9 ก.ย. เวลา 02:05 • การศึกษา
ประเทศไทย

เราอาจเป็น “มนุษย์เวอร์ชั่นพิเศษ” Generation สุดท้ายที่ดูแลพ่อแม่…และ Generation แรกที่อาจไม่มีลูกมาดูแลเรา

Admin มีโอกาสตาม **อาจารย์ปิง ธนาวัฒน์ CFP®** ไปบรรยายหลายที่ และวันหนึ่งได้ฟังอาจารย์ไปพูดในรายการ **มีเรื่องต้องคุย ทางช่อง 7HD**
มีประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วเงียบไปเลยครับ
**“พวกเราอาจเป็น Generation สุดท้ายที่ยังดูแลพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็น Generation แรกที่ไม่มีลูกหลานมาดูแลเรา”**
เจ็บดีเนอะ
เพราะมันเหมือนอธิบายชีวิตคนวัยทำงานวันนี้ได้ในประโยคเดียว
เรายังโตมากับคำว่า
**“ลูกต้องดูแลพ่อแม่”**
เงินเดือนออก
ส่งให้แม่
พ่อป่วย
เราพาไปหาหมอ
ค่ารักษา
ค่าบ้าน
ค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณของพ่อแม่
หลายบ้าน ลูกยังเป็นเสาหลักเหมือนเดิม
แต่พอหันกลับมามองชีวิตตัวเอง
บางคนไม่มีลูก
บางคนมีลูกน้อยลง
บางคนเลือกไม่มี
บางคนอยากมีแต่ยังไม่พร้อม
แล้วคำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ คือ
**“ตอนเราแก่…ใครจะดูแลเรา?”**
ตลกร้ายตรงที่
เรากำลังเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายของคนรุ่นก่อน
พร้อม ๆ กับต้องเก็บเงินเพื่อดูแลคนรุ่นเราเองในอนาคต
เงินก้อนเดียวกันเลยต้องทำหลายหน้าที่มากครับ
เลี้ยงพ่อแม่
เลี้ยงลูกถ้ามี
ผ่อนบ้าน
สร้างเงินสำรอง
ซื้อประกัน
ลงทุน
และยังต้องเตรียมเงินเกษียณของตัวเอง
นี่แหละที่ทำให้คำว่า **“Sandwich Generation”** ไม่ได้ฟังเหมือนศัพท์วิชาการอีกต่อไป
มันคือชีวิตจริง
แต่ที่น่าคิดกว่านั้นคือ Sandwich รุ่นนี้อาจมีขนมปังอีกแผ่นเพิ่มเข้ามา
คือ
**“ตัวเราในวัยชรา ที่อาจต้องรับผิดชอบตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อน”**
เมื่อก่อนการมีลูกจำนวนหนึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจชัดเจน
ลูกช่วยงาน
ลูกช่วยครอบครัว
แก่ไปลูกช่วยดูแล
แต่โลกวันนี้เปลี่ยนแล้ว
เราไม่ควรมีลูกเพราะคิดว่า
**“แก่ไปจะได้มีคนเลี้ยง”**
ลูกไม่ใช่กองทุนเกษียณครับ
และต่อให้มีลูก
เขาก็อาจต้องมีชีวิตของเขา
มีครอบครัวของเขา
มีหนี้
มีภาระ
หรืออยู่คนละประเทศกับเรา
การวางแผนวัยเกษียณด้วยประโยคว่า
**“เดี๋ยวลูกดูแล”**
จึงอาจเป็นแผนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่เราคิด
แล้ว Generation พิเศษแบบเราต้องทำยังไง?
