค่ทำให้มึงเชื่อว่า ถ้ามึงไม่เดินตามเส้นทางนี้
ชีวิตมึงจะล้มเหลว
แค่นั้นก็พอแล้ว
หลังจากนั้นมึงจะควบคุมตัวเอง มึงจะกดดันตัวเอง มึงจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น มึงจะกลัวตกงาน มึงจะกลัวไม่มีเงิน มึงจะกลัวไม่มีสถานะ มึงจะกลัวว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ทัน
สุดท้ายระบบแทบไม่จำเป็นต้องบังคับมึงเลย เพราะมึงจะบังคับตัวเอง
นี่แหละที่แม่งโหด
นี่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตวิทยาของสังคม คนเราไม่ได้ถูกควบคุมด้วยคำสั่งอย่างเดียว เราถูกควบคุมด้วยความกลัว ความกลัวว่าจะไม่เหมือนคนอื่น ความกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคม ความกลัวว่าจะถูกมองว่าล้มเหลว
และเมื่อมนุษย์กลัวมากพอ เขาจะเริ่มยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองกลับเข้าไปอยู่ในกรอบ แม้กรอบนั้นจะไม่ได้เหมาะกับตัวเองเลยก็ตาม
ทักษะที่แท้จริงก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมึงรู้ครั้งเดียว แต่มันเกิดจากการทำซ้ำ ทำผิด แก้ไข แล้วทำใหม่
ทำซ้ำ ผิด แก้ ทำใหม่ พังอีก ก็แก้อีก
ทำไปเรื่อยๆ จนมือมึงจำ สมองมึงจำ และสายตาของมึงเริ่มมองเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองไม่เห็น
นั่นแหละคือทักษะ
ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสามารถยัดทักษะทั้งหมดใส่หัวมึงได้ อาจารย์สอนมึงได้ หนังสือสอนมึงได้ อินเทอร์เน็ตสอนมึงได้ แต่ไม่มีใครทำแทนมึงได้
มึงต้องทำเอง
และนี่คือความจริงที่โคตรโหด
คนจำนวนมากใช้เวลาเรียนหลายปี อ่านหนังสือหลายเล่ม สอบผ่านมาหลายวิชา แต่ไม่เคยสร้างอะไรด้วยตัวเองจริง ๆ
อ่าน จำ สอบ ส่งงาน ผ่าน จบ แล้วก็ลืม
เหี้ยเอ๊ย
บางคนใช้เวลาหลายปีสุดท้ายเหลืออยู่แค่ประโยคเดียว
ผมมีวุฒิครับ
แต่พอถามว่าแล้วคุณทำอะไรเป็น
กลับเงียบ
สำหรับผม จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเรียนไม่ควรเป็นการสะสมใบรับรอง แต่ควรเป็นการเรียนรู้เพราะเราไม่รู้
ถ้ามึงไม่รู้เรื่องการเงิน มึงก็ศึกษา ถ้ามึงไม่รู้เรื่องกฎหมาย มึงก็เรียน ถ้ามึงไม่รู้เรื่องธุรกิจ มึงก็ไปศึกษา ถ้ามึงไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี มึงก็เรียนรู้ ถ้ามึงไม่รู้วิธีสื่อสาร มึงก็ฝึก ถ้ามึงไม่รู้วิธีแก้ปัญหา มึงก็ไปลองทำ
เพราะความรู้ที่แท้จริงไม่ได้มีไว้ให้มึงเอาไปโชว์ใคร มันมีไว้เพื่อลดจำนวนครั้งที่มึงต้องโง่กับเรื่องเดิม
แค่นั้นเอง
และเมื่อคนเริ่มเรียนรู้จริง เขาจะเริ่มตั้งคำถามกับโลก
ทำไมต้องเป็นแบบนี้
ใครเป็นคนกำหนดกติกา
ใครได้ประโยชน์จากกติกานี้
ทำไมเราต้องเชื่อแบบนี้
ทำไมเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้
คำถามเหล่านี้อาจไม่มีคำตอบง่ายๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบที่ควบคุมคนได้ง่ายมักไม่ชอบคนที่ตั้งคำถาม
เพราะคนที่ตั้งคำถามเริ่มมองเห็น
และคนที่เริ่มมองเห็น จะเริ่มเห็นกรง
