5 ก.ย. เวลา 21:10 • ปรัชญา

watthakhanun

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อเช้านี้ กระผม/อาตมภาพเดินทางไปยังวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีงานอบรมสัมมนาเจ้าสำนักศาสนศึกษาประจำจังหวัดแผนกธรรม ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง
แต่ว่าที่ไปจริง ๆ นั้นก็คือนำเอาปัจจัย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปถวาย "พระเดชพระคุณพระราชวชิรโมลี" (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ. ๗) เจ้าคณะภาค ๑๔ เพื่อเอาไว้ใช้ในสำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๔ เรื่องของงานคณะสงฆ์นั้น ถ้าหากว่าขาดงบประมาณเมื่อไร ก็แปลว่างานสะดุดเมื่อนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ส่วนไหนที่พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันไป
แต่ว่าทำให้มีโอกาสได้กราบ "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก" (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) วัดสามพระยา วรวิหาร รองประธานแม่กองธรรมสนามหลวง แล้วก็ "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์" (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร แม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งมาทีหลัง ด้วยความที่นอกจากท่านจะเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีบารมีในวงการสงฆ์มาก โดยเฉพาะ
"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" นั้น ท่านเป็นธรรมยุติกนิกาย ก็เลยทำให้หาคนคุยไม่ได้ เจอหน้าหลวงพ่อวัดท่าขนุน ก็เป็นอันว่าล็อกตัวไว้ไม่ให้ไปไหน..!
เรื่องของพระผู้ใหญ่นั้น กระผม/อาตมภาพเคยเจอมาตั้งแต่สมัยที่ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก"ท่านยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช เดินทางมางานศพ "หลวงปู่มหาอำพัน" - พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ
บุญ-หลง) ที่วัดเทพศิรินทราวาส
แต่คราวนี้ศาลากลางน้ำเมื่อเดินมาแล้ว ก็จะต้องมีขั้นอยู่ตรงก่อนขึ้นศาลานิดหนึ่ง แล้ว "สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙" ของเรา ท่านกำลังน้อย เดินลากเท้า มีโอกาสสะดุดแน่นอน แล้วก็ไม่เห็นมีใครที่จะไปเดินนำหรือไปเตือนท่านเลย..!
กระผม/อาตมภาพที่อยู่ท้ายแถวก็ต้องปราดขึ้นหน้าไป กราบเรียนท่านว่า "พระเดชพระคุณครับ ต้องยกเท้าขึ้นหน่อยหนึ่ง เพราะว่าเป็นขั้นขอรับ" ท่านก็เมตตาจับแขน พยุงตัวเอง แล้วก็ยกเท้าก้าวขึ้นไป เอ่ยขอบใจให้ด้วย แล้วก็มีเสียงบ่นจากข้างหลังมาว่า "พระรูปนั้นเป็นใคร ? มาจากไหน ? ทำไมไม่เกรงสมเด็จท่านเลย ?" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่คิดว่า คนที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาแล้ว คงไม่ต้องกลัวกองไฟกระมัง..!?
เรื่องพวกนี้ก็เลยกลายเป็นอะไรที่ติดตัวมา ก็คือมีนิสัยที่ไม่กลัวพระผู้ใหญ่ เนื่องเพราะถือว่าไม่ได้ทำผิด แม้กระทั่ง "ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์" (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ. ๙) วัดชนะสงคราม ราชวรมหาวิหาร ที่คนกลัวท่านเป็นหนักหนา ก็ไปถกเถียงงัดข้อกับท่านมาหลายยก จนกระทั่งท้ายที่สุดท่านชอบใจ จึงสอนวิธีดูวัตถุมงคลให้..!
การที่เราจะมีกำลังใจมั่นคง ต้องประกอบไปด้วยเวสารัชชกรณธรรม ก็คือหลักธรรมที่ทำให้กล้า ซึ่งข้อที่สำคัญก็คือศีล ท่านทั้งหลายที่ศึกษานักธรรมมาแล้วก็จะรู้ว่า ถ้าเรามีศีลมั่นคง จะมีความมั่นใจ ไม่เกิดวิปฏิสาร คือความเดือดเนื้อร้อนใจว่าเรามีศีลไม่เสมอคนอื่นเขา
ดังนั้น..ในส่วนของความกล้า นอกจากมีศีลแล้ว สมาธิยังต้องทรงตัวด้วย ถ้าหากว่าสมาธิของเราทรงตัว ไปที่ไหนก็ไม่หวั่นไหวกับอะไรยกเว้นว่าไปเผลอสมาธิหลุด..!
แต่ทุกท่านก็เห็นแล้วว่า กระผม/อาตมภาพนั้นสมาธิหลุดยากเต็มที มีอะไรตึงตังโครมครามมากะทันหันรอบด้านก็เฉย ๆ เนื่องเพราะว่าถ้าสภาพจิตทรงตัว ไม่ได้ส่ง
ออกไปไหน ถึงเวลาอะไรเกิดขึ้นก็แค่รับรู้เท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเราเผลอสติ ส่งจิตออกไปด้านนอก ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น จิตต้องวิ่งกลับมาด้วยความรวดเร็วเพื่อรับรู้เรื่องพวกนั้น การที่จิตกลับคืนมาเร็วมากเกินไป คืออาการที่คนทั่ว ๆ ไปเขาเรียกว่าตกใจ..!
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๙
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. วัดท่าขนุน
โฆษณา