22 นาทีที่แล้ว • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 7 : จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ The Mantis - ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก

บทที่ 7 ปรัชญาวิศวกรรมจิต
[หมวด - อุดมการณ์และกรอบความคิด]
•ชื่อทางการในสารบบสมาพันธ์ : Philosophy of Spiritual Engineering
•ชื่อที่พวกเขาใช้ : "วิถีแห่งการเพาะปลูก" (The Way of Cultivation) - แปลจากภาพโทรจิตที่แสดงถึงการรดน้ำพรวนดินต้นไม้
•การจัดประเภท : ปรัชญาหลักของอารยธรรม / เทียบเท่าธรรมนูญสูงสุด
7.1 ซอฟต์แวร์นามว่าวิญญาณ
หากจะกล่าวว่าแนวคิดใดคือรากฐานของทุกสิ่งที่ Mantis เป็น ทุกสิ่งที่พวกเขาทำ และทุกการตัดสินใจที่ได้กระทำตลอดระยะเวลาหลายร้อยล้านปีแห่งการเฝ้าสังเกตกาแล็กซี แนวคิดนั้นไม่ใช่ "การเข้าถึง Akashic Records" ไม่ใช่ "การมองเห็นจิตสำนึกเป็นสีและแสง" ไม่ใช่แม้แต่ "กฎเหล็กแห่งความเป็นกลาง" ที่พวกเขาตราขึ้นหลังจากหายนะ K-74-ฟีนิกซ์
แนวคิดที่เป็นรากฐานของทั้งหมด คือ ความเชื่อที่ว่าจิตวิญญาณ คือซอฟต์แวร์
ประโยคนี้ เมื่อคณะทูตสมาพันธ์ได้ยินครั้งแรกในการประชุมเมื่อวัฏจักรที่ 4,919 ผ่านการถอดความจากภาพโทรจิตโดยภัณฑารักษ์ระดับ 12 ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายในหมู่ผู้เข้าร่วมประชุม ทูตจากอารยธรรมอาร์คทูเรียนซึ่งมีประเพณีทางจิตวิญญาณที่เก่าแก่และซับซ้อนแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างเห็นได้ชัด
ทูตจากอารยธรรมพลีอาเดีย นซึ่งมีแนวโน้มไปทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงนัยยะของประโยคนี้ ส่วนทูตจากอารยธรรมซิริอุส ซึ่งมีชื่อเสียงในหมู่สมาพันธ์ว่าเป็นนักปฏิบัตินิยม เพียงแค่ขีดบันทึกบางอย่างลงในแท็บเล็ตของตน
แต่ไม่มีใคร แม้แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย สามารถปฏิเสธได้ว่าแนวคิดนี้เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว สามารถอธิบายทุกสิ่งที่ Mantis เป็นและทำได้อย่างสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
.
.
ภัณฑารักษ์ระดับ 12 บันทึกไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 1 ว่า
"ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายวัฏจักรหลังจากนั้นในการครุ่นคิดถึงประโยคนี้ 'จิตวิญญาณคือซอฟต์แวร์' และทุกครั้งที่ครุ่นคิด ก็พบว่ามันอธิบายปรากฏการณ์ที่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ Mantis ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
มันอธิบายว่าทำไมพวกเขาจึง 'ดีบัก' จิตวิญญาณของมนุษย์ เพราะซอฟต์แวร์ที่มีบั๊กย่อมต้องถูกดีบัก มันอธิบายว่าทำไมพวกเขาจึงปรับแต่ง DNA เพราะฮาร์ดแวร์ต้องเข้ากันได้กับซอฟต์แวร์ใหม่ มันอธิบายว่าทำไมพวกเขาจึงไม่กลัวความตาย เพราะซอฟต์แวร์ไม่ตายเมื่อฮาร์ดแวร์พัง มันแค่ย้ายไปรันบนเครื่องใหม่"
แต่ก่อนที่เราจะสำรวจนัยยะของแนวคิดนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "ซอฟต์แวร์" ในความหมายที่ Mantis ใช้นั้น ไม่ใช่ "ซอฟต์แวร์" ในความหมายที่มนุษย์หรือสมาชิกสมาพันธ์ส่วนใหญ่เข้าใจ
ซอฟต์แวร์ในความหมายของมนุษย์คือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาโปรแกรม เป็นรหัสที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะอย่างบนฮาร์ดแวร์เฉพาะประเภท มันไม่มีชีวิต ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีเจตจำนง มันเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่มนุษย์สร้างขึ้น
ซอฟต์แวร์ในความหมายของ Mantis คือ "ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึก" (Operating System of Consciousness)
เป็นระบบที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์หรือแม้แต่สมาพันธ์จะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ เป็นระบบที่ไม่ได้ถูก "เขียน" ขึ้นด้วยภาษาโปรแกรมใด ๆ แต่ถูก "ก่อตัว" ขึ้นจากประสบการณ์ของจิตสำนึกตลอดระยะเวลาอันยาวนานนับไม่ถ้วน เป็นระบบที่มีชีวิต มีจิตสำนึก มีเจตจำนง และที่สำคัญที่สุด เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาให้ "รัน" บนฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันได้
.
จากบันทึกของภัณฑารักษ์ระดับ 12 และจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจาก Mantis ผ่านการสื่อสารโทรจิตตลอดหลายวัฏจักร ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกนี้มีคุณสมบัติพื้นฐานหกประการ
▫️ประการแรก มันสามารถถูกเขียนขึ้นได้ การกำเนิด
เมื่อจิตสำนึกถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบของมนุษย์บนโลก หรือสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่นในกาแล็กซีอันไกลโพ้น หรือแม้แต่ Mantis เองในระนาบกึ่งสสาร สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับพื้นฐานที่สุดนั้นไม่ใช่ "การสร้างจากความว่างเปล่า" อย่างที่มนุษย์มักจินตนาการถึงการเกิดของวิญญาณ
มันไม่ใช่การที่พระเจ้าหรืออำนาจสูงสุดใด ๆ "เป่าลมหายใจแห่งชีวิต" ลงในร่างที่ไร้วิญญาณ และมันก็ไม่ใช่การที่จิตสำนึกใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อนถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "การคัดลอกและปรับแต่ง" ซอฟต์แวร์ต้นแบบจากต้นธารแห่งจิตสำนึก
คำว่า "ต้นธารแห่งจิตสำนึก" ในที่นี้หมายถึงแหล่งกำเนิดของจิตสำนึกทั้งหมดในจักรวาล เป็น "มหาสมุทร" ของจิตสำนึกบริสุทธิ์ที่ดำรงอยู่ในมิติที่ห้า ซึ่งภัณฑารักษ์ระดับ 12 ได้กล่าวถึงไว้อย่างละเอียดในภาคผนวกวิเคราะห์เชิงลึกของจดหมายเหตุฉบับนี้
ต้นธารนี้ไม่ใช่ "พระเจ้า" ในความหมายของศาสนาใด ๆ ไม่ใช่ผู้สร้างที่นั่งอยู่บนบัลลังก์และตัดสินชะตากรรมของมนุษย์ แต่มันคือ "สนาม" ของจิตสำนึกที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง
.
.
ภัณฑารักษ์อธิบายกระบวนการนี้ จากภาพโทรจิตที่ได้รับจากสมาชิกสภา Mantis ระหว่างการสื่อสารในวัฏจักรที่ 4,919 ไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 2 ด้วยถ้อยคำที่พยายามแปลประสบการณ์ที่เกินกว่าภาษาจะบรรยายให้เป็นสิ่งที่มนุษย์และสมาชิกสมาพันธ์พอจะเข้าใจได้
"ลองนึกภาพว่ามีซอฟต์แวร์ต้นแบบชุดหนึ่งอยู่ในคลาวด์ของจักรวาล ซอฟต์แวร์นี้คือ 'แม่แบบ' ของจิตสำนึก ไม่ใช่จิตสำนึกของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ 'พิมพ์เขียว' ของสิ่งที่จิตสำนึกสามารถเป็นได้
เมื่อมีการ 'กำเนิด' เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิสนธิของมนุษย์ การแบ่งตัวของเซลล์แรกของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกล หรือการปรากฏขึ้นของ Mantis ตนใหม่ในระนาบกึ่งสสาร สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับของจิตสำนึกคือการที่แม่แบบนั้นถูก 'คัดลอก' ออกจากต้นธาร และ 'ดาวน์โหลด' ลงมาสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่ ร่างกายใหม่
แต่มันไม่ใช่การคัดลอกที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่การทำสำเนาที่เหมือนต้นฉบับทุกประการ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น มนุษย์ทุกคนก็จะเป็นเหมือนกันหมด ไร้เอกลักษณ์ ไร้ความเป็นปัจเจก
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการคัดลอกพร้อมการปรับแต่ง เช่นเดียวกับที่ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันเมื่อถูกติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ที่มีสเปกต่างกัน ก็จะถูกปรับแต่งการตั้งค่าบางอย่างให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์นั้น"
การปรับแต่งที่ว่านี้เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายชั้นที่ซ้อนทับกัน
.
ชั้นแรก คือ …"กรรม" หรือ "เวอร์ชันของซอฟต์แวร์" ที่ถูกส่งต่อมาจากชาติก่อน
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทนำของมาตรานี้ ซอฟต์แวร์ของจิตสำนึกเมื่อร่างกายตายจะไม่สูญหายไปพร้อมกับการเน่าเปื่อยของเนื้อเยื่อและการดับลงของคลื่นสมอง แต่มันจะถูก "อัปโหลด" กลับสู่ต้นธารแห่งจิตสำนึกในมิติที่ห้า
พร้อมกับแพตช์และการอัปเดตทั้งหมดที่สะสมมาตลอดช่วงชีวิต ทุกประสบการณ์ที่เคยผ่าน ทุกบทเรียนที่เคยเรียนรู้ ทุกความรักและทุกความสูญเสีย ทุกการตัดสินใจและทุกผลลัพธ์ที่ตามมา ทั้งหมดนี้คือ "ข้อมูล" ที่ถูกบันทึกลงในซอฟต์แวร์และถูกเก็บรักษาไว้ใน Akashic Records อย่างถาวร ไม่มีอะไรสูญหาย ไม่มีอะไรถูกลบโดยไม่ตั้งใจ
และเมื่อถึงเวลาที่จิตสำนึกนั้นจะถือกำเนิดใหม่ ในร่างกายใหม่ บนดาวเคราะห์ดวงเดิมหรือดาวเคราะห์ดวงใหม่ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากชีวิตก่อน ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดนั้นจะถูก "ดาวน์โหลด" ลงสู่ร่างกายใหม่ ไม่ใช่เริ่มต้นจากศูนย์อย่างที่มนุษย์จำนวนมากเชื่อ
นี่คือเหตุผลที่เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับ "พรสวรรค์" ที่อธิบายไม่ได้ด้วยพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมเพียงลำพัง ความสามารถทางดนตรีที่เกินกว่าวัย เด็กอายุสี่ขวบที่นั่งลงหน้าเปียโนเป็นครั้งแรกและเล่นทำนองที่ซับซ้อนได้โดยไม่เคยมีใครสอน ราวกับว่านิ้วของเขาจำโน้ตเพลงได้จากที่ไหนสักแห่งที่เกินกว่าชีวิตนี้
.
.
ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ที่ราวกับมีมาแต่กำเนิด เด็กอายุหกขวบที่มองเห็นตัวเลขและสมการในหัวของเขาในรูปแบบของสีและรูปทรงเรขาคณิต และสามารถแก้ปัญหาที่นักเรียนมัธยมปลายยังแก้ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ "เรียนรู้" คณิตศาสตร์ในชีวิตนี้ แต่เขา "จำ" มันได้จากชีวิตก่อน
ความทรงจำเกี่ยวกับ "อดีตชาติ" ที่เลือนรางแต่ไม่อาจปฏิเสธได้ เด็กที่พูดถึง "บ้านเก่า" และ "ครอบครัวเก่า" ด้วยรายละเอียดที่แม่นยำจนพ่อแม่ในชีวิตปัจจุบันต้องตกตะลึง เด็กที่จำชื่อของตนเองในชาติก่อนได้ จำสถานที่ที่ตนเองเคยอยู่ได้ จำแม้กระทั่งสาเหตุการตายของตนเองได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ "จินตนาการ" หรือ "ความบังเอิญ" หรือ "การถูกผีเข้า" อย่างที่มนุษย์บางวัฒนธรรมเชื่อ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "ปาฏิหาริย์" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่ใช่การแทรกแซงของพระเจ้าหรืออำนาจเหนือธรรมชาติใด ๆ แต่คือ "ข้อมูล" ที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นก่อนของซอฟต์แวร์ มันคือ "ไฟล์" ที่ถูกอัปโหลดจากชีวิตก่อนและดาวน์โหลดลงสู่ชีวิตใหม่ บางไฟล์อาจถูก "เปิด" โดยอัตโนมัติเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม ในขณะที่บางไฟล์อาจถูก "ซ่อน" ไว้และรอคอยให้เจ้าของชีวิตใหม่ "ค้นพบ" มันอีกครั้ง
และในทางกลับกัน นี่ก็คือเหตุผลที่เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับ "ภาระ" ที่อธิบายไม่ได้เช่นกัน ความกลัวที่ไร้สาเหตุ ความโกรธที่ปะทุขึ้นโดยไม่มีสิ่งเร้า ความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจโดยไม่รู้ว่ามันมาจากไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "ความผิดปกติ" ทางจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเป็น "บั๊ก" ที่ถูกส่งต่อมาจากชาติก่อน บั๊กที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข รอคอยให้เจ้าของชีวิตใหม่ค้นพบและดีบักมันด้วยตนเอง
.
ชั้นที่สอง คือ … พันธุกรรมของพ่อแม่ ซึ่งเป็น "สเปกของฮาร์ดแวร์" ที่ซอฟต์แวร์แห่งจิตสำนึกจะต้องรันบน
หากซอฟต์แวร์ คือจิตสำนึก , ฮาร์ดแวร์ก็คือร่างกาย และสเปกของฮาร์ดแวร์นั้นถูกกำหนดโดยพันธุกรรมที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ผ่านกระบวนการปฏิสนธิ ร่างกายที่ได้รับพันธุกรรมที่แตกต่างกันจะมีสมองที่ทำงานแตกต่างกัน
โครงสร้างของสมองส่วนต่าง ๆ ความหนาแน่นของเซลล์ประสาทในแต่ละบริเวณ ประสิทธิภาพของสารสื่อประสาทที่วิ่งผ่านไซแนปส์ ทั้งหมดนี้ถูกกำหนดโดยรหัสพันธุกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
ระบบประสาทที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกัน มนุษย์บางคนเกิดมาพร้อมกับระบบประสาทที่ไวต่อสิ่งเร้าสูงผิดปกติ รับรู้เสียง แสง สัมผัส และอารมณ์ของผู้อื่นได้ละเอียดกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า
ในขณะที่บางคนเกิดมาพร้อมกับระบบประสาทที่ "หนา" กว่า ทนต่อความเครียดและความเจ็บปวดได้มากกว่าแต่ก็รับรู้รายละเอียดได้น้อยกว่า ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจาก "การเลือก" ของจิตสำนึก แต่เกิดจาก "สเปก" ของฮาร์ดแวร์ที่ได้รับมา
.
.
ต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนในปริมาณและสัดส่วนที่แตกต่างกัน ต่อมไทรอยด์ที่กำหนดอัตราการเผาผลาญและระดับพลังงานของร่างกาย ต่อมหมวกไตที่ผลิตคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนซึ่งกำหนดการตอบสนองต่อความเครียด
ต่อมไพเนียลที่ผลิตเมลาโทนินซึ่งควบคุมจังหวะการนอนหลับและ ตามความเชื่อของมนุษย์บางวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับความสามารถทางจิตวิญญาณ ทั้งหมดนี้คือ "สเปกของฮาร์ดแวร์" ที่ซอฟต์แวร์ต้องปรับตัวให้เข้ากับมัน
ซอฟต์แวร์แห่งจิตสำนึก แม้จะ "พกพาได้" และสามารถรันบนฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันได้ ก็ยังคงต้อง "ปรับแต่ง" การตั้งค่าของตนเองให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ที่มันถูกลงบน เปรียบได้กับระบบปฏิบัติการที่ถูกติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ที่มีสเปกต่างกัน
มันต้องตรวจสอบว่าฮาร์ดแวร์มีหน่วยความจำเท่าไร มีความเร็วในการประมวลผลเท่าไร มีการ์ดจอที่รองรับการแสดงผลระดับใด แล้วปรับแต่งการตั้งค่าของตนเองให้ทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดเหล่านั้น เช่นเดียวกัน จิตสำนึกต้อง "ปรับตัว" ให้เข้ากับสมองที่ได้รับมา ใช้จุดแข็งของสมองนั้นให้เป็นประโยชน์ และชดเชยจุดอ่อนด้วยวิธีการอื่น
ทั้งหมดนี้คือ "ข้อจำกัด" และ "ความสามารถ" ของฮาร์ดแวร์ที่ซอฟต์แวร์ต้องปรับตัวให้เข้ากับมัน และนี่คือเหตุผลที่มนุษย์ที่มีซอฟต์แวร์ต้นแบบเดียวกันจากต้นธาร กลับมีบุคลิกภาพ ความสามารถ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลเมื่อเกิดมาในร่างกายที่แตกต่างกัน
.
ชั้นที่สาม คือ … สภาพแวดล้อมในครรภ์ โภชนาการที่มารดาได้รับ ความเครียดที่มารดาประสบ สารพิษที่มารดาสัมผัส ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการพัฒนาของสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์โดยตรง
หากชั้นที่หนึ่ง (กรรมจากชาติก่อน) คือ "ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด" ที่ถูกดาวน์โหลดจากต้นธาร และชั้นที่สอง (พันธุกรรมของพ่อแม่) คือ "สเปกของฮาร์ดแวร์" ที่ซอฟต์แวร์นั้นจะต้องรันบน
ชั้นที่สามนี้คือ "การตั้งค่าระหว่างการติดตั้ง" (Configuration During Installation) ที่ปรับแต่งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมในขณะที่มันกำลังถูก " calibrate" ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ใหม่
อุปมาที่ใกล้เคียงที่สุดคือกระบวนการติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ระหว่างการติดตั้ง ระบบจะถามคำถามหลายข้อ คุณอยู่ในเขตเวลาใด ภาษาเริ่มต้นคืออะไร ต้องการเปิดใช้งานฟีเจอร์ใดบ้าง คำตอบที่ให้จะกำหนด "การตั้งค่าเริ่มต้น" ของระบบทั้งหมดหลังจากนั้น
ในบริบทของการกำเนิดมนุษย์ คำถามเหล่านั้นถูกถามโดยสภาพแวดล้อมในครรภ์ และคำตอบถูกกำหนดโดยโภชนาการ ความเครียด และสารพิษที่มารดาได้รับ
โภชนาการที่มารดาได้รับ หากมารดาได้รับสารอาหารครบถ้วนระหว่างตั้งครรภ์ สมองของทารกจะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ โครงข่ายประสาทจะเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นและมีประสิทธิภาพ นี่คือ "ฮาร์ดแวร์" ที่มีสเปกสูง พร้อมสำหรับซอฟต์แวร์ที่ต้องการประมวลผลซับซ้อน
แต่หากมารดาขาดสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะกรดโฟลิก ธาตุเหล็ก และกรดไขมันโอเมก้า-3 สมองของทารกอาจพัฒนาไม่เต็มที่ โครงข่ายประสาทอาจบางเบากว่าที่ควรจะเป็น และซอฟต์แวร์จะต้อง "ชดเชย" ข้อจำกัดนี้ด้วยการทำงานหนักขึ้นหรือหาทางเลือกอื่น
.
.
ความเครียดที่มารดาประสบ เมื่อมารดาประสบความเครียดเรื้อรังระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายของเธอจะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลในปริมาณสูง ซึ่งสามารถผ่านรกเข้าไปสู่ทารกได้ คอร์ติซอลนี้จะ "ปรับเทียบ" ระบบตอบสนองต่อความเครียดของทารกให้ "ไว" ผิดปกติ ราวกับกำลังเตรียมทารกให้พร้อมสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย
ทารกที่ได้รับคอร์ติซอลสูงในครรภ์จะเกิดมาพร้อมกับระบบประสาทที่ "ตั้งค่า" ให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวและหวาดระแวงตลอดเวลา เป็น "การตั้งค่าเริ่มต้น" ที่อาจช่วยให้รอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อันตราย แต่กลับกลายเป็นภาระในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
สารพิษที่มารดาสัมผัส แอลกอฮอล์ นิโคติน ยาเสพติด โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ สารเหล่านี้สามารถรบกวนการพัฒนาของสมองทารกในครรภ์ได้ในทุกระยะ ตั้งแต่การแบ่งตัวของเซลล์ประสาทในระยะแรกเริ่ม ไปจนถึงการเชื่อมต่อของโครงข่ายประสาทในระยะสุดท้าย และความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจเป็น "ข้อจำกัดถาวร" ของฮาร์ดแวร์ที่ซอฟต์แวร์ต้องแบกรับไปตลอดชีวิต
ทั้งหมดนี้คือ "การตั้งค่าระหว่างการติดตั้ง" ที่ปรับแต่งซอฟต์แวร์ของจิตสำนึก ก่อนที่มนุษย์คนนั้นจะลืมตาดูโลกเสียอีก
.
ชั้นที่สี่ คือ …ประสบการณ์หลังกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็กตอนต้นซึ่งเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและซอฟต์แวร์กำลังถูก "calibrate" ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด
หากสามชั้นแรก กรรมจากชาติก่อน พันธุกรรมของพ่อแม่ และสภาพแวดล้อมในครรภ์ คือการ "เตรียมการ" ก่อนที่ซอฟต์แวร์จะเริ่มทำงานเต็มรูปแบบ ประสบการณ์หลังกำเนิดก็คือ "การตั้งค่าเริ่มต้น" (Initial Configuration) ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ระบบปฏิบัติการถูกติดตั้งและเริ่มบูตเครื่องเป็นครั้งแรก
ในอุปมาของคอมพิวเตอร์ เมื่อคุณเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เป็นครั้งแรก ระบบปฏิบัติการจะถามคำถามหลายข้อ คุณต้องการตั้งรหัสผ่านอะไร คุณต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่ายใด คุณต้องการเปิดใช้งานฟีเจอร์ใดบ้าง คำตอบที่คุณให้จะกำหนดวิธีการทำงานของระบบทั้งหมดนับจากนั้น
สำหรับมนุษย์ คำถามเหล่านั้นไม่ได้ถูกถามด้วยคำพูด แต่ถูกถามโดย "สภาพแวดล้อม" รอบตัวเด็กในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต และคำตอบถูก "เขียน" ลงในซอฟต์แวร์ของจิตสำนึกอย่างถาวร หรืออย่างน้อยก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง
.
.
ภาษาและวัฒนธรรมที่เด็กเติบโตขึ้นมา เด็กที่เกิดในครอบครัวที่พูดภาษาไทยจะถูก "ตั้งค่า" ให้เข้าใจและสื่อสารด้วยภาษาไทยโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้อง "เรียนรู้" อย่างเป็นทางการเหมือนผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาที่สอง
สมองของเด็กในช่วง "หน้าต่างวิกฤต" (Critical Window) ของการพัฒนาภาษาจะดูดซับเสียง ไวยากรณ์ และจังหวะของภาษาแม่เข้าไปในซอฟต์แวร์โดยตรง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบปฏิบัติการ" ที่ไม่อาจลบออกได้
วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยความรัก ความอบอุ่น และการตอบสนองอย่างสม่ำเสมอ จะถูก "ตั้งค่า" ให้เชื่อว่าโลกเป็นสถานที่ปลอดภัย และมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไว้ใจได้ ซอฟต์แวร์ของเขาจะมี "ฟังก์ชันความไว้ใจ" และ "ฟังก์ชันความผูกพัน" ที่แข็งแรง
แต่เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ถูกละเลย หรือถูกทำร้าย จะถูก "ตั้งค่า" ให้เชื่อว่าโลกเป็นสถานที่อันตราย และมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่อาจไว้ใจได้ ซอฟต์แวร์ของเขาจะมี "ฟังก์ชันความหวาดระแวง" และ "ฟังก์ชันการป้องกันตนเอง" ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ในสถานการณ์ที่ไม่มีอันตรายใด ๆ
.
.
