5 ก.ย. เวลา 21:00 • ปรัชญา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

“ นี่คือวิธีปฏิบัติ ”
ความจริงทาน ศีล ภาวนา นี่เป็นสิ่งที่สนับสนุนกัน เป็นเหมือนขั้นบันได เมื่อทำทานแล้วก็ควรที่ก้าวขึ้นสู่ขั้นศีลต่อไป เมื่ออยู่ขั้นศีลแล้ว ก็ควรภาวนา จะทำพร้อมๆ กันเลยก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องบำเพ็ญทีละขั้น ถ้ามีทานแล้วพร้อมที่จะรักษาศีลก็ทำไปเลย
ศีล ๕ ศีล ๘ ก็รักษาไป ถ้ารักษาศีล ๘ ได้ ก็ช่วยการภาวนาให้ไปได้สะดวกขึ้น ระหว่างศีล ๕ กับศีล ๘ จะต่างกัน ถ้ามีศีล ๘ จะภาวนาได้ดีกว่าเพราะช่วยเสริมความสงบได้มากกว่า เมื่อได้ความสงบแล้วก็ต้องเจริญปัญญา พิจารณาไตรลักษณ์ ขันธ์ ๕ พิจารณารูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นว่าเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ไม่มีตัวไม่มีตน เราคิดว่าร่างกายเป็นเรา ความคิดเป็นเรา เวทนาเป็นเรา
แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่น ร่างกายก็เกิดขึ้นจากการรวมตัวของดิน น้ำ ลม ไฟ เวทนาก็เกิดขึ้นจากการสัมผัสของร่างกาย เรียกว่ากายเวทนา ส่วนจิตเวทนาก็เกิดจากความคิดปรุงแต่ง ถ้าคิดไปในทางกิเลสก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา ถ้าคิดไปในทางธรรมะก็เกิดความสงบ เกิดความสุขขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เมื่อพิจารณาไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเข้าใจ จะรู้จักวิธีปฏิบัติ แล้วก็ปล่อยวาง
พอเข้าใจแล้วก็ปล่อยวาง ไม่มีปัญหาอะไรกับเขาอีก ต่อไปเขาจะเป็นอย่างไร ก็รู้เท่าทันหมดแล้ว ไม่ได้ไปหวังอะไรจากเขา เหมือนกับเวลา เกี่ยวข้องกับใครสักคนนี้ เราก็รู้ทันหมดแล้วว่ามีอยู่ ๒ ทาง จะอยู่หรือจะแยกกัน เมื่อรู้แล้วก็พร้อมที่จะรับทั้ง ๒ ทาง จะไปก็ไป จะอยู่ก็อยู่ ใจไม่วุ่นวาย ใจสงบ แต่ถ้าไม่ยอมรับความจริงนี้ จะเอาทางเดียว คือต้องอยู่กับเราไปตลอด หนีจากเราไปไม่ได้ พอเกิดมีความรู้สึกว่า เขาจะจากไปก็จะต้องวุ่นวายใจ
จึงต้องเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติแล้วต้องรับให้ได้ เช่น เวทนาก็มีอยู่ ๓ ชนิดมีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็วนกันไป เวียนกันมาอย่างนี้ จะเป็นอย่างไรก็รับได้ ไม่ต้องวิ่งเข้าหาหรือขับไล่ไสส่ง เวลามีความสุขก็อย่าไปอยากให้อยู่ไปนานๆ เวลามีความทุกข์ก็อย่าไปอยากให้หายไป ถ้ายังอยู่ก็อยู่ไป รู้ว่าเดี๋ยวก็หายไปเอง กำหนดรู้ไป ตามความเป็นจริง ตอนนี้สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ แต่ใจไม่ต้องไปเกิดความ
อยากอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือวิธีปฏิบัติ.
คัดลอกจากหนังสือ
ทวนกระแส หน้า๓๐-๓๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
โฆษณา