3 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

เงินลงทุนต่างชาติ FDI ทะลักเข้าไทย แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง ?

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน้าข่าวเศรษฐกิจ มักเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของการลงทุนจากต่างประเทศ ที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก กำลังตบเท้าเข้ามาตั้งฐานทัพ ทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ธุรกิจดิจิทัล ไปจนถึง Data Center ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในตอนนี้
ภาพความคึกคักนี้สะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ในปี 2568 ซึ่งทะยานขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
หลายคนอาจมองว่าเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ที่เข้ามาช่วยพลิกฟื้นและสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดด
ทว่าเบื้องหลังตัวเลขที่สวยงาม กลับมีคำถามซ่อนอยู่ ว่าเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ กำลังสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้ระบบเศรษฐกิจของเรามากน้อยเพียงใด..
หากเราย้อนดูหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย FDI เคยรับบทบาทเป็นเครื่องยนต์ชิ้นสำคัญ ในการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศมาโดยตลอด
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2513 ที่อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มเข้ามาเติบโตอย่างจริงจังในบ้านเรา การลงทุนในยุคนั้นครอบคลุมตั้งแต่ การตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ ไปจนถึงการให้กำเนิดเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยจำนวนมหาศาล
สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้มาตรฐานระดับโลก การยกระดับเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงธุรกิจไทย เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างเต็มตัว
ภาพความสำเร็จดังกล่าวยังฉายซ้ำในช่วงทศวรรษ 2540-2550 ผ่านการเติบโตของอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์
ยุคนั้น ประเทศไทยสามารถผลักดันและพัฒนาฐานผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร รวมถึงแรงงานทักษะเฉพาะทางได้เป็นจำนวนมาก
การลงทุนจากต่างชาติในอดีต จึงเปรียบเสมือนการปลูกฝังความสามารถใหม่ ลงในผืนดินของระบบเศรษฐกิจไทย
เมื่อหันกลับมามองโครงสร้าง FDI ในยุคปัจจุบัน บริบทหลายอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง..
ข้อมูลสถิติในช่วงปี 2553 ถึง 2567 สะท้อนความจริงที่น่าตกใจว่า แม้การลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้นในหลายอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นกลับสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ภายในประเทศลดลง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะการลงทุนทั้งสองยุค
- อุตสาหกรรมยุคเดิม เช่น ยานยนต์ และฮาร์ดดิสก์
การลงทุนในยุคก่อน มักครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตที่กว้างขวาง มีการใช้วัตถุดิบและพึ่งพาซัปพลายเออร์ในประเทศสูง
สิ่งที่ตามมาคือ การถ่ายทอดทักษะและการเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งท้ายที่สุดได้สร้างความสามารถใหม่ให้กับทั้งธุรกิจและแรงงานไทยได้อย่างยั่งยืน
- อุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ AI และดิจิทัล
ในมุมกลับกัน การลงทุนยุคปัจจุบันมักกระจุกตัวอยู่เพียงขั้นตอนการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ โดยพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก
กิจกรรมที่สร้างมูลค่าสูงอย่างการวิจัยและออกแบบ ยังมีสัดส่วนที่น้อยมาก
ผลลัพธ์ที่เกิดกับเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นการได้เม็ดเงินลงทุนตั้งต้นมหาศาล ทว่าส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มที่ตกหล่นและหมุนเวียนในไทย กลับมีจำกัด
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เมื่อมีบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ธุรกิจท้องถิ่นควรจะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตเป็นคู่ค้า หรือซัปพลายเออร์ตามไปด้วย
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเชื่อมโยงนี้แทบไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
เหตุผลหลักมาจากสองฝั่ง
ฝั่งแรกคือบริษัทต่างชาติ
การปั้นผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานระดับสากลต้องใช้ทั้งเวลา เงินทุน และแบกรับความเสี่ยงมหาศาล
หากบริษัทเหล่านี้มีเครือข่ายคู่ค้าระดับโลกของตัวเองอยู่แล้ว การนำเข้าชิ้นส่วนจากซัปพลายเออร์เดิมย่อมง่ายและจูงใจกว่าการเสียเวลาสร้างเครือข่ายใหม่ในไทย
ฝั่งที่สองคือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังเผชิญสารพัดข้อจำกัด ทั้งเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ทำให้การยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ทันความต้องการของตลาดทำได้ล่าช้า
ซ้ำร้ายยังมีปัญหาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Information Asymmetry) บริษัทต่างชาติไม่รู้ว่า มีผู้ประกอบการไทยรายไหนเก่งและมีศักยภาพเพียงพอ
ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเอง ก็ไม่รู้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการประเภทใด
ผลลัพธ์คือ การลงทุนระดับแสนล้านเกิดขึ้นจริง แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงภายในประเทศ กลับเบาบางกว่าที่ควรจะเป็น
แล้วท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่กำลังท้าทายนี้
ไทยควรปรับเข็มทิศอย่างไร เพื่อเปลี่ยนกระแสเงินทุนระลอกใหม่ ให้กลายเป็นขีดความสามารถของประเทศ ?