อย่างแรกคือ
**แยกความกตัญญู ออกจากแผนการเงิน**
ดูแลพ่อแม่ได้ครับ
แต่ต้องรู้ว่าเราให้ได้เท่าไร โดยไม่ทำให้อนาคตตัวเองพัง
เพราะถ้าเราเอาเงินเกษียณของตัวเองออกมาดูแลพ่อแม่จนหมด
อีก 20 ปีข้างหน้า
วงจรเดิมก็อาจกลับมา
แค่เปลี่ยนจากพ่อแม่ของเรา
เป็น **เราเอง**
อย่างที่สองคือ
**สร้างเงินเกษียณโดยตั้งสมมติฐานว่า “ไม่มีใครเลี้ยง”**
ฟังดูใจร้ายหน่อย
แต่จริง ๆ สบายใจกว่าครับ
ถ้าวันหนึ่งมีลูกมาช่วย
ให้ถือว่าเป็นความรักที่ได้รับเพิ่ม
ไม่ใช่รายได้หลังเกษียณที่เราคำนวณไว้ล่วงหน้า
อย่างที่สามคือ
อย่าวางแผนแค่คำว่า **“มีเงินพอใช้”**
ต้องคิดถึง
ค่ารักษาพยาบาล
ค่าคนดูแล
บ้านที่เหมาะกับวัยชรา
การเดินทาง
ประกัน
รวมถึงวันที่เราอาจช่วยตัวเองได้น้อยลง
เพราะช่วงท้ายของชีวิต
สิ่งที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่อาหารครับ
แต่คือ **การมีคนมาช่วยทำสิ่งที่เราเคยทำเองได้ฟรี**
และสุดท้าย
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องกลัวแก่
ตรงกันข้ามครับ
มันกำลังบอกว่า Generation ของเรามีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่คนรุ่นก่อนอาจไม่มี
**เรารู้เรื่องนี้เร็วกว่า**
เรารู้ว่าสังคมกำลังแก่
เรารู้ว่าเด็กเกิดน้อย
เรารู้ว่าอายุคนยืนขึ้น
เรารู้ว่าค่ารักษาแพง
และเรารู้แล้วว่า “ลูกจะดูแล” ไม่ใช่คำตอบเดียว
เมื่อรู้เร็ว
เราก็ยังมีเวลาปรับ
ออมเพิ่มได้
ลงทุนเพิ่มได้
ลดหนี้ได้
วางแผนประกันได้
คุยกับครอบครัวได้
และออกแบบชีวิตแก่ของตัวเองได้ตั้งแต่ยังไม่แก่
ประโยคของอาจารย์ปิงจึงไม่ได้ทำให้ Admin รู้สึกหดหู่ครับ
กลับรู้สึกว่า
**นี่เป็นคำเตือนที่ดีมาก**
เพราะเราอาจเป็น Generation แรกที่ไม่มีลูกหลานมาดูแลจริง
แต่เราก็อาจเป็น
**Generation แรกที่เตรียมตัวไว้ดีพอ จนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาดูแลทั้งหมดก็ได้**
ถ้าเราวางแผนตั้งแต่วันนี้
บางทีคำว่า
**“ไม่มีใครเลี้ยงตอนแก่”**
อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
มันอาจกลายเป็นเพียงว่า
**“เราเลี้ยงตัวเองมาได้ดีพอ จนคนที่รักเราไม่ต้องแบกเราไว้ทั้งชีวิต”**
และนั่นก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของความรักเหมือนกันครับ
ThaiPFA อยากให้ทุกคนดูแลพ่อแม่ด้วยความรัก และอย่าลืมดูแลอนาคตตัวเองด้วยครับ เราไม่จำเป็นต้องกลัววันที่ไม่มีใครเลี้ยง แค่ค่อย ๆ สร้างเงิน สุขภาพ และทางเลือกให้มากขึ้น วันนี้ก็ถือว่าเริ่มดูแลตัวเองในวันข้างหน้าแล้วครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก **ThaiPFA**
#SandwichGeneration #ดูแลพ่อแม่ #วางแผนเกษียณ #สังคมสูงวัย #ThaiPFA
โฆษณา