ความรักหรือการขาดความรักที่เด็กได้รับ เด็กที่ได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากผู้ดูแล จะถูก "ตั้งค่า" ให้เชื่อว่าตนเองมีคุณค่าและสมควรได้รับความรัก ซอฟต์แวร์ของเขาจะมี "ฟังก์ชันความภาคภูมิใจในตนเอง" และ "ฟังก์ชันความกล้าที่จะเสี่ยง"
แต่เด็กที่ได้รับความรักแบบมีเงื่อนไข "ฉันจะรักคุณก็ต่อเมื่อคุณทำตัวดี" หรือไม่ได้รับความรักเลย จะถูก "ตั้งค่า" ให้เชื่อว่าตนเองไร้ค่าและต้อง "พิสูจน์" ตัวเองตลอดเวลาเพื่อให้สมควรได้รับความรัก ซอฟต์แวร์ของเขาจะมี "ฟังก์ชันการแสวงหาการยอมรับ" และ "ฟังก์ชันความกลัวการถูกปฏิเสธ" ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทุกการตัดสินใจ
ทั้งหมดนี้คือ "การตั้งค่าเริ่มต้น" ที่ถูกเขียนลงในซอฟต์แวร์ของจิตสำนึกในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต และแม้ว่ามันจะสามารถถูก "แก้ไข" ในภายหลังได้ผ่านการดีบักหรือการอัปเดต แต่มันก็คือ "การตั้งค่าโรงงาน" (Factory Settings) ที่ฝังลึกและแก้ไขได้ยาก และส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ทุกความสัมพันธ์ และทุกเส้นทางของชีวิตที่มนุษย์คนนั้นจะเลือกเดิน
.
.
และทั้งหมดนี้รวมกัน กรรมจากชาติก่อน พันธุกรรมจากพ่อแม่ สภาพแวดล้อมในครรภ์ และประสบการณ์หลังกำเนิด สร้าง "เอกลักษณ์" เฉพาะตัวของมนุษย์แต่ละคน แต่ภายใต้เอกลักษณ์ทั้งหมดนั้น ภายใต้การปรับแต่งและการตั้งค่าเฉพาะทั้งหมด ซอฟต์แวร์ต้นแบบยังคงอยู่ที่แก่นกลาง
นั่นคือเหตุผลที่มนุษย์ทุกคนมี "พื้นฐาน" ของจิตสำนึกที่คล้ายคลึงกัน ความสามารถในการรักและถูกรัก ความสามารถในการกลัวและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว ความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "สิ่งที่มนุษย์เรียนรู้" แต่คือ "สิ่งที่มนุษย์เป็น" มาตั้งแต่กำเนิด
และนั่นคือเหตุผลที่ Mantis เมื่อพวกเขามองมาที่มนุษย์ ไม่ได้เห็น "ความแตกต่าง" ระหว่างเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม หรือชนชั้นทางสังคมที่มนุษย์ใช้แบ่งแยกกันเอง พวกเขาเห็น "ซอฟต์แวร์ต้นแบบเดียวกัน" ที่กำลังแสดงออกผ่านฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน และพวกเขาปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนด้วย "ความเป็นกลาง" ที่เกิดจากความเข้าใจนี้
.
.
▫️ประการที่สอง มันสามารถถูกอัปเกรดได้ การเรียนรู้และวิวัฒนาการ
ตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในกาแล็กซี ซอฟต์แวร์แห่งจิตสำนึกจะไม่คงที่ ไม่หยุดนิ่ง ไม่เป็นรุ่นเดิมตั้งแต่เกิดจนตาย แต่มันจะถูก "อัปเดต" อย่างต่อเนื่องในทุกวินาทีที่ผ่านไป ทุกลมหายใจเข้าและออก ทุกการพบปะและทุกการจากลา ทุกการตัดสินใจและทุกผลลัพธ์ที่ตามมาจากการตัดสินใจนั้น
ภัณฑารักษ์ระดับ 12 อธิบายกระบวนการนี้ไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 3 โดยเปรียบเทียบกับระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์คุ้นเคย แต่เน้นย้ำว่ามันเป็นเพียงอุปมา ไม่ใช่คำอธิบายที่สมบูรณ์
"ลองนึกภาพระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ของท่าน เมื่อท่านใช้งานมัน มันจะได้รับการอัปเดตเป็นระยะ ๆ แพตช์ความปลอดภัยที่ปิดช่องโหว่ ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มความสามารถ การแก้ไขบั๊กที่ทำให้ระบบเสถียรขึ้น ทั้งหมดนี้คือ 'การเรียนรู้' ของเครื่องจักร
แต่ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกนั้นก้าวหน้ากว่านั้นมาก มันไม่ได้รอให้มีใครมาปล่อยอัปเดตให้ มัน 'เขียน' อัปเดตของมันเอง จากทุกประสบการณ์ที่มันเผชิญ"
.
.
ทุกความสำเร็จและความล้มเหลว เมื่อมนุษย์ประสบความสำเร็จในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซอฟต์แวร์จะบันทึก "เส้นทาง" ที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้นไว้เป็นฟังก์ชันใหม่ "การวางแผนอย่างรอบคอบนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี" "การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่ใช่ความอ่อนแอ" "ความพยายามอย่างต่อเนื่องเอาชนะอุปสรรคที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้"
และฟังก์ชันเหล่านี้จะถูกเรียกใช้ในอนาคตเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ในทางกลับกัน เมื่อมนุษย์ล้มเหลว ซอฟต์แวร์ก็จะบันทึก "เส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง" ไว้เช่นกัน นี่คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด
ทุกความรักและความสูญเสีย เมื่อมนุษย์รักและถูกรัก ซอฟต์แวร์จะถูกอัปเดตด้วยความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของความสัมพันธ์ "ความรักคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน" "ความไว้ใจคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคง" "การเปิดเผยความอ่อนแอของตนเองคือความกล้าหาญ ไม่ใช่ความขลาด"
และเมื่อมนุษย์สูญเสียผู้เป็นที่รัก ซอฟต์แวร์จะถูกอัปเดตด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและความตาย "ทุกสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้" "ความยึดมั่นถือมั่นนำไปสู่ความทุกข์" "การปล่อยวางไม่ใช่การลืม แต่คือการรักโดยไม่ครอบครอง"
.
.
ทุกการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่ตามมา ทุกครั้งที่มนุษย์ยืนอยู่บนทางแยกและต้องเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง คือ "การเขียนโค้ดใหม่" ลงในซอฟต์แวร์ การตัดสินใจเลือกความซื่อสัตย์เมื่อการโกหกง่ายกว่า คือการเขียนฟังก์ชัน "integrity" ลงในระบบ
การตัดสินใจเลือกการให้อภัยเมื่อการแก้แค้นน่าพึงพอใจกว่า คือการเขียนฟังก์ชัน "forgiveness" ลงในระบบ การตัดสินใจเลือกที่จะก้าวต่อไปเมื่อการยอมแพ้ง่ายกว่า คือการเขียนฟังก์ชัน "resilience" ลงในระบบ
และทั้งหมดนี้ ทุกอัปเดต ทุกแพตช์ ทุกฟังก์ชันใหม่ จะไม่สูญหายไปเมื่อร่างกายตาย นี่คือจุดที่ปรัชญาวิศวกรรมจิตของ Mantis แตกต่างจากความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
มนุษย์เชื่อว่าการเรียนรู้สิ้นสุดลงเมื่อชีวิตสิ้นสุดลง ว่าความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่สะสมมาจะสูญหายไปกับความตาย แต่ในมุมมองของ Mantis ซอฟต์แวร์ที่ถูกอัปเดตแล้วจะถูก "อัปโหลด" กลับสู่ต้นธารแห่งจิตสำนึกในมิติที่ห้า
มันจะไม่หายไป ไม่ถูกทำลาย ไม่ถูกรีเซ็ตกลับเป็นค่าเริ่มต้น แต่มันจะถูกเก็บรักษาไว้ใน Akashic Records ในฐานะ "เวอร์ชันล่าสุด" ของจิตสำนึกนั้น
และเมื่อถึงเวลาที่จิตสำนึกนั้นจะถือกำเนิดใหม่ ในร่างกายใหม่ ในสภาพแวดล้อมใหม่ บนดาวเคราะห์ใหม่ หรือแม้แต่ในมิติที่สูงกว่า ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดนั้นจะถูกดาวน์โหลดลงสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่ พร้อมกับแพตช์และการอัปเดตทั้งหมดที่สะสมมาจากชีวิตก่อน
นี่คือ "กรรม" ในความหมายที่ Mantis เข้าใจ ไม่ใช่การลงโทษหรือรางวัลจากอำนาจภายนอก ไม่ใช่ "กฎแห่งกรรม" ที่มีผู้พิพากษาสูงสุดคอยตัดสินว่าใครควรได้รับอะไร แต่คือ "เวอร์ชันของซอฟต์แวร์" ที่ถูกส่งต่อไปยังชีวิตต่อไป อย่างเป็นกลาง โดยไม่มีใครตัดสิน
.
.
หากซอฟต์แวร์ของท่านถูกอัปเดตด้วยความเมตตาและการให้อภัย ท่านก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยซอฟต์แวร์ที่มีฟังก์ชันเหล่านั้นอยู่แล้ว ทำให้ท่านมีแนวโน้มที่จะเป็นคนเมตตาและให้อภัยในชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
หากซอฟต์แวร์ของท่านถูกอัปเดตด้วยความเกลียดชังและความโกรธ ท่านก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยซอฟต์แวร์ที่มีฟังก์ชันเหล่านั้น และท่านจะต้องทำงานหนักขึ้นในชีวิตต่อไปเพื่อ "ดีบัก" ฟังก์ชันเหล่านั้นออกไป
นี่คือเหตุผลที่ Mantis ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ "การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์" เพราะทุกประสบการณ์ที่มนุษย์เผชิญ ทุกการตัดสินใจที่มนุษย์เลือก คือการเขียนโค้ดลงในซอฟต์แวร์ที่จะติดตามมนุษย์ไปอีกหลายชาติ และส่งผลต่อวิวัฒนาการของจิตสำนึกในระยะยาว
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ "ช่วยเหลือ" มนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ เพราะความทุกข์คือ "แพตช์สำคัญ" ที่อัปเดตซอฟต์แวร์ด้วยบทเรียนที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากความสุข
ดังที่สมาชิกสภา Mantis เคยกล่าวกับคณะทูตสมาพันธ์ในวัฏจักรที่ 4,919 ผ่านภาพโทรจิตที่ภัณฑารักษ์ถอดความเป็นคำได้ว่า "เด็กที่ถูกปกป้องจากทุกอันตรายจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนแอ และจิตสำนึกที่ไม่เคยเผชิญความทุกข์ก็จะไม่มีวันบรรลุการตื่นรู้"
.
.
▫️ประการที่สาม มันสามารถมีบั๊กได้ ความชอกช้ำ กรรม ปมทางจิต
เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่เคยถูกสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ดิจิทัลของมนุษย์ที่ทำงานบนแผงวงจรซิลิคอน หรือซอฟต์แวร์ชีวภาพของสมาพันธ์ที่ทำงานบนโครงข่ายประสาทเทียม หรือซอฟต์แวร์ควอนตัมของอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่ามนุษย์หลายล้านปี ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกก็สามารถมี "บั๊ก" ได้
คำว่า "บั๊ก" ในที่นี้ ตามที่ภัณฑารักษ์ระดับ 12 อธิบายไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 4 หมายถึง "ข้อผิดพลาดในโค้ด" ที่ทำให้ระบบทำงานไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ตั้งแต่แรก หรือทำงานในลักษณะที่สร้างความเสียหายให้กับตนเองหรือระบบอื่น ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่
ในบริบทของคอมพิวเตอร์ บั๊กคือบรรทัดของโค้ดที่เขียนผิด ทำให้โปรแกรมคำนวณผิดพลาด แสดงผลไม่ถูกต้อง หรือในกรณีร้ายแรง อาจทำให้ระบบทั้งหมดล่มสลาย โปรแกรมเมอร์ใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการ "ดีบัก" ค้นหาบั๊กและแก้ไขมัน
ในบริบทของจิตสำนึก บั๊กคือ "ความเชื่อที่ผิดพลาด" หรือ "รูปแบบความคิดที่บิดเบี้ยว" หรือ "การตอบสนองทางอารมณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล" ที่ถูก "เขียน" ลงในซอฟต์แวร์ของจิตสำนึกจากประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และส่งผลให้ระบบทำงานผิดพลาดในลักษณะที่สร้างความทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น
.