1. เปลี่ยนเกณฑ์ชี้วัด FDI จากปริมาณ สู่การประเมินคุณภาพ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นโยบายภาครัฐมักถูกประเมินความสำเร็จจากจำนวนโครงการ หรือมูลค่ารวมที่ได้รับอนุมัติ แนวทางที่ตอบโจทย์กว่าในยุคนี้ คือการนำกรอบคิดเรื่อง FDI Qualities ของ OECD มาปรับใช้
การให้สิทธิประโยชน์ควรผูกติดกับการประเมินว่า โครงการนั้นจะช่วยสร้างงานทักษะสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเทศมาเลเซีย ที่นำระบบ Investment Project Scorecard มาใช้ชี้วัดว่าการลงทุนนั้นตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาวหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาให้สิทธิประโยชน์
2. สร้างการเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทย
ในอดีตเราเคยมีสถาบันยานยนต์และสถาบันฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ คอยทำหน้าที่ประสานงาน เมื่อเทคโนโลยีโลกหมุนเร็วกว่าเดิม กลไกแบบเดิมอาจรับมือไม่ไหว
ภาครัฐต้องออกนโยบายเชิงรุกเพื่อจับคู่ธุรกิจ ดูตัวอย่างจากสิงคโปร์ ที่มีโครงการสนับสนุนให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ผลิตท้องถิ่น จนสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้
รวมถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในไทย ที่ต้องก้าวข้ามจากการเป็นแค่แหล่งผลิตงานวิจัย มาเป็นตัวกลางสำคัญในการรับและส่งต่อเทคโนโลยีจากต่างชาติสู่ภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
3. ทุนมนุษย์ คือแม่เหล็กดึงดูดงานมูลค่าสูง
ต่อให้เรามีโครงสร้างพื้นฐานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดึงดูดใจแค่ไหน หากประเทศไร้บุคลากรที่ตรงสเปก การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็แทบเป็นไปไม่ได้
อุตสาหกรรมอย่างเซมิคอนดักเตอร์, AI, พลังงานสะอาด หรือ Data Center ล้วนต้องการทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญระดับแนวหน้า
อย่างความสำเร็จของไต้หวันในการเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์โลก ไม่ได้เกิดจากการแจกสิทธิประโยชน์อย่างเดียว
เพราะยังมาจากวิสัยทัศน์การลงทุนระยะยาวด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการมีสถาบันวิจัยอย่าง ITRI ที่คอยเชื่อมองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ
เกาหลีใต้เองก็ใช้วิธีจับมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อปั้นกำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงให้พร้อมรองรับการลงทุน
ท้ายที่สุด ในสมรภูมิที่ทุกประเทศต่างงัดไม้เด็ดออกมาแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน ประเทศที่กำชัยชนะ อาจไม่ใช่ประเทศที่ปรากฏชื่อเป็นผู้รับ FDI มูลค่าสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว
เม็ดเงิน FDI เป็นเพียงเครื่องมือเบิกทาง เป้าหมายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนเงินลงทุนของต่างชาติ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง และบุคลากรที่เก่งกาจของประเทศ
คำถามที่เราควรโฟกัส อาจไม่ใช่ว่าเราดึงเงินต่างชาติเข้ามาได้มหาศาลแค่ไหน
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ประเทศไทยจะเหลือทักษะและนวัตกรรมอะไรติดตัว เพื่อยืนด้วยลำแข้งของตัวเองในเวทีโลกได้บ้าง..
หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจากงานเขียน "FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?" โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ (PIER) เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 https://www.pier.or.th/blog/2026/t097/
โฆษณา