ผมไม่ได้บอกว่าโรงเรียนผิดทั้งหมด โรงเรียนมีประโยชน์ การศึกษามีความสำคัญอย่างมาก แต่ระบบการศึกษาที่ดีไม่ควรทำให้เด็กกลัวการคิด ไม่ควรทำให้เด็กกลัวความผิดพลาด และไม่ควรวัดมนุษย์ทุกคนด้วยไม้บรรทัดอันเดียว
เด็กบางคนไม่ได้โง่ เขาแค่ไม่เหมาะกับวิธีการเรียนแบบเดียวกัน
บางคนอ่านหนังสือไม่เก่ง แต่ทำจริงเก่ง บางคนไม่เก่งท่องจำ แต่สร้างของเก่ง บางคนสอบไม่ได้คะแนนดี แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งชิบหาย
บางคนเงียบในห้องเรียน แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริงกลับเอาตัวรอดได้ดีกว่าคนอื่น แต่ระบบชอบวัดทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน แล้วบอกว่านี่คือมาตรฐาน
ปลา ลิง นก และช้างถูกเอามาเข้าแถว แล้วบอกว่าการสอบครั้งนี้คือการปีนต้นไม้
ลิงทำได้
ปลาไม่ได้
แล้วเราก็บอกปลา มึงไม่เก่ง
ทั้งที่ถ้าปล่อยทุกคนลงน้ำ ลิงต่างหากที่ฉิบหาย
นี่คือปัญหา
เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมว่าปริญญาสามารถเลื่อนชนชั้นได้ไหม ผมตอบว่ามันอาจช่วยได้ แต่มันไม่ได้เป็นตัวกำหนด และมันไม่ได้การันตีเหี้ยอะไรทั้งนั้น
ชีวิตคนหนึ่งคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยปริญญาเพียงอย่างเดียว มันยังมีต้นทุนครอบครัว เงิน โอกาส เครือข่าย สถานที่เกิด สภาพแวดล้อม ทักษะ ความสามารถ ความกล้า ความเสี่ยง และบางครั้งก็มีเรื่องของจังหวะและโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง
ใช่ครับ
โชค...
คำที่หลายคนไม่ค่อยอยากพูดถึง
เพราะทุกคนชอบฟังเรื่องราวของคนที่สร้างตัวเองจากศูนย์ แต่ความจริงศูนย์ของแต่ละคนแม่งไม่เท่ากัน
ศูนย์ของบางคนคือมีบ้าน มีข้าวกิน มีพ่อแม่คอยสนับสนุน มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ มีเวลาลองผิดลองถูก
แต่ศูนย์ของบางคนคือหนี้ ครอบครัวมีปัญหา ไม่มีเงิน ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก และไม่มีใครช่วย
แล้วเราจะเอาคนสองคนที่เริ่มต้นจากคนละจุดมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร
แล้วพูดว่า ทำไมมึงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเขา
มันไม่แฟร์
ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปริญญาอย่างเดียว แต่มันคือความสามารถในการสร้างมูลค่า
มึงแก้ปัญหาอะไรให้คนอื่นได้
มึงสร้างอะไรได้
มึงมีทักษะอะไรที่คนอื่นต้องการ
มึงทำอะไรเป็น
มึงเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ไหม
มึงปรับตัวได้หรือเปล่า
มึงสามารถพัฒนาตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาป้อนทุกอย่างได้ไหม
เพราะโลกจริงไม่ได้สนใจว่ามึงนั่งในห้องเรียนมากี่ปี
สุดท้ายมันสนใจว่ามึงทำอะไรได้ และนี่คือกับดักที่ใหญ่ที่สุดของสังคม เราถูกสอนเส้นทางเดียวตั้งแต่เด็ก เรียน จบ ทำงาน ได้เงินเดือน ซื้อบ้าน ผ่อนรถ ทำงานต่อไป เกษียณ
เส้นทางนี้ไม่ผิดเลย
แต่ปัญหาคือ เราถูกทำให้เชื่อว่ามันคือเส้นทางเดียว และเมื่อใครเดินออกจากเส้นทาง ทุกคนจะเริ่มถามทันทีว่าเรียนอะไรมา ทำงานอะไร บริษัทไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ตำแหน่งอะไร