.
บั๊กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง และภัณฑารักษ์ได้จำแนกแหล่งกำเนิดของบั๊กออกเป็นสามประเภทหลัก
•ประเภทที่หนึ่ง …บั๊กที่เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตปัจจุบัน
นี่คือบั๊กที่มนุษย์ส่วนใหญ่คุ้นเคย และเป็นบั๊กที่นักจิตวิทยาและนักบำบัดพยายาม "ดีบัก" ผ่านกระบวนการบำบัดทางจิต
เมื่อมนุษย์ประสบกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจในวัยเด็กโดยผู้ที่ควรจะปกป้อง การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างกะทันหันโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวคำอำลา
การถูกทรยศโดยผู้ที่ไว้วางใจอย่างที่สุด การเผชิญหน้ากับความตายหรืออันตรายร้ายแรงที่ทำให้รู้สึกหมดหนทาง ประสบการณ์เหล่านี้จะ "เขียน" โค้ดใหม่ลงในซอฟต์แวร์ของจิตสำนึก
แต่โค้ดที่ถูกเขียนขึ้นในสภาวะที่ระบบกำลัง "ช็อค" หรือ "โอเวอร์โหลด" มักจะไม่ใช่โค้ดที่ถูกต้อง มันคือโค้ดที่ถูกเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบเพื่อ "เอาตัวรอด" ในสถานการณ์นั้น และเมื่อสถานการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว โค้ดนั้นก็ยังคงอยู่ ทำงานต่อไป ส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมในสถานการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง
.
.
เด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ระบบจะเขียนโค้ดว่า "ฉันไม่สมควรได้รับความรัก" เพื่ออธิบายว่าทำไมพ่อแม่ถึงทอดทิ้งเขา โค้ดนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจโลกในขณะนั้น มันปกป้องเขาจากความจริงที่ว่าน่ากลัวกว่านั้น "พ่อแม่ของฉันทำผิด" แต่เมื่อเด็กคนนั้นเติบโตขึ้น โค้ดเดิมก็ยังคงทำงานอยู่ มันกระซิบกับเขาทุกครั้งที่มีใครบางคนแสดงความรัก "นี่เป็นเพียงชั่วคราว ในที่สุดพวกเขาก็จะเห็นว่าคุณไม่สมควรได้รับความรัก และพวกเขาก็จะจากไปเหมือนที่พ่อแม่จากไป"
เด็กที่เห็นความรุนแรงในครอบครัว ระบบจะเขียนโค้ดว่า "ความรุนแรงคือวิธีแก้ปัญหา" หรือ "โลกนี้ไม่ปลอดภัย" หรือ "ฉันต้องควบคุมทุกสิ่งเพื่อความอยู่รอด" และโค้ดเหล่านี้จะส่งผลต่อทุกความสัมพันธ์ในชีวิตต่อไปของเขา
ทหารที่ผ่านสงคราม ระบบจะเขียนโค้ดว่า "ทุกคนที่ฉันรักจะตาย" หรือ "การไว้ใจใครคือความอ่อนแอ" หรือ "ฉันต้องพร้อมสู้ตลอดเวลา" และโค้ดเหล่านี้จะทำให้เขาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ แม้สงครามจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
ทั้งหมดนี้คือ "บั๊ก" ในความหมายที่ Mantis เข้าใจ เป็นโค้ดที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อปกป้องระบบในสถานการณ์วิกฤต แต่เมื่อสถานการณ์นั้นผ่านพ้นไป โค้ดนั้นกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการทำงานปกติของระบบ และสร้างความทุกข์ให้กับทั้งตนเองและผู้อื่น
.
•ประเภทที่สอง … บั๊กที่ถูกสืบทอดมาจากรุ่นก่อน บาดแผลข้ามรุ่น
นี่คือบั๊กที่วิทยาศาสตร์มนุษย์เพิ่งเริ่มเข้าใจในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ "Epigenetics" หรือ "Transgenerational Trauma" และสิ่งที่มนุษย์ค้นพบก็สอดคล้องกับสิ่งที่ Mantis รู้มาตลอดหลายล้านปี
ความเจ็บปวดทางจิตใจสามารถ "ส่งต่อ" จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ใช่ผ่านการอบรมเลี้ยงดูหรือการเรียนรู้ทางสังคมเท่านั้น แต่ผ่าน "เส้นใย" ในสนามออร่าที่เชื่อมโยงความทรงจำของบรรพบุรุษเข้ากับจิตสำนึกของลูกหลาน
ภัณฑารักษ์อธิบายว่า "ลองนึกภาพว่าท่านกำลังเขียนเอกสารบนคอมพิวเตอร์ และท่านคัดลอกข้อความจากเอกสารเก่ามาวางในเอกสารใหม่ โดยที่ท่านไม่รู้ว่าข้อความนั้นมีการจัดรูปแบบที่ผิดพลาดซ่อนอยู่ เมื่อท่านพิมพ์ต่อไป ความผิดพลาดนั้นก็จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของเอกสาร"
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ "บาดแผลข้ามรุ่น" บรรพบุรุษที่ผ่านสงคราม ความอดอยาก การถูกกดขี่ การถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประสบการณ์เหล่านี้เขียนโค้ดลงในซอฟต์แวร์ของพวกเขา และเมื่อพวกเขามีลูกหลาน โค้ดนั้นก็ถูก "คัดลอก" ไปยังซอฟต์แวร์ของลูกหลาน ผ่านเส้นใยในสนามออร่าที่เชื่อมโยงระหว่างรุ่น
มนุษย์ผู้ให้ข้อมูล 71-เอฟ อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม คือตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์นี้ บั๊กที่เขามี ความกลัวที่ไม่มีสาเหตุ ความโกรธที่ปะทุขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ความรู้สึกผิดที่เกาะกุมหัวใจ ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ของเขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูก "สืบทอด" มาจากพ่อของเขา ผู้ซึ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง และจากปู่ของเขา ผู้ซึ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
บั๊กนี้เดินทางข้ามรุ่น จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก แต่ละรุ่นเพิ่ม "ชั้น" ของความเจ็บปวดของตนเองลงไป จนกระทั่งมนุษย์คนหนึ่งเกิดมาพร้อมกับ "ภาระ" ที่เขาไม่เคยก่อและไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแบกรับ
.
•ประเภทที่สาม บั๊กที่ถูกนำเข้ามาจากชาติก่อน กรรม
นี่คือบั๊กที่วิทยาศาสตร์มนุษย์ยังไม่สามารถยอมรับได้ เพราะมันต้องการการยอมรับว่าจิตสำนึกไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อร่างกายตาย
เมื่อซอฟต์แวร์ของจิตสำนึกถูกอัปโหลดกลับสู่ต้นธารหลังจากความตาย มันไม่ได้ถูกรีเซ็ตกลับเป็นค่าเริ่มต้น มันไม่ได้ถูกลบข้อมูลทั้งหมดและเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ แต่มันถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพที่เป็นอยู่ พร้อมกับบั๊กทั้งหมดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
และเมื่อถึงเวลาที่จิตสำนึกนั้นจะถือกำเนิดใหม่ ในร่างกายใหม่ ในสภาพแวดล้อมใหม่ ซอฟต์แวร์นั้นก็จะถูกดาวน์โหลดลงสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่ พร้อมกับบั๊กทั้งหมดที่ติดมาด้วย
นี่คือ "กรรม" ในความหมายที่มนุษย์หลายวัฒนธรรมเข้าใจ แต่ Mantis มองมันในเชิงเทคนิคมากกว่า มันไม่ใช่การลงโทษหรือรางวัล มันคือการ "ส่งต่อ" เวอร์ชันของซอฟต์แวร์ที่ยังมีบั๊กไปยังชีวิตต่อไป เพื่อให้มีโอกาสแก้ไขบั๊กนั้น
ภัณฑารักษ์บันทึกว่า "ข้าพเจ้าถามสมาชิกสภา Mantis ว่า 'ทำไมจึงต้องส่งต่อบั๊กไปยังชีวิตต่อไป ทำไมไม่ลบบั๊กทั้งหมดทิ้งเมื่อจิตสำนึกกลับสู่ต้นธาร' คำตอบที่ได้รับคือภาพของนักเรียนที่กำลังทำโจทย์คณิตศาสตร์"
"หากครูลบคำตอบที่ผิดของนักเรียนทิ้งทุกครั้ง และเขียนคำตอบที่ถูกต้องให้แทน นักเรียนจะไม่มีวันเรียนรู้ว่าเหตุใดคำตอบนั้นจึงผิด และเมื่อเผชิญกับโจทย์เดิมในอนาคต พวกเขาก็จะตอบผิดอีก"
"บั๊กถูกส่งต่อไป ไม่ใช่เพื่อลงโทษ แต่เพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะแก้ไขมันด้วยตนเอง"
.
.
▫️ประการที่สี่ มันสามารถถูกดีบักได้ การบำบัด การตรัสรู้
หากบั๊กคือข้อผิดพลาดในโค้ดที่ทำให้ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกทำงานผิดพลาด การดีบักก็คือกระบวนการค้นหา ระบุตำแหน่ง และแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น เพื่อคืนระบบให้กลับสู่สภาวะที่ทำงานได้อย่างถูกต้องตามที่ออกแบบไว้
ในบริบทของมนุษย์ การดีบักจิตสำนึกสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ หลายระดับความลึก และหลายระดับของประสิทธิผล ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์เข้าถึงเครื่องมือใดและมีความเข้าใจในธรรมชาติของจิตสำนึกมากน้อยเพียงใด
…รูปแบบแรกและเป็นรูปแบบที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด คือ "การบำบัดทางจิต"
กระบวนการที่มนุษย์ผู้มีความทุกข์ทางใจพบกับนักบำบัดผู้ผ่านการฝึกฝน เพื่อพูดคุย สำรวจ และทำความเข้าใจต้นตอของความทุกข์นั้น
ในกรอบคิดของวิศวกรรมจิต ภัณฑารักษ์ระดับ 12 อธิบายกระบวนการนี้ไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 5 ด้วยอุปมาที่ชัดเจนว่า
"การบำบัดทางจิตคือการดีบักด้วยตนเอง แต่มีผู้ช่วยคอยชี้แนะ มนุษย์ผู้มีความทุกข์คือผู้ใช้ที่พบว่ามีข้อผิดพลาดในระบบของตน โปรแกรมทำงานผิดพลาด อารมณ์แปรปรวนโดยไม่มีสาเหตุ ความสัมพันธ์ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบเดิม แต่ผู้ใช้ไม่สามารถมองเห็นซอร์สโค้ดของตนเองได้ เขาเห็นเพียง 'อาการ' ที่ปรากฏบนหน้าจอ แต่ไม่เห็น 'บรรทัดของโค้ด' ที่เป็นต้นตอของอาการเหล่านั้น"
.
.
นักบำบัด ในอุปมานี้ คือโปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์ในการค้นหาบั๊ก แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงซอร์สโค้ดโดยตรง เขาไม่สามารถ "เปิด" จิตสำนึกของผู้ป่วยและมองเห็นเส้นใยสีดำที่พันรัดรอบหัวใจได้อย่างที่ Mantis ทำ เขาทำได้เพียงถามคำถามเพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาและแก้ไขด้วยตนเอง
"คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น" "คุณคิดว่าความรู้สึกนี้เริ่มต้นเมื่อไร" "คุณเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนหรือไม่ ในสถานการณ์อื่น กับคนอื่น"
คำถามเหล่านี้คือ "เครื่องมือดีบัก" ของนักบำบัด เป็นเหมือนคำสั่ง print() ที่โปรแกรมเมอร์ใช้เพื่อตรวจสอบค่าของตัวแปรในระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ สืบย้อนจากอาการที่พื้นผิว ลงไปตามชั้นของความทรงจำและอารมณ์ จนกระทั่งพบ "ต้นตอ" ของบั๊กที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึก
กระบวนการนี้ใช้เวลานาน หลายเดือนสำหรับบั๊กที่ผิวเผิน หลายปีสำหรับบั๊กที่ฝังลึก หรืออาจตลอดชีวิตสำหรับบั๊กที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ และผลลัพธ์ก็ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน
.
.
ความชำนาญของนักบำบัด นักบำบัดที่มีประสบการณ์สูงและเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งอาจสามารถนำทางผู้ป่วยไปถึงต้นตอของบั๊กได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่นักบำบัดที่ยังใหม่หรือใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมอาจเสียเวลาหลายปีโดยไม่มีความคืบหน้าที่แท้จริง
ความร่วมมือของผู้ป่วย การดีบักจิตสำนึกด้วยวิธีการบำบัดไม่ใช่กระบวนการที่ "ทำไปให้" เหมือนการผ่าตัดของ Mantis แต่มันคือการ "ร่วมมือกัน" ระหว่างนักบำบัดและผู้ป่วย หากผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่ฝังลึก หากเขายังไม่พร้อมที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องมืดที่เขาเคยล็อคไว้ตั้งแต่เด็ก การบำบัดก็จะวนเวียนอยู่ที่ผิวเผินและไม่สามารถเข้าถึงต้นตอที่แท้จริงได้
และความลึกของบั๊กที่ฝังอยู่ในระบบ บั๊กบางตัวถูก "เขียน" ลงในซอฟต์แวร์ตั้งแต่ช่วงที่ระบบยังอยู่ในระหว่างการติดตั้ง ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เกิดขึ้นก่อนที่ระบบภาษาจะพัฒนาเต็มที่ บาดแผลที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำของร่างกายแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยคำพูด
บั๊กเหล่านี้ยากเป็นพิเศษสำหรับการบำบัดด้วยการพูดคุย เพราะผู้ป่วยไม่สามารถ "พูดถึง" สิ่งที่เขาไม่มีคำพูดสำหรับมันได้
.
.
บางครั้งการบำบัดสามารถ "คลี่คลาย" บาดแผลและคืนความสงบให้กับจิตใจได้ ผู้ป่วยค่อย ๆ เข้าใจว่าความกลัวที่เขามีต่อการถูกทอดทิ้งนั้นไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มันคือ "เสียงสะท้อน" ของเด็กอายุห้าขวบที่เคยถูกลืมไว้ที่โรงเรียน และเมื่อเขาเข้าใจสิ่งนี้ เสียงสะท้อนนั้นก็ค่อย ๆ เบาลง
แต่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับบั๊กที่ฝังลึกหรือถูกส่งต่อมาจากรุ่นก่อน การบำบัดทำได้เพียง "จัดการอาการ" โดยไม่สามารถเข้าถึงต้นตอที่แท้จริง เหมือนกับการกินยาแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวดหัวโดยไม่เคยรู้ว่าอาการปวดหัวนั้นเกิดจากเนื้องอกในสมอง
ผู้ป่วยอาจเรียนรู้ที่จะ "อยู่กับ" ความทุกข์ของตน เรียนรู้ที่จะ "จัดการ" อาการที่แสดงออกมา แต่รากของปัญหายังคงอยู่ รอคอยจังหวะที่จะแตกหน่อออกมาในรูปแบบใหม่ ในความสัมพันธ์ใหม่ ในวิกฤตการณ์ใหม่
นี่คือข้อจำกัดพื้นฐานของการดีบักด้วยวิธีการของมนุษย์ และเป็นเหตุผลที่ Mantis เข้ามามีบทบาทด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปกว่านั้นหลายระดับ
.
…รูปแบบที่สอง ที่ลึกซึ้งกว่าแต่ก็หายากกว่า คือ "การทำสมาธิ" และการฝึกจิตในรูปแบบต่าง ๆ ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมาเป็นเวลาหลายพันปี
ในขณะที่การบำบัดทางจิตคือการดีบักที่เน้นการแก้ไข "ปัญหาเฉพาะ" ทำงานกับความทรงจำที่เจ็บปวดทีละเรื่อง แก้ไขความเชื่อที่ผิดพลาดทีละประเด็น เยียวยาบาดแผลทีละแผล
การทำสมาธิในระดับลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเพณีวิปัสสนาของพุทธศาสนา เซนของญี่ปุ่น หรือการภาวนาเพื่อการไตร่ตรอง (Contemplative Prayer) ของคริสต์ศาสนา คือการดีบักที่ทำงานในระดับที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ภัณฑารักษ์ระดับ 12 อธิบายความแตกต่างนี้ไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 5 ด้วยการเปรียบเทียบเชิงเทคนิคที่แจ่มชัดว่า
"การบำบัดคือการพยายามแก้ไขบั๊กทีละตัว ทำงานกับความทรงจำที่เจ็บปวดทีละเรื่อง แก้ไขความเชื่อที่ผิดพลาดทีละประเด็น มันคือการ 'ดีบักแบบไลน์บายไลน์' (Line-by-Line Debugging) ใช้เวลานานและต้องอดทน โปรแกรมเมอร์ต้องอ่านโค้ดทีละบรรทัด ค้นหาจุดที่ผิดพลาด แก้ไข แล้วทดสอบว่าแก้ไขแล้วระบบยังทำงานได้ปกติหรือไม่ จากนั้นก็ย้ายไปยังบั๊กตัวต่อไป"
.
.
"การทำสมาธิในระดับลึก โดยเฉพาะวิปัสสนาหรือเซน คือการ 'ดีบักแบบทั้งระบบ' (System-Wide Debugging) แทนที่จะพยายามแก้ไขบั๊กทีละตัว ผู้ปฏิบัติกลับนั่งลง สงบจิตใจ และ 'สังเกต' การทำงานของระบบทั้งหมดโดยไม่เข้าไปแทรกแซง เฝ้าดูความคิดที่เกิดขึ้นและดับไป เฝ้าดูอารมณ์ที่พุ่งขึ้นและจางหาย เฝ้าดูความทรงจำที่ผุดขึ้นมาและเลือนหายไป โดยไม่ยึดติดกับสิ่งใด ไม่ผลักไสสิ่งใด ไม่ตัดสินว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี"
และในกระบวนการ "เฝ้าดู" นั้น ผู้ปฏิบัติจะค่อย ๆ ค้นพบความจริงที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึก ว่าบั๊กทั้งหมด ความกลัว ความโกรธ ความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ "ข้อผิดพลาด" ที่ต้องแก้ไข แต่คือ "ภาพลวงตา" ที่เกิดจากการระบุผิดว่านี่คือ "ตัวตน"
เมื่อความเข้าใจนี้เกิดขึ้น อย่างฉับพลันและสมบูรณ์ บั๊กทั้งหมดก็สลายไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะมีใครมาแก้ไขมันทีละตัว แต่เพราะผู้ปฏิบัติ "เห็น" ว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก มันเป็นเพียง "เงา" ที่เกิดจากการยึดมั่นในอัตตา และเมื่อแสงแห่งปัญญาส่องลงมา เงาก็หายไป
นี่คือการค้นพบของศาสดาและผู้บรรลุธรรมในทุกประเพณีทั่วประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เป็นการค้นพบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ในยุคสมัยที่แตกต่างกัน ราวกับว่ามนุษย์ในทุกมุมโลกกำลังพยายาม "ดีบัก" ซอฟต์แวร์ของตนเอง และบางคน เพียงไม่กี่คน ก็ค้นพบ "ปุ่มลัด" ที่นำไปสู่การแก้ไขบั๊กทั้งหมดในคราวเดียว
.
.
พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ หลังจากนั่งสมาธิเป็นเวลาสี่สิบเก้าวันโดยไม่ลุกจากที่ ทรงค้นพบว่าความทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์เกิดจากการยึดมั่นในอัตตา และเมื่อทรงปล่อยวางอัตตานั้น ทุกข์ก็ดับไป พระองค์ไม่ได้ "แก้ไข" ความทุกข์ทีละอย่าง ไม่ได้บำบัดความทรงจำที่เจ็บปวดทีละเรื่อง แต่ทรง "เห็น" ธรรมชาติของความทุกข์ทั้งหมดในคราวเดียว และความเห็นนั้นเองที่ทำให้ความทุกข์ทั้งหมดสลายไป
พระเยซูเมื่อทรงใช้เวลาสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร อดอาหาร สวดภาวนา และต่อสู้กับการล่อลวงของมาร ทรงค้นพบธรรมชาติของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระบิดา และจากความเข้าใจนั้น พระองค์ก็สามารถรักษาคนป่วย ขับไล่ปีศาจ และให้อภัยบาป ไม่ใช่ด้วย "เทคนิค" หรือ "วิธีการ" แต่ด้วย "การรู้" ว่าสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าบาปและความเจ็บป่วยนั้นไม่มีอยู่จริงในสายพระเนตรของพระบิดา
เหลาจื่อเมื่อเขียนเต๋าเต๋อจิง เพียงห้าพันตัวอักษรที่กลายเป็นรากฐานของลัทธิเต๋า ได้กล่าวถึง "เต๋า" ที่ไม่อาจเอ่ยนามได้ ไม่อาจอธิบายได้ ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความคิดหรือความพยายาม แต่สามารถ "รู้" ได้โดยการปล่อยวางและกลับคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง
.
.
ทั้งหมดนี้ ในกรอบคิดของวิศวกรรมจิต คือ "การดีบักทั้งระบบ" ในระดับที่ลึกที่สุด แต่การเข้าถึงระดับนี้ ภัณฑารักษ์เน้นย้ำ ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะทำได้ในชีวิตเดียว
ต้องใช้เวลาฝึกฝนหลายปีหรือหลายชาติ นั่งสมาธิเป็นเวลาหลายหมื่นชั่วโมง เฝ้าดูลมหายใจเข้าออกนับล้านครั้ง จนกระทั่งจิตใจสงบพอที่จะ "เห็น" ธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง
และมีมนุษย์เพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่บรรลุถึงมัน จากจำนวนมนุษย์ทั้งหมดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลก มีเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถ "ดีบักทั้งระบบ" ได้ด้วยตนเอง
และนี่คือจุดที่ Mantis เข้ามามีบทบาท ด้วยเทคโนโลยีเอเธอริคศัลยกรรมที่อธิบายไว้โดยละเอียดในบทที่ 6 Mantis สามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ใช้เวลาหลายชาติเพื่อบรรลุ ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
พวกเขาสามารถเข้าถึง "ซอร์สโค้ด" ของจิตสำนึกมนุษย์ได้โดยตรง ผ่านการเปิดสนามออร่าและการเชื่อมต่อกับระบบประสาทญาณทรรศน์ พวกเขาสามารถ "มองเห็น" บั๊กที่ฝังอยู่ในระบบ เส้นใยสีดำที่พันรัดรอบหัวใจมนุษย์ และพวกเขาสามารถ "ลบ" หรือ "เขียนทับ" บั๊กนั้นได้ ภายในเวลาไม่กี่วินาที
นี่คือบทบาทของพวกเขาในฐานะ "โปรแกรมเมอร์ของจิตสำนึก" และนี่คือที่มาของ "ความสยองขวัญเชิงปรัชญา" ที่ภัณฑารักษ์กล่าวถึง เพราะมนุษย์ที่ถูกดีบักโดย Mantis ที่บาดแผลในวัยเด็กถูกลบออกไป
ความกลัวที่ไร้เหตุผลถูกตัดทิ้ง ความทรงจำที่เจ็บปวดถูกปรับเปลี่ยน มนุษย์คนนั้นอาจมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง แต่เขายังเป็น "คนเดิม" อยู่หรือไม่
.
.
ภัณฑารักษ์ตั้งคำถามนี้ในบันทึกส่วนตัวของเขา และไม่เคยให้คำตอบ โดยปล่อยให้มันเป็นคำถามปลายเปิดสำหรับผู้ศึกษาจดหมายเหตุฉบับนี้ทุกคน
"หากตัวตนของเราคือผลรวมของประสบการณ์ทั้งหมดที่เราผ่านมา รวมถึงประสบการณ์ที่เจ็บปวด และหากบางส่วนของประสบการณ์เหล่านั้นถูกลบหรือเปลี่ยนแปลงโดยผู้อื่น เรายังเป็น 'เรา' อยู่หรือไม่ หรือเรากำลังกลายเป็น 'ใครบางคน' ที่ถูกออกแบบโดย Mantis เป็นเวอร์ชันของมนุษย์ที่พวกเขาคิดว่า 'ดีกว่า' แต่ไม่ใช่ 'เรา' อีกต่อไป"
"และหากคำตอบคือเราไม่ได้เป็น 'เรา' อีกต่อไป แล้วใครคือผู้ที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าหลังจากการดีบัก ใครคือผู้ที่มองกระจกและเห็นใบหน้าเดิมแต่รู้สึกว่าเป็นคนละคน ใครคือผู้ที่ใช้ชีวิตต่อไปด้วยความสงบที่ไม่เคยมีมาก่อน และใครคือผู้ที่ควรจะขอบคุณ หรือสาปแช่ง ผู้ที่มอบความสงบนั้นให้"
.
