5 ก.ย. เวลา 20:58 • ปรัชญา

watthakhanun

ด้านงานตรวจยกหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบของคณะสงฆ์หนกลางในปี ๒๕๖๙ นี้ ในส่วนที่ถือว่ายากที่สุดก็คือภาค ๑๕ และภาค ๑๓ เนื่องเพราะว่าภาค ๑๕ นั้นลงไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ปีหนึ่ง ต้องไปตรวจถึงอำเภอบางสะพานน้อย ซึ่งวิ่งรถกันไปทีครึ่งค่อนวัน..!
เมื่อวานนี้ไปตรวจศีล ๕ ที่ภาค ๑๓ ด้านตะวันออก ก็คือเกาะช้างของจังหวัดตราด แค่นั่งเรือเฟอร์รี่จากเกาะช้างมาขึ้นฝั่งจังหวัดก็ใช้เวลาถึง ๕๐ นาที แล้วคลื่นลมก็แรงมาก ขนาดมีรถอยู่บนเรือเฟอร์รี่หลายสิบคัน เรือยังโยนเป็นไกวเปลเลย..! พอขึ้นจากเรือเฟอร์รี่ได้ก็ต้องวิ่งอีกเป็น ๑๐ ชั่วโมง กว่าจะมาถึงวัดอุทยาน จังหวัดนนทบุรี
จึงทำให้ไม่สามารถที่จะเดินทางมาวัดได้ภายในวันเดียว
แต่ส่วนที่ไกลที่สุดและไปยากที่สุดถือว่าหมดแล้ว เพราะว่าที่เหลือก็คือภาค ๑๔ พื้นที่ของเราเอง ภาค ๒ ซึ่งมีแค่จังหวัดอยุธยา อ่างทอง สระบุรี แล้วก็ภาค ๑ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ
แต่คราวนี้หลายสิ่งหลายอย่างที่กระผม/อาตมภาพพูดไป เล่าให้ฟังไป หลายต่อหลายคนก็จับสาระสำคัญไม่ได้ อย่างที่บอกกับท่านรองผู้อำนวยการโรงเรียนวิบูลวิทยา จังหวัดระยองว่า "ทำอย่างไรที่จะทำให้การศึกษานั้น ไม่ใช่เรียนแค่จบ แต่เรียนแล้วต้องรู้ รู้แล้วต้องนำไปบอกไปสอนคนอื่นต่อได้"
ทุกท่านที่เห็นกระผม/อาตมภาพเฉลยข้อสอบนักธรรมปากเปล่า ไม่ว่าจะเป็นชั้นตรี ชั้นโท หรือว่าชั้นเอก ก็ลองประเมินตนเองว่า ถ้าอ่านคำถามแล้ว สามารถตอบปากเปล่าได้ทุกข้อแบบนั้นหรือไม่ ?
นั่นคือการที่เราจะต้องศึกษาอย่างจริงจัง แล้วในขณะเดียวกัน สามารถนำหลักธรรมเหล่านั้นไปใช้งานจริงได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือจดจำได้ถูกต้อง สามารถที่จะบอกกล่าวต่อไปโดยไม่ผิดเพี้ยน ถ้าหากว่าต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งก็ต้องบอกได้ ดังนั้น..คุณสมบัติของบุคคลที่ต้องเป็นครูเป็นอาจารย์เขาข้อหนึ่งก็คือ คัมภีรัญ จะ กถังกัตตา ต้องสามารถอธิบายเนื้อหาคำสอนได้ลึกซึ้งแยบยล
คราวนี้เราท่านทั้งหลายที่เป็นพระภิกษุสามเณร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นครูสอนคนอื่นโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เนื่องเพราะว่าเวลาญาติโยมเกิดปัญหาอะไร ก็ต้องอาศัยพระเป็นที่พึ่ง ทำอย่างไรที่เราจะยกเอาข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นมา เพื่อให้ญาติโยมสามารถแก้ข้อข้องขัดของตนได้ตรงกับที่โยมเขากำลังเป็นอยู่ ?
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าเราศึกษาไม่แตกฉาน ไม่รู้จริง เอาแค่สอบได้ ก็เป็นอันว่าจบกัน ก็จะอยู่ในลักษณะที่ว่า "ปลูกเรือนใกล้ท่าไม่มีน้ำจะกิน" ชาวบ้านเขา
ปลูกบ้านไว้ติดท่าน้ำแท้ ๆ แต่หาน้ำกินไม่ได้ ก็คือบ้านอยู่ใกล้วัด แต่พึ่งพาอาศัยพระภิกษุสามเณรไม่ได้ ตัวเราทั้งหลายก็กลายเป็น "ช่างปั้นหม้อดิน แต่ไม่มีหม้อจะใช้" ก็คือเป็นช่างปั้นหม้อดินด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถที่จะทำขึ้นมาให้ตนเองใช้งานได้..!
ชาวบ้านเขาใส่บาตรอยู่ทุกวัน ก็ไปตกอยู่ในสภาพ "เลี้ยงไก่ไว้แต่ไม่มีไก่จะขัน" ก็คือนอกจากไม่ศึกษาเล่าเรียนให้ดีแล้ว การสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐานอะไร
ที่เป็นงานประจำ เราก็ไม่คิดที่จะทำ..!
ความจริงเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นภาระของพระภิกษุสงฆ์อยู่แล้ว เราแค่ทำภาระหน้าที่ทั้งหลายเหล่านั้นให้ดีเท่านั้นเอง พอญาติโยมทั้งหลายเห็นเป็นปกติ ความเลื่อมใสศรัทธาก็จะเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าความเลื่อมใสศรัทธาในปัจจุบันนี้มาในรูปแบบที่แปลกมาก อาจจะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์อีกด้วย
อย่างเช่นเห็นพระวัดเราเดินบิณฑบาตแถวยาวหลายสิบรูป (เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงต้องบิณฑบาตแบบนั้น เพราะเป็นวันเสาร์) ก็มีการร้องขอให้พระหยุดก่อน เพื่อที่จะถ่ายรูป พูดง่าย ๆ ก็คือไม่สนใจว่าพระทำหน้าที่อะไรของตนอยู่ ขอให้กูได้รูปหรือได้คอนเทนต์ไว้ก่อนแล้วกัน แม้กระทั่งจะทำบุญใส่บาตร กำลังใจก็ไม่ได้อยู่กับทานตรงหน้า หากแต่ตั้งใจจะไลฟ์สดมากกว่า..!
จึงกลายเป็นว่าในปัจจุบันนี้ พระภิกษุสามเณรของเราทำตัวยากขึ้นหลายเท่า แต่ว่าถึงยากแค่ไหน ในเมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ดังที่กระผม/อาตมภาพเคยตักเตือนเหล่าพระนิสิตอยู่เสมอว่า "ถึงเราไม่สามารถจะสร้างความเจริญให้กับพระพุทธศาสนาได้ ก็อย่าทำให้พระพุทธศาสนาต้องพังลงไปเพราะมือเรา..!"
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๙
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. วัดท่าขนุน
โฆษณา