Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
BrandCase
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ
อย่าเพิ่งหุ้นเปิดบริษัทกับเพื่อน ถ้ายังไม่รู้จัก กับดัก 4 แบบ
เวลาชวนเพื่อนลงเรือลำเดียวกัน เพื่อทำธุรกิจ..
สิ่งที่คุยกันยากที่สุด ไม่ใช่เรื่องว่าจะขายสินค้าอะไร ?
แต่กลับเป็นประเด็นที่ใหญ่กว่า นั่นคือจะแบ่งหุ้นกันอย่างไร ?
เพราะสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน ไม่ได้หมายถึงแค่เงินทุนหรือเงินปันผล
แต่กลับเป็นเรื่องของอำนาจในการตัดสินใจทุก ๆ อย่างภายในบริษัทด้วย
วันนี้ BrandCase จะพาไปอธิบายสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ทั้ง 4 รูปแบบ
ว่ามีข้อดีต่อการเดินหน้าธุรกิจ หรือมีช่องโหว่อะไรบ้าง ที่เป็นกับดักทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก และเกิดการบาดหมางกันระหว่างเพื่อน เรามาเริ่มจาก
รูปแบบที่ 1 : กรณีถือหุ้น 2 คน ในสัดส่วน 50 : 50 หรือคนละครึ่ง
การถือหุ้นแบบนี้ ก็เหมือนว่าแฟร์กับผู้ก่อตั้งบริษัททั้ง 2 คน ที่ออกเงินเท่ากัน และมีส่วนได้ส่วนเสียเท่ากันคนละครึ่ง
แต่ในทางกลับกัน ถ้าแบ่งสัดส่วนง่าย ๆ คนละครึ่งแบบนี้ มักมีช่องโหว่ที่เป็นจุดตายอย่างมาก นั่นคือเรื่องอำนาจในการตัดสินใจ
เพราะเมื่อไรที่เจ้าของบริษัททั้ง 2 คน มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน
เช่น เวลาจะจ้างพนักงาน อีกคนอยากจ้างพนักงานประจำ
ส่วนอีกคนอยากจ้าง Outsource หรือ Freelance
เวลาจะขยายธุรกิจ อีกคนอยากกู้ยืมเงิน
ส่วนอีกคนอยากใช้เงินสดของตัวเองที่มีอยู่ แบบค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งความคิดเห็นของทั้ง 2 คนนี้ก็ไม่ได้ผิด แต่ถ้าคิดเห็นไม่ตรงกัน จนหาข้อตกลงไม่ได้
ธุรกิจก็จะเกิดภาวะ Deadlock หรือการดำเนินธุรกิจเป็นอัมพาต
เพราะตามกฎหมายแล้ว การโหวตผ่านมติประชุมผู้ถือหุ้นทั่วไป เช่น การอนุมัติทิศทางธุรกิจ หรือการอนุมัติจ่ายเงินปันผล จะต้องใช้เสียงข้างมากที่เกินกว่า 50% ขึ้นไป
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ทำให้ธุรกิจไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะไม่มีเสียงข้างมากที่ตัดสินใจเคาะหรืออนุมัติทุกอย่างได้
วิธีแก้ไขคือ เตรียมกลไกป้องกันโดยแต่งตั้งที่ปรึกษาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ให้มีสิทธิ์ออกเสียงชี้ขาดในกรณีที่เสียงโหวตเสมอกัน
แต่ที่ปรึกษา ควรจะเป็นกลางจริง ๆ ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้สนิทหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่า
รูปแบบที่ 2 : กรณีถือหุ้น 3 คน ด้วยสัดส่วน 49 : 49 : 2
โมเดลการถือหุ้นแบบนี้ ถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้จุดตายของโมเดล 50 : 50 โดยเฉพาะ โดยมีหลักการทำงานง่าย ๆ คือผู้ก่อตั้ง 2 คนจะถือหุ้นคนละ 49% เท่ากัน และให้บุคคลที่ 3 ที่ถือหุ้น 2% เป็นผู้ชี้ขาด
ซึ่งในระหว่างการดำเนินธุรกิจ วันที่ผู้ก่อตั้งหลัก 2 คนเกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
เช่น คนหนึ่งอยากจะเปลี่ยนทิศทางโมเดลธุรกิจใหม่ ส่วนอีกคนอยากทำธุรกิจเดิมต่อ
เมื่อเกิดความขัดแย้งแบบนี้ การดำเนินธุรกิจก็จะไม่เจอกับภาวะ Deadlock เพราะมีบุคคลที่ 3 ที่ถือหุ้นอยู่ 2% เป็นผู้ชี้ขาด
ซึ่งการถือหุ้นแบบนี้ ก็ดูเหมือนจะดี เพราะบุคคลที่ 3 สามารถเป็นตัวกลางให้ผู้ถือหุ้นหลักทั้ง 2 คนสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้