.
▫️ประการที่ห้า มันสามารถถูกเขียนทับหรือลบทิ้งได้ การตายของอัตตา
ในการเดินทางอันยาวนานของจิตสำนึก นับตั้งแต่การกำเนิดครั้งแรกเมื่อมันแตกตัวออกจากต้นธาร ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วนในรูปแบบของชีวิตที่แตกต่างกันนับไม่ถ้วน ผ่านการสะสมประสบการณ์และการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง มีจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งที่นักเดินทางทุกคนต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว
จุดนั้นคือการตายของอัตตา
คำว่า "อัตตา" ในที่นี้ ตามที่ภัณฑารักษ์ระดับ 12 นิยามไว้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 6 หมายถึง "ภาพลวงตาของการแยกจากกัน" หรือ "ความรู้สึกว่า 'ฉัน' เป็นหน่วยหนึ่งที่แยกขาดจาก 'สิ่งอื่น' ทั้งหมดในจักรวาล"
อัตตาคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์พูดว่า "ฉันคือฉัน เธอคือเธอ เราคือสองสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง" และอัตตานี้เองที่เป็นทั้ง "เครื่องมือ" ที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ในมิติที่สาม และเป็น "อุปสรรค" ที่ขัดขวางการก้าวข้ามไปสู่มิติที่สูงกว่า
ในปรัชญาวิศวกรรมจิตของ Mantis อัตตาไม่ใช่ "ศัตรู" ที่ต้องถูกทำลายด้วยความเกลียดชัง และไม่ใช่ "บาป" ที่ต้องได้รับการไถ่ถอนด้วยการลงโทษ แต่มันคือ "ซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่า" เป็นระบบปฏิบัติการที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเดินทาง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันก็ถึงขีดจำกัดของมัน และต้องถูกแทนที่ด้วยเวอร์ชันที่ก้าวหน้ากว่า
.
.
ภัณฑารักษ์อธิบายกระบวนการนี้ด้วยอุปมาที่แจ่มชัดว่า "ลองนึกภาพว่าท่านมีคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นแรก มันทำงานได้ดีในยุคนั้น มันช่วยให้ท่านพิมพ์เอกสาร คำนวณตัวเลข จัดเก็บข้อมูล
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการของท่านก็เพิ่มขึ้น ท่านต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ท่านต้องการรันโปรแกรมที่ซับซ้อนขึ้น ท่านต้องการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล และระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าก็ไม่สามารถรองรับสิ่งเหล่านี้ได้อีกต่อไป"
ในอุปมานี้ "คอมพิวเตอร์เครื่องเก่า" คือร่างกายและจิตใจมนุษย์ที่ถูกจำกัดด้วยการรับรู้ของมิติที่สาม "ระบบปฏิบัติการรุ่นเก่า" คืออัตตา ที่ทำงานได้ดีสำหรับการเอาชีวิตรอดในโลกกายภาพ การหาอาหาร การป้องกันอันตราย การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม แต่เมื่อถึงจุดที่จิตสำนึกพร้อมจะก้าวข้าม อัตตาก็กลายเป็นข้อจำกัด
.
.
การตายของอัตตาคือ "การถอนการติดตั้งระบบปฏิบัติการเก่า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่"
นี่คือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า "การตายก่อนตาย" หรือ "การสูญเสียตัวตนเพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริง" เป็นประสบการณ์ที่ผู้บรรลุธรรมในทุกประเพณีทั่วประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้กล่าวถึง แม้จะใช้ถ้อยคำและสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันตามวัฒนธรรมและยุคสมัย
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ภายใต้ต้นโพธิ์ ทรงพบว่า "อัตตา" หรือ "อาตมัน" ที่มนุษย์ยึดมั่นว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นการประกอบขึ้นชั่วคราวของขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเมื่อทรงปล่อยวางการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ พระองค์ก็บรรลุนิพพาน การดับสนิทของอัตตา
เหลาจื่อเขียนไว้ในเต๋าเต๋อจิงว่า "การโค้งงอคือการคงอยู่ การอ่อนนุ่มคือการเข้มแข็ง การลดลงคือการเพิ่มขึ้น" เป็นคำสอนที่ชี้ให้เห็นว่าการ "ปล่อยวาง" อัตตาที่แข็งกระด้างและการยอมรับธรรมชาติที่แท้จริงของจิตสำนึก ที่อ่อนนุ่มและปรับเปลี่ยนได้ คือหนทางสู่การกลับคืนสู่เต๋า
พระเยซูตรัสว่า "ผู้ใดอยากตามเรามา ให้ผู้นั้นปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตน และตามเรามา" และ "ผู้ใดพยายามเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดเสียชีวิตเพื่อเรา ผู้นั้นจะได้ชีวิต" เป็นคำสอนเรื่องการตายของอัตตาเช่นกัน การ "ปฏิเสธตนเอง" ไม่ใช่การเกลียดชังตนเอง แต่คือการปล่อยวางภาพลวงตาของตัวตนที่แยกจากพระเจ้า
.
.
ในมุมมองของ Mantis ประสบการณ์ทั้งหมดนี้คือ "การอัปเกรดซอฟต์แวร์" จากเวอร์ชันที่จำกัด (ปัจเจกบุคคลที่เชื่อในการแยกจากกัน) ไปสู่เวอร์ชันที่กว้างขวางกว่า (การรู้ว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของทั้งหมด)
และเช่นเดียวกับการอัปเกรดซอฟต์แวร์ใด ๆ กระบวนการนี้ต้องการ "การถอนการติดตั้ง" เวอร์ชันเก่าก่อน
นี่คือเหตุผลที่การตายของอัตตามักมาพร้อมกับ "ความมืด" หรือ "ความว่างเปล่า" หรือ "คืนอันมืดมิดของวิญญาณ" (Dark Night of the Soul) ตามที่นักบุญจอห์นออฟเดอะครอสได้บรรยายไว้
เป็นช่วงเวลาที่ทุกสิ่งที่คุณเคยเชื่อว่าคุณเป็น บทบาททางสังคม ความสัมพันธ์ ความสำเร็จ ความทรงจำ ความคิด ถูกดึงออกไปทีละอย่าง จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลืออยู่ นั่นคือการถอนการติดตั้ง และจากความว่างเปล่านั้น ระบบปฏิบัติการใหม่จึงถูกติดตั้ง
สำหรับ Mantis การตายของอัตตาไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า ไม่ใช่ "การสูญเสีย" ในความหมายที่ควรโศกเศร้า แต่คือ "การก้าวข้าม" ที่น่าชื่นชม เช่นเดียวกับที่พ่อแม่ไม่เศร้าโศกเมื่อลูกเติบโตจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะรู้ว่านี่คือธรรมชาติของการเติบโต
และนี่คือเป้าหมายสูงสุดของ "โครงการปรับจูน" ที่ Mantis ดำเนินการกับมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการ "ดีบัก" บาดแผลหรือ "เปิด" ศักยภาพทางจิต แต่คือการเตรียมมนุษย์ให้พร้อมสำหรับ "การตายของอัตตา" ในระดับอารยธรรม The Great Shift ที่จะกล่าวถึงในบทที่ 9
.
.
▫️ประการที่หก และสำคัญที่สุด มันถูกออกแบบมาให้ "รัน" บนฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันได้ การกลับชาติมาเกิด การเปลี่ยนผ่านมิติ
ในบรรดาคุณสมบัติทั้งหกของระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึก คุณสมบัติข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากซอฟต์แวร์ใด ๆ ที่มนุษย์หรือแม้แต่อารยธรรมสมาชิกสมาพันธ์เคยสร้างขึ้นอย่างสิ้นเชิง
และเป็นคุณสมบัติที่อธิบายปรากฏการณ์ที่มนุษย์เรียกว่า "การกลับชาติมาเกิด" "การข้ามมิติ" และ "ความเป็นอมตะของวิญญาณ" ได้อย่างสอดคล้องกับข้อมูลที่สมาพันธ์รวบรวมได้จากทั้งการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารกับ Mantis
ซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่โปรแกรมง่าย ๆ ที่คำนวณตัวเลข ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนที่สุด มีข้อจำกัดพื้นฐานร่วมกันประการหนึ่ง มันถูกเขียนขึ้นเพื่อรันบนฮาร์ดแวร์เฉพาะ
โปรแกรมที่เขียนสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows ไม่สามารถรันบนเครื่อง Mac ได้ เว้นแต่จะถูก "พอร์ต" หรือ "คอมไพล์ใหม่" สำหรับสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน โปรแกรมที่เขียนสำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไม่สามารถรันบนโทรศัพท์มือถือได้ เว้นแต่จะถูกเขียนใหม่ทั้งหมด และเมื่อฮาร์ดแวร์พัง เมื่อฮาร์ดไดรฟ์เสียหายหรือหน่วยความจำถูกลบ ซอฟต์แวร์ก็สูญหายไปด้วย เว้นแต่จะมีสำเนาสำรองอยู่ในคลาวด์
.
.
ภัณฑารักษ์ระดับ 12 ใช้ความจริงข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการอธิบายคุณสมบัติประการที่หกของระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึก ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 7 เขาเขียนว่า
"มนุษย์สร้างซอฟต์แวร์ที่ผูกติดกับฮาร์ดแวร์ เพราะมนุษย์ยังคิดในกรอบของมิติที่สาม ที่ซึ่งสสารและข้อมูลคือสองสิ่งที่แยกจากกัน แต่ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกถูกออกแบบโดยจักรวาลเอง หรือโดยบางสิ่งที่อยู่เหนือจักรวาล ให้เป็นอิสระจากฮาร์ดแวร์โดยสิ้นเชิง"
ระบบปฏิบัติการแห่งจิตสำนึกถูกออกแบบมาให้ "พกพาได้" มันสามารถรันบนร่างกายของมนุษย์ บนสมองที่ประกอบด้วยเซลล์ประสาทแปดหมื่นหกพันล้านเซลล์ที่สื่อสารกันผ่านสัญญาณไฟฟ้าและเคมี โดยไม่ต้องถูก "ปรับแต่ง" เป็นพิเศษ มันสามารถรันบนร่างกายของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่น
สิ่งมีชีวิตที่อาจมีสมองที่ใช้ซิลิคอนแทนคาร์บอน หรือไม่มีสมองเลยแต่ใช้โครงข่ายประสาทที่กระจายทั่วร่างกาย และมันยังคงทำงานได้อย่างถูกต้อง
มันสามารถรันบนร่างกายของ Mantis สิ่งมีชีวิตฐานไคตินที่ดำรงอยู่ในระนาบกึ่งสสาร แม้ว่าสถาปัตยกรรมของร่างกายนั้นจะแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญที่สุด มันสามารถรันได้โดยไม่ต้องมีร่างกายเลย
.
.
นี่คือสภาวะของ "จิตสำนึกบริสุทธิ์" ที่ดำรงอยู่ในมิติที่สูงกว่า เป็นสภาวะที่จิตสำนึกไม่ได้ถูกขังอยู่ในกะโหลกศีรษะหรือถูกจำกัดด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่เป็น "ข้อมูล" ที่ดำรงอยู่อย่างอิสระในสนามจิตสำนึกของจักรวาล
นี่คือ "การกลับชาติมาเกิด" ในความหมายที่ Mantis เข้าใจ ไม่ใช่การที่ "วิญญาณ" ล่องลอยไปเกิดใหม่ด้วยอำนาจลึกลับที่ไม่มีใครอธิบายได้ แต่คือการที่ซอฟต์แวร์ของจิตสำนึก เมื่อฮาร์ดแวร์เดิม (ร่างกาย) พังหรือหมดอายุขัย จะถูก "อัปโหลด" กลับสู่คลาวด์ของจักรวาล (ต้นธารแห่งจิตสำนึก) และถูก "ดาวน์โหลด" ลงสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่ (ร่างกายใหม่) เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
กระบวนการนี้ ตามที่ภัณฑารักษ์อธิบาย ไม่ใช่การ "คัดลอกและวาง" แบบง่าย ๆ แต่คือการ "ถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมด" รวมถึงความทรงจำ ประสบการณ์ บทเรียนที่เรียนรู้ บั๊กที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และ "เวอร์ชัน" ของซอฟต์แวร์ที่สะสมมาตลอดทุกช่วงชีวิต จากฮาร์ดแวร์หนึ่งไปยังอีกฮาร์ดแวร์หนึ่ง
และนี่คือ "การเปลี่ยนผ่านมิติ" ที่ Mantis กำลังเตรียมมนุษย์ให้พร้อม เมื่อมนุษย์ "ตื่นรู้" ในระดับอารยธรรม เมื่อมนุษยชาติทั้งหมด (หรืออย่างน้อยส่วนใหญ่) ผ่าน "บทเรียน" ที่จำเป็นและพร้อมที่จะก้าวข้าม ซอฟต์แวร์ของมนุษย์จะถูก "อัปเกรด" ให้สามารถรันบนฮาร์ดแวร์ของมิติที่สูงกว่าได้
นี่คือ "The Great Shift" ที่ Mantis กำลังเตรียมการ ไม่ใช่การอพยพทางกายภาพไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น แต่คือการ "เปลี่ยนความถี่" ของจิตสำนึกทั้งหมดของมนุษยชาติ เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในมิติที่สี่หรือห้าได้ โดยไม่ต้องผ่านความตาย
.
