เพื่อต้อนรับการมาถึงของ Teenage Sex and Death at Camp Miasma ภาพยนตร์เควียร์สยองขวัญเรื่องใหม่โดยผู้กำกับทรานส์มากฝีมือแห่งยุคอย่าง Jane Schoenbrun จาก I Saw the TV Glow (2024) ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเข้าฉายในประเทศไทยเร็วๆ นี้ คอลัมน์ Lemme Revisit สัปดาห์นี้จึงอยากหยิบอัลบั้มของศิลปินเควียร์ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ผู้เขียนรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงมากนักในบ้านเรา มาแนะนำให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติกัน
นั่นก็คือ The Origin of My Depression (2019) ของ Uboa โปรเจกต์ดนตรีของ Xandra Metcalfe ศิลปินชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูงในกลุ่มผู้ฟังเพลงนอกกระแส และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่หม่นหมอง ถ่ายทอดความเจ็บปวด และหลอนประสาทที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยมีการสร้างสรรค์ขึ้นมา
เมื่อได้รับอิสรภาพ เขาจึงยื่นฟ้องหมอและผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อศาลฎีกา จนนำไปสู่คำตัดสินประวัติศาสตร์ภายใต้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 (Fourteenth Amendment) โดย Justice Potter Stewart ชี้ขาดว่า การกักขังผู้ป่วยจิตเวชโดยไม่ยินยอมถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่เขาไม่ได้เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
กรณีนี้รวมถึงคดีอย่าง Youngberg v. Romeo และ Addington v. Texas ได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การปฏิบัติต่อผู้ป่วยจิตเวชอย่างถอนรากถอนโคน แม้ในศตวรรษที่ 21 การดูแลสุขภาพจิตจะพิถีพิถันขึ้น แต่สภาวะโดดเดี่ยวในโลกยุคใหม่หลังเหตุการณ์แพร่ระบาดใหญ่กลับยิ่งตอกย้ำให้ภาวะโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ความเหว่ว้าและการถูกทอดทิ้งในระบบสังคมนี้เอง ที่กลายเป็นวัตถุดิบและฐานรากสำคัญในงานของ Xandra เธอเริ่มโปรเจกต์ Uboa มาตั้งแต่ปี 2010 โดยเริ่มทดลองนำเอาซาวด์แบบดูมเมทัลและอุปกรณ์อัดเสียงทำเองที่บ้าน มาผสมผสานเข้ากับงานประพันธ์สายทดลอง เสียงแอมเบียนต์ และโดรน จนพัฒนามาสู่อัลบั้ม Sometimes Light (2010), Jouissance (2013) และ The Sky May Be (2018) ผลงานส่วนใหญ่ของเธอคือการส่องสะท้อนการดิ้นรนในฐานะ “หญิงข้ามเพศ” (Transgender woman)
จนกระทั่งอัลบั้มชุดที่สี่ The Origin of My Depression (2019) ถูกอัดขึ้นในช่วงเวลาที่เธอพยายามจบชีวิตตัวเองด้วยการกินยาเกินขนาด ภาพปกอัลบั้มอันสะเทือนขวัญคือมุมมองสายตาของตัว Xandra เองจากเตียงโรงพยาบาลหลังจากฟื้นคืนสติ ซึ่งเธอระบุว่ามันคือภาพสุดท้ายที่เธอเกือบจะได้เห็นก่อนตาย และหลังจากปล่อยอัลบั้มนี้ เธอได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นออทิสติกและสมาธิสั้น (ADHD)
มีงานเพลงเพียงไม่กี่อัลบั้มในโลกที่เมื่อได้ฟังแล้วจะสร้างความรู้สึกชาไปทั้งตัว มอบมวลความสิ้นหวังและความดิ่งลึกประหนึ่งโลกทั้งใบหยุดหมุน เช่นเดียวกับผลงานระดับขึ้นหิ้งอย่าง F♯ A♯ ∞ ของ Godspeed You! Black Emperor ที่จำลองโลกยุคอวสานไร้ผู้คน ซึ่งเราต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร้จุดหมาย Deathconsciousness ของ Have a Nice Life ที่เปรียบเสมือนการถูกขังในภาวะซึมเศร้าสิบๆ ปี เดินลุยของเหลวสีดำหนืดเน่าเปื่อยอย่างน่าสะอิดสะเอียน
หรือ Soundtracks for the Blind ของ Swans ที่เหมือนนิมิตตื่นยากอันเต็มไปด้วยความทรงจำเลือนราง อัลบั้มเหล่านี้ไม่เคยมุ่งหวังจะประเคนความรื่นรมย์ แต่เล่นกับแนวคิดเชิงลึกเพื่อดึงเราเข้าไปสู่สภาวะ “ตายจากข้างใน” เมื่อโชว์จบลง ศิลปินเดินลงจากเวทีไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ ทิ้งให้เราตกอยู่ในความเงียบงัน
The Origin of My Depression ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน มันดึงเราลงไปนั่งอยู่กลางก้นบึ้งจิตใจอันพังทลายของ Xandra ผ่านท่วงทำนองบรรยากาศดาร์กแอมเบียนต์ เสียงหวีดร้องสิ้นหวังอย่างทรมาน และซาวด์สังเคราะห์สายเดธอินดัสเทรียลที่ไร้ความปรานี หากมันต้องการทำให้คุณรู้สึกกระวนกระวาย ชวนคลื่นไส้ หรือรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น มันทำได้อย่างหมดจดและไร้ที่ติ
อัลบั้มคิกออฟด้วย “Detransitioning” บทเพลงเปิดที่เริ่มด้วยท่วงทำนองเปียโนอันชวนขนลุก ผสานเสียงร้องหลอนๆ ของ Uboa ที่เต็มไปด้วยความเหงา ท่อนร้องอย่าง “I’m just some girl trying her best / Ugly as sin / A glimmer of hope / Stamped out by those not listening / Ideation, I did my best / Please don’t hurt me”
ก่อนปรับเปลี่ยนอารมณ์เข้าสู่ “The Origin of My Depression” ไตเติ้ลแทร็กที่สร้างบรรยากาศเหนือจริงด้วยเสียงโซ่ตรวนและวัตถุโลหะกระทบกัน Uboa ไล่เรียงปัจจัยต่างๆ เพื่อพยายามค้นหาต้นตอความซึมเศร้า ทั้งเรื่องความรัก ภาวะไม่พอใจในเพศตนเอง ความยากจน หรือการถูกเมินเฉย
ดังท่อน “Love is not the origin of my depression / Gender dysphoria is not the origin of my depression / Poverty is not the origin of my depression... You are not my origin” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยทั้งหมดนี้ต่างถักทอร้อยเรียงกันเป็นก้อนความเจ็บปวด ก่อนที่เธอจะเริ่มกรีดร้องด้วยความคลั่งแค้นและสับสน ร้องไห้ถึงความล้มเหลวในความรักและความสัมพันธ์ที่พังทลาย ทวนทบความสับสบจนระเบิดออกและส่งผ่านไปยังแทร็กถัดไป
แรงกระแทกสืบเนื่องมายัง “Lay Down and Rot” แทร็กที่จู่โจมด้วยซาวด์ฮาร์ชนอยส์สไตล์อินดัสเทรียลสุดห่ามและล้ำยุค เนื้อร้องสั้นๆ แต่บาดลึกอย่าง “Love cures Dissociation / Dissociation cannot cure love / I wish, I wish it could / I miss your white dress / Us, us” ถ่ายทอดสภาวะจิตหลุดออกจากร่าง (Dissociation) และความรู้สึกตัดขาดจากคนรัก โดยมี “ชุดเดรสสีขาว” เป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์และหัวใจที่เคยเชื่อมโยงกันไว้ ซึ่งในยามนี้ได้สูญสลายไป เหลือเพียงความแปลกแยกที่ทำให้คนสองคนไม่สามารถรักกันได้อีกต่อไป
ถัดมาคือ “An Angel of Great and Terrible Light” แทร็กที่ผ่อนความรุนแรงลงมาสู่ความโศกเศร้าอันงดงาม บทเพลงตั้งคำถามเชิงเทววิทยาต่อพระเจ้าและความหมายของการมีชีวิต ผ่านท่อน “The grace of God is infinitely kind / Even though he left the door ajar / Are we mistakes, or are we going to exactly plan? / Women are made in his image / Like a broken photocopier”
ปิดท้ายมหากาพย์ด้วย “Misspent Youth” แทร็กที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม บทเพลงบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ของ Uboa กับแฟนสาว จุมพิตที่ทำให้เธอสัมผัสถึงความเป็นหญิงที่เธอไม่เคยได้ใช้ในวัยเยาว์ (“I was dead for 26 years / I feel so, so stupid for waiting / That I am so close to giving up... Every transition is done too late”)
ทว่าท่ามกลางความรุนแรงและการถูกทำร้ายทางสังคมจากการเป็นคนนอกกรอบเพศ เพลงนี้กลับเสนอมุมมองของการยอมรับความจริงอันทรมาน ผ่านท่อน “It’s better to be broken together” หรือการยอมแตกสลายไปด้วยกันยังดีกว่าการแสร้งทำเป็นไม่รู้สึก และกลายเป็นบทเพลงปิดท้ายที่มอบความอบอุ่นและปลอบประโลมจิตใจได้อย่างประหลาด
The Origin of My Depression อาจไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังง่าย และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความบันเทิงในรูปแบบทั่วไป แต่มันคือบันทึกความจริงอันเปลือยเปล่าของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับความพังทลายอย่างที่สุด ผลงานชุดนี้คือพยานหลักฐานอันเด่นชัดของบาดแผลจากการเป็นคนนอก สุขภาพจิตที่แตกสลาย และการพยายามค้นหาตัวตนท่ามกลางความเกลียดชัง
แทร็กไฮไลต์: Detransitioning, The Origin of My Depression, Epilation Joy, Please Don’t Leave Me, An Angel of Great and Terrible Light และ Misspent Youth