เมื่อวาน เวลา 10:20 • ธุรกิจ

ผู้เขียนหนังสือ Chip War มองว่า ไทยจะเกาะขบวนชิประดับโลกได้ เพราะความเป็นกลาง

“ความเป็นกลางภูมิรัฐศาสตร์ จะทำให้ไทยเกาะขบวนชิประดับโลก” นี่คือคำพูดของ Chris Miller ผู้เขียนหนังสือ Chip War หรือสงครามชิป ในรายการ CNBC
คำถามคือ ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เหตุผลหลัก ๆ เลยก็เพราะว่า บริษัทระดับโลกกำลังมองหาพื้นที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยง
ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ พยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาซัปพลายเชนจากเพียงแหล่งเดียว
เราเลยได้เห็นการลงทุนจากทั้งบริษัทฝั่งตะวันตกและบริษัทจากจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากพื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นจุดที่เป็นกลางสำหรับการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขายยังตลาดปลายทางของทั้งสองฝั่ง
เรื่องนี้ลงทุนแมนเห็นด้วย เพราะปัจจุบันเรามีบริษัทจากฝั่งตะวันตกและจากจีน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิป มาลงทุนตั้งโรงงานที่ประเทศไทยมาสักระยะแล้ว เช่น
- Analog Devices ผู้ผลิตชิปจากสหรัฐฯ ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี
- Zhongji Innolight ผู้ผลิตโมดูลรับส่งสัญญาณแสงระหว่างชิปประมวลผล จากจีน ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และกำลังมีแผนสร้างที่พระนครศรีอยุธยา
4
อย่างไรก็ตาม Chris Miller ก็ไม่ได้พูดลอย ๆ ว่าความเป็นกลาง จะทำให้ไทยเกาะขบวนชิประดับโลกได้สำเร็จ แต่พูดจากผลงานในอดีตของไทยที่ผ่านมา
ไทยพิสูจน์ความสำเร็จในอดีตได้แล้วในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์หรือ PCB ด้วยการวางตำแหน่งความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของตัวเอง
Chris Miller จึงชี้ให้เห็นว่า การที่ไทยอยากเกาะขบวนชิประดับโลกตามแผน Siam Silica อาจมีความเป็นไปได้สูงในความเป็นจริง
แผนยุทธศาสตร์ Siam Silica คือ แผนที่ไทยจะเน้นเกาะขบวน 3 อุตสาหกรรมชิปสำคัญ นั่นคือ
- การออกแบบชิปโดยไม่ต้องผลิตเอง (IC Design)
- การบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงและอุปกรณ์จัดการไฟฟ้า (Advanced Packaging & Power Device)
- Photonics
ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเหมือนเป็นเครื่องมือเดิมของไทย ที่จะนำมันมาต่อยอดแบบเดียวกันในอุตสาหกรรมชิปที่กำลังจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ Chris Miller ยังชี้ให้เห็นว่า โอกาสในขบวนชิประดับโลกของไทยยังมีอีกมากมาย
เพราะความต้องการใช้ชิปและซัปพลายเชนที่เกี่ยวข้องในการผลิตชิปทั่วโลก กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก
การเติบโตนี้จึงสร้างโอกาสและมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายตัวของผู้เล่นรายใหม่อย่างประเทศไทย ให้เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานนี้
1
แต่การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเจาะเข้าไปในส่วนของห่วงโซ่อุปทานชิปที่ก้าวหน้าสุด มีความเฉพาะเจาะจง ซับซ้อน และต้องใช้เงินทุนมหาศาลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แถมนอกจากเงินทุนแล้ว ยังต้องแข่งขันกับไต้หวันและเกาหลีใต้ ที่มีความสามารถและจุดแข็งเรื่องการผลิตชิปด้วยตัวเองอยู่แล้ว
ดังนั้น แม้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่มันก็เป็นเส้นทางที่ยาวไกล ในการเกาะขบวนชิประดับโลกในซัปพลายเชนที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ลงทุนแมนอาจเห็นต่างจาก Chris Miller เล็กน้อย เพราะจริง ๆ ไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งสนามเดียวกันกับไต้หวันและเกาหลีใต้
ชิปเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศสูงมาก แต่ละประเทศก็จะถนัดในแบบของตัวเอง และไม่พยายามทำทุกอย่างไว้ในประเทศเดียวกัน
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยก็มีแต้มต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทานชิปอยู่แล้ว แม้ตอนแรกจะดูเป็นสินค้าโลกเก่าก็ตาม เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ หรือ HDD
แต่ปัจจุบัน HDD เป็นที่ต้องการสำหรับ Data Center ทำให้ไทยที่เป็นที่ตั้งของ Seagate และ Western Digital ที่ผลิต HDD อยู่แล้ว ก็สามารถเกาะขบวนนี้ไปได้เลยทันที
นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เกาะขบวนชิปแสงหรือ Photonics เพราะมีบริษัททั้งจีนและสหรัฐฯ มาตั้งโรงงานในไทยอยู่แล้ว
1
ฝั่งจีน ก็เช่น Zhongji Innolight หรือ Eoptolink ส่วนฝั่งสหรัฐฯ ก็เช่น Lumentum, Fabrinet หรือ Coherent
สรุปแล้ว Chris Miller ก็อาจพูดถูกต้องว่าความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ทำให้บริษัทระดับโลกต่าง ๆ เข้ามาทำให้ไทยเกาะขบวนชิประดับโลกได้
แต่สิ่งที่เขาอาจจะมองข้ามไป นั่นคือเรื่องที่ว่า ไทยต้องแข่งขันสนามเดียวกันกับเกาหลีใต้หรือไต้หวัน
ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราก็อาจไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันในสนามที่ยากขนาดนั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว การที่ไทยจะเกาะขบวนชิประดับโลกได้ อาจไม่ใช่การพยายามเป็น “ไต้หวันแห่งที่ 2” หรือ “เกาหลีใต้แห่งที่ 2”
แต่อยู่ที่การหาว่า จุดไหนในเกมนี้ ที่ไทยจะสามารถเล่นได้ดีที่สุด..
โฆษณา