แต่กลับมีช่องโหว่ ตรงที่เมื่อไรก็ตามที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อ หรือเป็นญาติกับผู้ถือหุ้น 2% อย่างที่ได้เห็นในหลาย ๆ ข่าว
1
เพราะเราสามารถโน้มน้าวใจให้ผู้ถือหุ้น 2% มาโหวตฝั่งตัวเอง เพื่อให้ได้เสียงโหวตทะลุ 51% หรือมากกว่ากึ่งหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด
หรืออีกท่าหนึ่งคือ การที่คนใดคนหนึ่งแอบเข้าไปซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ 2% ของบุคคลที่ 3 มาเป็นของตัวเอง ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ์ขาดในการออกเสียง และสามารถควบคุมทิศทางของธุรกิจได้แทบทั้งหมด
โดยที่ไม่ต้องฟังเสียงของอีกฝ่าย
ซึ่งวิธีปิดช่องโหว่ ของการหุ้นบริษัทกับเพื่อนแบบนี้
ก็คือการคัดเลือกบุคคลที่ 3 ที่จะเข้ามาถือหุ้น 2% อย่างรัดกุม โดยต้องเป็นที่ปรึกษาอิสระซึ่งเป็นกลางกับทั้ง 2 ฝ่ายเช่นเดียวกับแบบแรก
และจะต้องทำ Shareholders’ Agreement หรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นซ้อนไว้อีกชั้น ยกตัวอย่างเช่น
- กำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้ผู้ถือหุ้น 2% ขายหุ้นของตนเองให้กับผู้ถือหุ้นฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝั่ง เพื่อปิดช่องโหว่การแอบกว้านซื้อหุ้นเพื่อยึดอำนาจ
- ทำสัญญาข้อกำหนดการดึงหุ้นคืน โดยหากบุคคลที่ 3 ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ไม่ได้วางตัวเป็นกลางตามที่ตกลงกันไว้ ผู้ถือหุ้นหลักทั้งสองฝ่ายจะมีสิทธิ์บังคับซื้อหุ้น 2% นั้นคืนในราคาพาร์ ซึ่งเป็นราคาที่อ้างอิงกับทุนจดทะเบียน เพื่อนำมาจัดสรรให้คนกลางคนใหม่เข้ามาแทนที่
รูปแบบที่ 3 : กรณีที่ทำธุรกิจร่วมกัน 3 คนขึ้นไป แล้วแบ่งหุ้นเฉลี่ยเท่า ๆ กัน อย่างเช่น
- หุ้นส่วน 3 คน ถือหุ้นคนละ 33.3%
- หุ้นส่วน 4 คน ถือหุ้นคนละ 25.0%
- หุ้นส่วน 5 คน ถือหุ้นคนละ 20.0%
โมเดลนี้ คือโครงสร้างยอดฮิต และง่ายที่สุดแล้วของบรรดากลุ่มเพื่อนสนิท ที่รวมตัวกันเปิดธุรกิจและตกลงแบ่งหุ้นเท่ากันทั้งหมด เพื่อความเท่าเทียมและสบายใจกันทุกฝ่าย
แต่ก็ต้องบอกว่า กรณีถือหุ้นหลายคนด้วยสัดส่วนที่เท่ากัน จะเกิดปัญหาตามมาหลายอย่างมาก เช่น
1
- ถ้ายิ่งมีผู้ถือหุ้นเยอะ และต้องกระจายหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน ก็ยิ่งทำให้สมาชิกผู้ถือหุ้นไม่ Skin in the Game หรือมี Ownership ในการทำธุรกิจที่น้อยลง ซึ่งทำให้สมาชิกผู้ถือหุ้นไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ แต่มีผลต่อธุรกิจ
หรือเวลาที่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่ง มีแนวทางในการสร้างรายได้ หรือมีไอเดียการตลาดใหม่ ๆ ก็จะไม่อยากเสนอเพราะต้องรอให้เพื่อนสมาชิกผู้ถือหุ้นที่เหลืออนุมัติด้วย
- อาจเกิดการเมืองภายในกลุ่มผู้ถือหุ้น อย่าง กรณีมติทั่วไป เช่น การอนุมัติงบการเงิน, ทิศทางการตลาด หรือมติการจ่ายปันผล ที่จะต้องอาศัยผลโหวตจากมติผู้ถือหุ้นมากกว่า 50%
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็อาจจะเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือ จับกลุ่มกันเพื่อโหวต ยกตัวอย่างเช่น
ผู้ถือหุ้น 4 คนมีมติโหวต 2 ต่อ 2
หรือผู้ถือหุ้น 5 คนมีมติโหวต 3 ต่อ 2