เพราะสังคมต้องการเอาคนใส่กล่อง
ทุกคนต้องมีป้ายติด
ทุกคนต้องมีสถานะ
ทุกคนต้องมีตำแหน่ง
แต่เมื่อมึงอยู่นอกกล่อง คนจำนวนมากจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
ไม่ใช่เพราะมึงผิดเสมอไป
บางครั้งเป็นเพราะการมีอยู่ของมึงทำให้พวกเขาเริ่มสงสัยชีวิตของตัวเอง
ถ้าคนคนนี้ไม่เดินตามเส้นทางที่เราถูกสอน แล้วทำไมเขายังอยู่รอดได้ ถ้าเขาไม่ต้องมีชีวิตแบบเดียวกับเรา แล้วที่ผ่านมาเราจำเป็นต้องทำแบบนี้จริงหรือเปล่า
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้คนบางคนไม่ชอบคนที่แตกต่าง
ไม่ใช่เพราะคนคนนั้นทำอะไรผิด
แต่เพราะเขากำลังทำให้ความเชื่อเก่าๆของคนอื่นสั่นคลอน
สุดท้ายแล้วผมไม่ได้ต่อต้านการเรียน ผมแค่ต่อต้านการทำให้คนเข้าใจผิด ผมไม่เชื่อว่าการเรียนจบเท่ากับฉลาด ผมไม่เชื่อว่ามีปริญญาเท่ากับประสบความสำเร็จ ผมไม่เชื่อว่าไม่มีปริญญาเท่ากับล้มเหลว ผมไม่เชื่อว่าเกรดดีแล้วชีวิตจะดี
มันง่ายเกินไป
โลกจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก บางคนจบสูงแต่เป็นหนี้ บางคนมีปริญญาหลายใบแต่คิดเองไม่เป็น บางคนเรียนไม่จบแต่สร้างสิ่งต่างๆได้ บางคนไม่มีวุฒิสูงแต่เรียนรู้ทุกวัน บางคนสอบเก่งแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น บางคนสอบตกแต่แก้ปัญหาชีวิตเก่งชิบหาย เพราะฉะนั้น อย่าเอาใบปริญญามาวัดคุณค่าของมนุษย์ และอย่าหลอกเด็กว่าตั้งใจเรียนแล้วชีวิตจะดีเอง
มันไม่จริงทั้งหมด
ควรบอกเขามากกว่าว่า เรียนให้เป็น คิดให้เป็น ตั้งคำถามให้เป็น เรียนรู้เองให้เป็น ทำงานให้เป็น แก้ปัญหาให้เป็น และเมื่อผิดพลาดก็ลุกขึ้นมาเรียนรู้ให้เป็น
ปริญญาอาจเป็นประตู แต่ไม่ได้แปลว่าพอเดินผ่านประตูแล้วมึงจะเจอวัง
บางคนเดินผ่านประตูไปเจอหนี้
เจองานเงินเดือนต่ำ
เจอการแข่งขัน
เจอระบบที่ไม่ยุติธรรม
เจอหัวหน้าห่วยๆ
เจอชีวิตที่ไม่ได้สวยงามเหมือนวันที่ยืนถ่ายรูปในชุดครุย
เพราะฉะนั้น สำหรับผม การศึกษาที่แท้จริงไม่ควรทำให้มนุษย์เชื่อง ไม่ควรทำให้มนุษย์กลัวคำถาม ไม่ควรทำให้มนุษย์รอคำสั่ง และไม่ควรผลิตมนุษย์ออกมาเพื่อเป็นเพียงฟันเฟืองของเครื่องจักร
การศึกษาที่แท้จริงควรทำให้มนุษย์มองเห็นกรง เพราะตราบใดที่มึงยังมองไม่เห็นกรง มึงจะไม่มีวันรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มึงกำลังเดินอยู่ในนั้น และบางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การไม่มีอิสรภาพ แต่คือการถูกทำให้เชื่อว่า นี่แหละคืออิสรภาพ ทั้งที่ความจริงแล้ว มึงอาจเป็นเพียงคนเชื่องคนหนึ่งที่ถูกฝึกมาอย่างดี
ดังนั้นถ้าถามผมอีกครั้งว่า เรียนจบปริญญาแล้วเลื่อนชนชั้นได้ไหม
คำตอบของผมคือ
มันอาจช่วยได้
แต่มันไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
และถ้ามึงยังคิดเองไม่เป็น ไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่เรียนรู้ด้วยตัวเอง และยังรอให้คนอื่นมาบอกว่าชีวิตมึงต้องเดินไปทางไหน
ต่อให้มีปริญญาเต็มฝาบ้าน มึงก็ยังสามารถเป็นทาสของความคิดคนอื่นได้อยู่ดี และนั่นแหละ คือความล้มเหลวที่น่ากลัวกว่า การไม่มีปริญญาเสียอีก
โฆษณา