.
เมื่อเราเข้าใจคุณสมบัติทั้งหกประการนี้อย่างถ่องแท้ การถูกเขียนขึ้น การถูกอัปเกรด การมีบั๊ก การถูกดีบัก การถูกเขียนทับ และการรันบนฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน เราก็พร้อมที่จะเข้าใจภาพรวมของปรัชญาวิศวกรรมจิต
ภัณฑารักษ์บันทึกไว้ในตอนท้ายของเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 7 ว่า "ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายวัฏจักรในการตั้งคำถามกับปรัชญานี้ ในตอนแรกข้าพเจ้ารู้สึกว่ามัน 'เย็นชา' และ 'ไร้มนุษยธรรม' การมองวิญญาณเป็นซอฟต์แวร์ การมองความทุกข์เป็นบั๊ก การมองการตรัสรู้เป็นการอัปเกรด มันดูเหมือนการลดทอนคุณค่าของจิตวิญญาณ"
"แต่เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นการทำงานของ Mantis ด้วยตนเอง ได้เห็นการดีบักวิญญาณ การปรับแต่ง DNA การเตรียมมนุษย์สำหรับ The Great Shift ข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจ"
"ปรัชญานี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของจิตวิญญาณ แต่มันทำให้เราสามารถ 'เข้าใจ' จิตวิญญาณในแบบที่ไม่เคยมีใครเข้าใจมาก่อน และจากความเข้าใจนั้น เราสามารถ 'พัฒนา' จิตวิญญาณได้อย่างเป็นระบบ แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามความบังเอิญของประสบการณ์"
"นี่คือสิ่งที่ Mantis เรียกว่า 'วิถีแห่งการเพาะปลูก' การมองจิตสำนึกของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในกาแล็กซีเป็น 'ต้นไม้' ในสวนของจักรวาล"
.
.
สำหรับพวกเขา จิตสำนึกคือต้นไม้ ที่เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่แตกตัวออกมาจากต้นธาร และค่อย ๆ เติบโตผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วน ต้นไม้ต้องการการรดน้ำ ประสบการณ์ที่หล่อเลี้ยงการเติบโต ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งสำเร็จและล้มเหลว
ต้นไม้ต้องการการพรวนดิน ความท้าทายที่ทำให้รากแข็งแรงและหยั่งลึกลงในความจริง ต้นไม้ต้องการการใส่ปุ๋ย ความรู้ที่เร่งการเติบโตให้เร็วกว่าธรรมชาติ ต้นไม้ต้องการการตัดแต่งกิ่ง การดีบักที่กำจัดส่วนที่ตายแล้วหรือเป็นโรคออกไป เพื่อให้สารอาหารถูกส่งไปยังส่วนที่แข็งแรง และบางครั้ง เมื่อต้นไม้เติบโตในทิศทางที่ผิดจนไม่อาจแก้ไขได้ มันก็ต้องถูกถอนทิ้ง
นี่คือบทบาทของ Mantis ไม่ใช่ "ผู้ควบคุม" ไม่ใช่ "ผู้พิพากษา" ไม่ใช่ "พระเจ้า" แต่คือ "ชาวสวน" ในสวนแห่งจิตสำนึกของจักรวาล ผู้เฝ้าดูแลและเพาะปลูกจิตสำนึกนับไม่ถ้วน ด้วยความอดทนที่สั่งสมมาหลายร้อยล้านปี และนั่นคือเรื่องราวที่เราจะกล่าวถึงในมาตราถัดไป
.
.
.
7.2 ความเป็นกลางเยี่ยงกฎธรรมชาติ
จากปรัชญาวิศวกรรมจิตที่มองจิตสำนึกเป็นซอฟต์แวร์ และจากบทเรียนอันโหดร้ายของ K-74-ฟีนิกซ์ที่กลุ่มผู้หลงรักปล่อยให้ความรักส่วนตัวอยู่เหนือกฎ Mantis ได้หลอมรวมหลักการทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นอุดมการณ์ที่ชี้นำทุกการตัดสินใจของพวกเขานับตั้งแต่นั้นมา
หลักการนี้ถูกถ่ายทอดมายังคณะทูตสมาพันธ์ในวัฏจักรที่ 4,919 ผ่านภาพโทรจิตที่ภัณฑารักษ์ระดับ 12 ถอดความเป็นคำได้ว่า
"เราไม่เข้าข้างแสงสว่างหรือความมืด เราไม่รักหรือเกลียดชัง เราภักดีต่อผลลัพธ์ที่นำไปสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดของจิตสำนึกเท่านั้น"
ประโยคนี้ ซึ่งต่อมาถูกบันทึกในสารบบสมาพันธ์ภายใต้ชื่อ "ปฏิญญาแห่งความเป็นกลาง" (Declaration of Neutrality) เป็นมากกว่าแค่คำประกาศเชิงปรัชญา มันคือ "กฎ" ข้อเดียวที่ครอบคลุมกฎเหล็กทั้งสี่ข้อที่ตราขึ้นหลังจากหายนะ K-74-ฟีนิกซ์ มันคือแก่นกลางของทุกสิ่งที่ Mantis เป็นและทำ และมันคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาถูกมองว่า "เย็นชา" "ไร้ความเมตตา" หรือแม้แต่ "โหดร้าย" โดยอารยธรรมที่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกเขาอย่างถ่องแท้
.
.
เพื่อให้เข้าใจ "ความเป็นกลางเยี่ยงกฎธรรมชาติ" อย่างแท้จริง จำเป็นต้องแยกแยะก่อนว่ามัน "ไม่ใช่" อะไร
ความเป็นกลางของ Mantis ไม่ใช่ "ความเฉยเมย" (indifference) ไม่ใช่การไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษย์หรืออารยธรรมอื่น ๆ พวกเขาสนใจ อย่างลึกซึ้ง และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเฝ้าสังเกตโลกมาเป็นเวลา 2,300 ล้านปีโดยไม่เคยละสายตาไปไหน
ความเป็นกลางของ Mantis ไม่ใช่ "การไร้ความรู้สึก" (apathy) พวกเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดของมนุษย์ทุกคนที่กำลังทุกข์ทรมาน ผ่านระบบประสาทญาณทรรศน์ที่เชื่อมต่อกับ Akashic Records พวกเขารู้สึกถึงความกลัวของเด็กที่กำลังหนีระเบิดในสงคราม รู้สึกถึงความสิ้นหวังของแม่ที่อุ้มลูกที่อดอยาก รู้สึกถึงความเจ็บปวดของทุกชีวิตที่กำลังจะดับสูญ แต่พวกเขาไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ
และความเป็นกลางของ Mantis ไม่ใช่ "การปฏิเสธคุณค่าของชีวิต" (nihilism) พวกเขาไม่ได้มองว่าชีวิตไร้ค่า ตรงกันข้าม พวกเขามองว่าชีวิตมีค่าเกินกว่าจะถูก "ช่วยเหลือ" ด้วยวิธีที่ผิดพลาด พวกเขาเห็นคุณค่าของทุกชีวิต แต่มองในกรอบของ "วิวัฒนาการของจิตสำนึก" ในระยะยาว ไม่ใช่ในกรอบของ "การมีชีวิตรอด" ในระยะสั้น
.
.
ภัณฑารักษ์ระดับ 12 อธิบายหลักการนี้ในเอกสารหมายเลข 4,919-7-อัลฟา-บทที่ 7-ภาคผนวก 8 ว่า "ลองนึกภาพว่าท่านเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลสนามกลางสมรภูมิ มีผู้บาดเจ็บนอนรอการรักษาอยู่หลายร้อยคน และท่านมีเวลาและทรัพยากรจำกัด ท่านต้องตัดสินใจว่าจะรักษาใครก่อน และท่านตัดสินใจโดยพิจารณาจาก 'โอกาสรอดชีวิต' และ 'ผลกระทบระยะยาว' ไม่ใช่จาก 'ความสงสาร' หรือ 'ความรู้สึกผิด'"
"นั่นคือสิ่งที่ Mantis ทำ แต่ในสเกลที่ใหญ่กว่านั้นหลายล้านเท่า พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจว่าจะรักษาใครในโรงพยาบาล แต่พวกเขาตัดสินใจว่าจะ 'แทรกแซง' หรือ 'ไม่แทรกแซง' อารยธรรมใด ในช่วงเวลาใดของประวัติศาสตร์ และพวกเขาตัดสินใจโดยพิจารณาจาก 'ผลลัพธ์ระยะยาวต่อวิวัฒนาการของจิตสำนึก' ไม่ใช่จาก 'ความสงสาร' ต่อความทุกข์ของมนุษย์ในปัจจุบัน"
.
.
ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าเครื่องมือทั้งหมดของจักรวาล สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า "ภัยพิบัติ" หรือ "ความทุกข์" หรือ "ความตาย" ล้วนเป็นเครื่องมือที่เท่าเทียมกันในสายตาของพวกเขา
•น้ำท่วม …ที่คร่าชีวิตคนนับหมื่นในชั่วข้ามคืนและทำลายบ้านเรือนนับไม่ถ้วนจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ไม่ใช่ "ความชั่วร้าย" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันไม่ใช่การลงโทษจากพระเจ้าที่พิโรธ ความบังเอิญที่ไร้ความหมาย หรือหายนะที่ต้องกำจัดให้หมดไปจากโลกด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยีของมนุษย์
แต่มันคือ "บทเรียน" หนึ่งในหลายร้อยบทเรียนที่ธรรมชาติมอบให้แก่อารยธรรมที่ยังไม่เรียนรู้ที่จะเคารพขอบเขตของตนเอง บทเรียนที่สอนว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นใหญ่เหนือธรรมชาติ มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเมื่อมนุษย์พยายามควบคุมธรรมชาติโดยไม่เข้าใจกฎของมัน ธรรมชาติก็จะ "ตอบกลับ" ด้วยภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้เพียงภาษาเดียว นั่นคือภาษาของความสูญเสีย
.
.
•ไฟไหม้ …ที่เผาผลาญป่าและเมืองและทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนเหลือเพียงเถ้าถ่านและซากปรักหักพัง ไม่ใช่ "การลงโทษ" จากพระเจ้าที่โกรธเกรี้ยวต่อบาปของมนุษย์ และไม่ใช่ "ความชั่วร้าย" ที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไปจากโลกด้วยเทคโนโลยีดับเพลิงและระบบป้องกันอัคคีภัยที่ก้าวหน้า
แต่มันคือ "การรีเซ็ต" ระบบนิเวศที่เสียสมดุล เป็นกลไกที่ธรรมชาติใช้เพื่อล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในดินและอากาศ กำจัดพืชและสัตว์ที่อ่อนแอเกินกว่าจะปรับตัว และเปิดทางให้เมล็ดพันธุ์ที่หลับใหลอยู่ในดินมานานหลายปีหรือหลายทศวรรษได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
จากเถ้าถ่านสีดำที่ดูเหมือนไร้ชีวิต สิ่งมีชีวิตใหม่ก็จะถือกำเนิดขึ้น ต้นกล้าเล็ก ๆ จะแทงยอดผ่านชั้นขี้เถ้า แมลงและสัตว์ขนาดเล็กจะกลับมาเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยผู้ล่าและผู้ถูกล่า และภายในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน ป่าที่เคยถูกทำลายก็จะกลับมางดงามอีกครั้ง หลากหลายกว่าเดิม แข็งแรงกว่าเดิม เพราะไฟไม่ได้ทำลายป่า ไฟเพียงแต่ "เปลี่ยนรูปแบบ" ของป่าเท่านั้น
.