ถ้าผู้ก่อตั้งหลายคนมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทเท่ากัน หรือมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน แล้วถ้าโหวตแพ้บ่อย ๆ ก็อาจจะหมดไฟ และไม่อยากมีส่วนร่วมในการเดินหน้าธุรกิจของบริษัท
- อาจจะเกิดการเตะถ่วงกันของเพื่อนสมาชิกผู้ถือหุ้น เช่น อาจมีหุ้นส่วนบางคน ที่ปล่อยเกียร์ว่าง และไม่ได้ทำอะไรเลย หรือปล่อยให้ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งทำงานอย่างหนัก
เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ก็จะทำให้ธุรกิจหรือบริษัทขาดความคล่องตัว หรือขาดความเด็ดขาดในการดำเนินธุรกิจ สุดท้ายแล้ว สมาชิกผู้ถือหุ้นบางส่วน ก็อาจจะขายหุ้นของตัวเองให้สมาชิกคนอื่น ๆ
วิธีปิดช่องโหว่ของการถือหุ้นแบบนี้ คือ
- แบ่งโครงสร้างการบริหารธุรกิจให้ชัดเจน โดยแยกอำนาจในการบริหารออกจากสัดส่วนการถือหุ้น
ถึงแม้ว่าทุกคนจะถือหุ้น และแบ่งกำไรในสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ในการทำงานจริง บริษัทจะต้องออกแบบโครงสร้างในการบริหารงานที่ชัดเจน
โดยจะต้องตกลงแต่งตั้งหุ้นส่วน 1 คนให้ดำรงตำแหน่ง CEO เพื่อมอบสิทธิ์ขาดในการเคาะจบ เรื่องการบริหารงานประจำวัน
และกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้นำในแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน ฝ่ายขาย หรือฝ่ายบริหารธุรกิจ ให้มีสิทธิ์เคาะจบในสายงานของตนเอง เพื่อให้บริษัทเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว
- ทำสัญญา Shareholders’ Agreement เพื่อป้องกันผู้ถือหุ้นหมดไฟ หรือปล่อยเกียร์ว่าง ไม่ทำอะไรเลยในอนาคต
โดยวิธีการทำ Shareholders’ Agreement ที่นิยมกัน ก็คือการใส่เงื่อนไข Vesting Period ไว้ในสัญญาตั้งแต่วันแรก โดยระบุว่าทุกคนที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท จะยังไม่ได้หุ้นไปครองเต็มจำนวนตามโควตาในทันที
แต่ผู้ถือหุ้น จะต้องอยู่ทำงานในบริษัทภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และหุ้นก็จะค่อย ๆ ทยอยปลดล็อกมาเป็นของตัวเองทีละส่วน
โดยเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ควรจะเป็นแค่เรื่องอายุการทำงานอย่างเดียว
แต่จะต้องเป็นเรื่อง KPI ในส่วนที่ผู้ถือหุ้นต้องรับผิดชอบในแต่ละฝ่ายด้วย เช่น
- ฝ่ายการตลาดต้องทำยอดขายได้ตามเป้า
- ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องปล่อยฟีเชอร์ได้ตามกำหนด
- ฝ่ายปฏิบัติการต้องคุมต้นทุนให้อยู่ในงบประมาณ
ซึ่งกลไกนี้ ก็จะช่วยปิดช่องโหว่ไม่ให้ใครใช้วิธีนั่งทับเก้าอี้รอเวลา หรือทิ้งงานไป เพื่อนั่งถือหุ้นเต็ม โควตา โดยปล่อยให้สมาชิกผู้ถือหุ้นที่เหลือ ต้องแบกรับงานหนักอยู่ฝ่ายเดียว
รูปแบบที่ 4 : กรณีถือหุ้นกันหลายคน โดยมีคนใดคนหนึ่งที่ถือหุ้นเกินกว่า 50%
ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบ 70 : 10 : 10 : 10
รูปแบบ 80 : 10 : 10
หรือรูปแบบ 70 : 15 : 15
แน่นอนว่าการถือหุ้นรูปแบบนี้ ย่อมมีความเด็ดขาด คล่องตัว และมีทิศทางในการเดินหน้าธุรกิจที่ชัดเจน เพราะ Founder ที่เป็นผู้นำเพียงคนเดียว ถือหุ้นเกิน 50% เป็นต้นไป
จึงทำให้ตามกฎหมายแล้ว Founder เพียงคนเดียว ย่อมมีเสียงข้างมากในการเคาะจบมติทั่วไป เช่น
การแต่งตั้งกรรมการ การอนุมัติงบการเงิน กำหนดทิศทางธุรกิจ หรือทิศทางการตลาดได้เลยทันที โดยไม่ต้องรอผู้ถือหุ้นคนอื่น
ซึ่งการถือหุ้นแบบนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นรูปแบบการถือหุ้นที่ดีที่สุด แต่ก็มีช่องโหว่ให้กับบริษัท และการดำเนินธุรกิจเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น
