OpenAI เพิ่งเปิดเผยข้อมูลภายในเกี่ยวกับการใช้ AI Agent ของทีมนักวิจัย และพบว่า ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี รูปแบบการทำงานของนักวิจัยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจคือ
“Before June 2026, total agent runtime across the research organization was still below that of total human labor. That has since changed. In terms of a standard 8 hour workday, as of mid-August, in total, the research organization uses 3.1 agent-workdays of effort for every workday of human labor.”
หรือก็คือช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 เวลาทำงานรวมของ AI Agent ในทีมวิจัย เทียบเท่ากับ 3.1 agent-workdays ต่อแรงงานมนุษย์ 1 workday พูดง่าย ๆ คือ ในระหว่างที่มนุษย์กำลังทำงาน 1 วัน มี AI Agent หลายตัวกำลังช่วยทำงานพร้อมกัน จนเวลาทำงานรวมของ AI มากกว่าเวลาทำงานของคนประมาณ 3 เท่า
แต่ต้องย้ำก่อนว่า! ตัวเลข 3.1 ไม่ได้หมายความว่า Productivity เพิ่มขึ้น 3.1 เท่า เพราะเวลาที่ Agent ทำงานมากขึ้น ไม่ได้แปลว่างานวิจัยจะเร็วขึ้นในอัตราเดียวกันทุกอย่าง สิ่งที่ตัวเลขนี้สะท้อนจริง ๆ คือ วิธีทำงานกำลังเปลี่ยนจาก คนทำงานกับ AI หนึ่งตัว ไปสู่ คนหนึ่งคนบริหาร AI หลายตัวพร้อมกัน และนั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการที่ AI เก่งขึ้นซะอีก ในบทความนี้เราจึงได้รวบรวม 5 สัญญาณจาก OpenAI ที่บอกว่า วิธีทำงานในยุค AI กำลังเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด
3. OpenAI ระบุว่าบริษัทบรรลุเป้าหมายที่เรียกว่า Automated Research Intern หรือก็คือ AI กำลังเริ่มช่วย วิจัย AI
เป้าหมายถัดไปของ OpenAI คือ Automated AI Researcher ภายในเดือนมีนาคม 2028 หรือ AI ที่สามารถรับผิดชอบกระบวนการวิจัย AI ได้มากขึ้น ภายใต้การกำกับของมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่ประเด็นนี้ใหญ่กว่าเรื่อง AI ช่วยเขียน Code ทั่วไป เพราะถ้า AI สามารถช่วยทำงานวิจัย AI ได้ AI รุ่นปัจจุบันก็สามารถมีส่วนช่วยให้นักวิจัยสร้าง AI รุ่นต่อไปได้เร็วขึ้น และเมื่อ AI รุ่นต่อไปเก่งกว่าเดิม ก็อาจกลับมาช่วยเร่งงานวิจัยต่อได้อีก เป็นวงจรที่เข้าใกล้แนวคิดที่เรียกว่า Recursive Self-Improvement หรือ RSI
อย่างไรก็ตาม OpenAI เองก็ย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่รู้ว่าจะสามารถไปถึง Full RSI ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยอย่างไร และการเดินหน้าในเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาการควบคุมของมนุษย์ด้วย
4. AI ยิ่งเก่งขึ้น สิ่งที่ต้องเก่งตาม คือการควบคุมความเสี่ยง
สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า ยิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้น ความเสี่ยงที่ต้องรับมือก็อาจเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นการแข่งขันด้าน AI ในอนาคต อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครสร้าง AI ได้เก่งที่สุด แต่อาจรวมถึงว่า ใครสามารถใช้ AI ที่เก่งขึ้นได้ โดยยังควบคุมความเสี่ยงและรักษาความปลอดภัยของระบบเอาไว้ได้