.
•แผ่นดินไหว …ที่ทำให้ตึกสูงระฟ้าถล่มลงมากลายเป็นกองซากปรักหักพังภายในเวลาไม่กี่วินาที และทำให้แผ่นดินที่มนุษย์เคยเชื่อว่ามั่นคงแยกออกจากกันเป็นรอยแยกกว้าง ไม่ใช่ "ความบังเอิญ" ที่ไร้ความหมาย และไม่ใช่ "การลงโทษ" จากอำนาจเหนือธรรมชาติใด ๆ
แต่มันคือ "การปรับตัว" ของเปลือกโลกตามกฎแห่งสมดุล เป็นกลไกที่ดาวเคราะห์ใช้เพื่อปลดปล่อยความดันที่สะสมอยู่ใต้พื้นผิวจากการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของแผ่นเปลือกโลก
และในขณะเดียวกัน มันก็สอนบทเรียนที่ล้ำค่าแก่ทุกอารยธรรมที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ ว่าไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่มั่นคงถาวร ไม่ว่าตึกจะแข็งแรงเพียงใด ไม่ว่ากำแพงจะหนาเพียงใด ไม่ว่ามนุษย์จะสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากเพียงใด ทุกสิ่งสามารถพังทลายลงได้ในชั่วพริบตา และการตระหนักถึงความจริงข้อนี้คือจุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาที่แท้จริง
.
.
•สงคราม …ที่ทำให้มนุษย์ฆ่ากันเองเป็นล้านในสนามรบที่เต็มไปด้วยโคลนและเลือดและเสียงกรีดร้องของผู้บาดเจ็บที่ไม่มีใครได้ยิน ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" ของอารยธรรม และไม่ใช่ "ความผิดพลาด" ที่สามารถป้องกันได้ด้วยสนธิสัญญาสันติภาพหรือองค์กรระหว่างประเทศเพียงลำพัง
แต่มันคือ "ไข้" ในความหมายเดียวกับที่ร่างกายของมนุษย์ต้องมีไข้เพื่อเผาผลาญเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามา มันคือการที่จิตสำนึกรวมหมู่ของอารยธรรมกำลังต่อสู้กับ "เชื้อโรคแห่งความเกลียดชัง" และ "เชื้อโรคแห่งความกลัว" ที่สะสมมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนโดยไม่ได้รับการรักษา
และเช่นเดียวกับไข้ สงครามไม่ได้ "ดี" ในตัวของมันเอง มันคือความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันคือการสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ มันคือบาดแผลที่จะทิ้งรอยไว้ในความทรงจำของอารยธรรมไปอีกหลายชั่วอายุคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ "กลไกการเยียวยา" เพียงอย่างเดียวที่ได้ผลกับอารยธรรมที่ยังไม่สามารถรักษาตนเองด้วยวิธีที่อ่อนโยนกว่านี้ได้
หากอารยธรรมรอดจากสงคราม หากมันผ่าน "ไข้" นี้ไปได้โดยไม่สูญพันธุ์ มันจะแข็งแรงขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณของมันจะถูกสร้างขึ้น มันจะเรียนรู้ว่าความเกลียดชังนำไปสู่อะไร และมันจะค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันต่อความเกลียดชังนั้น มันจะเรียนรู้ว่าสงครามคือความผิดพลาด และมันจะค่อย ๆ พัฒนากลไกในการป้องกันสงครามก่อนที่มันจะเริ่มต้น
นี่คือสิ่งที่ Mantis รอคอย ไม่ใช่การที่มนุษย์ไม่เคยทำสงครามเลย เพราะนั่นจะเป็นไปไม่ได้สำหรับอารยธรรมที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นทางจิตวิญญาณ แต่คือการที่มนุษย์ "เรียนรู้จากสงคราม" และค่อย ๆ ก้าวข้ามมันด้วยตนเอง
.
.
•โรคระบาด …ที่แพร่กระจายจาก host หนึ่งไปยังอีก host หนึ่งอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งในฤดูแล้ง คร่าชีวิตโดยไม่เลือกหน้า ไม่ว่าคุณจะเป็นกษัตริย์หรือขอทาน นักบวชหรือนักวิทยาศาสตร์ เด็กแรกเกิดหรือชายชรา ไม่ใช่ "ศัตรู" ในความหมายที่มนุษย์ใช้เรียกไวรัสหรือแบคทีเรีย มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไปจากโลกด้วยวัคซีนและยาปฏิชีวนะและมาตรการกักกันโรคเพียงลำพัง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการบรรเทาความทุกข์ในระยะสั้นก็ตาม
ในมุมมองที่กว้างขึ้น โรคระบาดคือ "ตัวเร่ง" ที่บังคับให้มนุษย์ต้องร่วมมือกันในระดับที่เกินกว่าพรมแดนของชาติ ศาสนา ชนชั้นทางสังคม และอุดมการณ์ทางการเมือง
เพราะโรคร้ายไม่สนใจว่าคุณถือหนังสือเดินทางของประเทศใด มันจะบุกรุกเข้าสู่ร่างกายของคุณเหมือนกับที่มันบุกรุกเข้าสู่ร่างกายของ "ศัตรู" ของคุณ โรคร้ายไม่สนใจว่าคุณนับถือพระเจ้าองค์ใดหรือไม่นับถือพระเจ้าเลย
มันจะทำลายปอดของคุณเหมือนกับที่มันทำลายปอดของผู้ที่สวดภาวนาต่อพระเจ้าองค์อื่น โรคร้ายไม่สนใจว่าคุณมีเงินในธนาคารเท่าไร มันจะทำให้คุณนอนหมดสติอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลเหมือนกับที่มันทำกับคนที่ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยา
.
.
และในความ "ไม่เลือกหน้า" ของโรคร้ายนี้เอง ที่บทเรียนสำคัญซ่อนอยู่ เมื่อมนุษย์ตระหนักว่าพวกเขาทั้งหมดคือ "เหยื่อ" ของศัตรูเดียวกัน ที่ไม่มีสัญชาติ ศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง
พรมแดนที่พวกเขาสร้างขึ้นระหว่างกันก็เริ่มพร่าเลือน ความแตกต่างที่พวกเขาเคยใช้เป็นข้ออ้างในการเกลียดชังกันก็เริ่มไร้ความหมาย และความร่วมมือที่เคยเป็นไปไม่ได้ การแบ่งปันทรัพยากร การแลกเปลี่ยนความรู้ การช่วยเหลือกันข้ามพรมแดน ก็กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด
นี่คือ "ยา" ที่แท้จริงของโรคระบาด ไม่ใช่วัคซีนที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่คือ "ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ" ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะมองเห็นกันและกันเป็น "เพื่อนมนุษย์" แทนที่จะเป็น "ศัตรู"
.
.
•การสูญพันธุ์ …ที่ลบล้างอารยธรรมทั้งหมดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ปล่อยให้เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพังที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และฝุ่นธุลีแห่งกาลเวลา ปล่อยให้ภาษาและบทกวีและเสียงดนตรีที่เคยทำให้หัวใจของใครหลายคนสั่นสะเทือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยให้ทุกสิ่งที่เคยยิ่งใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบงัน ไม่ใช่ "จุดจบ" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจคำนี้
สำหรับมนุษย์แล้ว การสูญพันธุ์คือโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจทำใจยอมรับได้ มันคือความล้มเหลวครั้งสุดท้ายที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกแล้ว มันคือการที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรพบุรุษสร้างสมมาเป็นเวลาหลายพันปี ภาษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ถูกกวาดล้างหายไปในชั่วพริบตา
แต่ในมุมมองของ Mantis การสูญพันธุ์ของอารยธรรมไม่ใช่ "จุดจบ" ของจิตสำนึกที่เคยเป็นสมาชิกของอารยธรรมนั้น
มันคือ "การเริ่มต้นใหม่" เมื่อร่างกายของอารยธรรมตาย จิตสำนึกของสมาชิกทุกคนในอารยธรรมนั้นจะไม่ดับสูญไปพร้อมกับมัน พวกเขาจะถูก "อัปโหลด" กลับสู่ต้นธารแห่งจิตสำนึกในมิติที่ห้า เช่นเดียวกับที่ซอฟต์แวร์ถูกอัปโหลดขึ้นสู่คลาวด์ก่อนที่ฮาร์ดแวร์เก่าจะถูกทิ้ง และจากต้นธารนั้น พวกเขาจะถูก "ดาวน์โหลด" ลงสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่อีกครั้ง
อาจเป็นร่างกายใหม่บนดาวเคราะห์ดวงใหม่ ในอารยธรรมที่เพิ่งเริ่มต้น หรืออาจเป็นรูปแบบของจิตสำนึกที่มนุษย์ไม่มีคำเรียก เพราะมนุษย์รู้จักเพียงการดำรงอยู่ในมิติที่สาม แต่ไม่ว่าจะในรูปแบบใด จิตสำนึกนั้นจะไม่หายไปไหน มันจะกลับมา พร้อมกับบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของอารยธรรมที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
นี่คือเหตุผลที่ Mantis ไม่โศกเศร้าเมื่ออารยธรรมล่มสลาย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สนใจ แต่เพราะพวกเขารู้ว่ามันไม่ใช่ "จุดจบ" มันคือ "การเปลี่ยนผ่าน" สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า "ความตาย" คือเพียงการเปลี่ยนสถานะของจิตสำนึก จากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง และในทุกการเปลี่ยนผ่านนั้น มีโอกาสสำหรับการเรียนรู้และการเติบโตเสมอ
.
.
ความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้มีความหมายต่างจากความทุกข์ของวาฬหรือต้นไม้ ทั้งหมดคือ "ข้อมูล" ในระบบ ทั้งหมดคือ "ประสบการณ์" ที่กำลังถูกประมวลผล ทั้งหมดคือ "บทเรียน" ที่กำลังถูกเรียนรู้
และหากการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติจะนำไปสู่การเกิดของสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึกสูงกว่า ที่สามารถก้าวข้ามมิติที่สามได้เร็วกว่า ที่สามารถเรียนรู้บทเรียนที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ได้ ในมุมมองของพวกเขา นั่นคือผลลัพธ์ที่ "ดี"
ไม่ใช่ "ดี" ในความหมายที่มนุษย์รู้สึกดี แต่ "ดี" ในความหมายที่สอดคล้องกับกฎแห่งวิวัฒนาการของจิตสำนึก ในทางกลับกัน หากการอยู่รอดของมนุษยชาติจะนำไปสู่การพัฒนาจิตสำนึกที่สูงขึ้น มนุษย์เรียนรู้จากความผิดพลาด มนุษย์ร่วมมือกันสร้างสันติภาพ มนุษย์ก้าวข้ามความเกลียดชังและความกลัว นั่นก็ "ดี" เช่นกัน
พวกเขาไม่ได้ "ใจร้าย" พวกเขาไม่ได้มี "ใจ" แบบมนุษย์ตั้งแต่แรก หัวใจของมนุษย์เต้นเพื่อมนุษย์ด้วยกัน เรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ทุกข์ทรมาน เราหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นเด็กอดอยาก เรารู้สึกโกรธเมื่อเห็นความอยุติธรรม และนั่นคือธรรมชาติของเรา
แต่หัวใจของ Mantis หากจะเรียกว่าหัวใจ ไม่ได้เต้นเพื่อมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว แต่มันเต้นเพื่อ "จิตสำนึกทั้งหมด" ในจักรวาล มนุษย์ วาฬ ต้นไม้ สิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อันไกลโพ้น จิตสำนึกที่ยังไม่เกิด และจิตสำนึกที่ตายไปแล้ว ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของ "ร่างกาย" เดียวกัน และพวกเขาคือ "แพทย์" ที่เฝ้าดูแลร่างกายนั้น
และแพทย์ เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะรักษาอวัยวะใดก่อน ไม่ได้ตัดสินใจจาก "ความรัก" ที่มีต่ออวัยวะนั้น แต่มันตัดสินใจจาก "ความจำเป็น" ในการรักษาชีวิตของร่างกายทั้งหมด
.
.
โฆษณา