- Co-Founder หรือผู้ถือหุ้นส่วนน้อย อาจเกิดภาวะหมดไฟและรู้สึกว่าเป็นเพียงลูกจ้าง เพราะ Founder หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ จบที่คนเดียวทั้งหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหาก Founder ใช้อำนาจแบบเผด็จการ ไม่ฟังความคิดเห็นของผู้ถือหุ้นคนอื่น
พวกเขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีปากเสียงในบริษัท หรือรู้สึกว่าเป็นเพียงลูกจ้างที่ได้ส่วนแบ่ง มากกว่าเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน
- การถือหุ้นแบบนี้ เหมือนกับโอนภาระในการตัดสินใจ ให้กับผู้นำบริษัทเพียงคนเดียว หากผู้นำบริษัทเกิดตัดสินใจผิดพลาด และเดินหน้าผ่านมติผู้ถือหุ้นโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน ก็อาจจะทำให้ธุรกิจ หรือตัวบริษัทเสียหาย
วิธีปิดช่องโหว่ของการถือหุ้นแบบนี้ คือ
- การสร้างระบบบริษัทที่เปิดกว้าง ต่อทั้ง Co-Founder รวมถึงพนักงานบริษัทเอง โดยสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ Co-Founder หรือพนักงาน มีอำนาจตัดสินใจในสายงานของตัวเองได้อย่างเด็ดขาด หรือสามารถเคาะจบในตัวเองได้เลย
- ทำ ESOP Pool โดย Founder หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ สามารถแบ่งสัดส่วนหุ้นส่วนหนึ่งของตัวเอง เพื่อกันไว้เป็น ESOP Pool โดยสามารถนำหุ้นส่วนนี้ ไปมอบสิทธิ์ให้กับ Co-Founder หรือแม้แต่พนักงานเอง ในกรณีที่สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
- ควร Balance สัดส่วนการถือหุ้น โดยไม่ให้ Founder ถือหุ้นเกิน 75%
เพราะตามกฎหมายธุรกิจแล้ว มติพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในระดับโครงสร้าง เช่น การเพิ่มทุน การลดทุน การแก้กฎข้อบังคับในบริษัท หรือแม้แต่การขายกิจการ จะต้องใช้เสียงโหวตไม่ต่ำกว่า 75%
หาก Founder ถือหุ้นคนเดียวสูงมากกว่า 80% ก็จะทำให้ Founder มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่โหวตคนเดียว ก็สามารถผ่านได้ทุกมติ
ดังนั้น การเว้นสัดส่วนให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยหรือ Co-Founder มีสัดส่วนหุ้นรวมกันมากกว่า 25% ก็จะช่วย Balance หรือรักษาดุลอำนาจของบริษัทได้ดี เพราะการตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่นั้น ไม่ควรตัดสินใจแล้วจบภายในคนเดียว..
ทั้งหมดนี้ ก็คือโมเดลการถือหุ้นทั้ง 4 รูปแบบ ที่เรามักจะพบเจอในชีวิตจริง พร้อมกับปัญหาต่าง ๆ ที่เรามักจะพบเห็นได้บ่อย
ซึ่งรูปแบบการถือหุ้น ถ้าเราจะลงทุนกับเพื่อน เพื่อเปิดบริษัท จริง ๆ แล้ว มันก็มีบริบทหลายอย่าง ทั้งความสนิทสนม และความเชื่อใจ
ต่อให้เราไว้ใจเพื่อนมากแค่ไหน แต่ในโลกธุรกิจ ความไว้ใจอย่างเดียวนั้นคงไม่พอ
เพราะสัดส่วนหุ้น สัญญาที่รัดกุม และดุลอำนาจที่ชัดเจนตั้งแต่ตั้งไข่ คือสิ่งเดียวที่จะช่วยปกป้อง
ทั้งอนาคตของบริษัท และมิตรภาพของเพื่อน ให้คงอยู่ไปได้ไกลที่สุด
ดังนั้น ก่อนจะลงลายมือชื่อในใบหุ้น เราก็ต้องหันมาสวมหมวกนักธุรกิจ นั่งเปิดอกคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก
สุดท้ายแล้ว สัดส่วนหุ้นที่ดีที่สุด คือสัดส่วนที่สะท้อนบทบาท ความรับผิดชอบ และความจริงของธุรกิจได้มากที่สุดนั่นเอง..
49 บันทึก
28
46
49
28
46
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย