Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The NX Chapter รวมงานการบิน ลอจิสติกส์ พลังงาน
•
ติดตาม
9 ก.ย. เวลา 12:47 • การศึกษา
ถ้าเครื่องบินเสียจริง ๆ แล้ว OCC ต้องประสานงานกับใครบ้าง? และแต่ละหน่วยงานมีบทบาทอย่างไรในการจัดการสถานการณ์นี้?
เบื้องหลังการแก้ปัญหา เมื่อเครื่องบินไม่พร้อมบิน (AOG)
ถ้าเครื่องบินลำหนึ่งเกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค เที่ยวบินอื่นก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
แต่เมื่อสัญญาณเตือนดังขึ้นจริง ๆ ใครเป็นคนตัดสินใจ และต้องประสานงานกับใครบ้าง?
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของ Airline Schedule Planning และ Operations Control Center
สมัครเวิร์คช็อป Airline Schedule Planning & OCC รุ่นที่ 3 เรียนวันที่ 26–27 กันยายน 2569
Early Bird ราคา 1,290 บาท เหลือ 6 ที่นั่งเท่านั้น
คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดและสมัคร
จองทันที
thenxchapter.com
Airline Schedule Planning & Operations Control Center รุ่น 3
Workshop ออนไลน์ 2 วัน ที่จะพาไปเรียนรู้เกี่ยวกับ Schedule Planning & Operation Control Center (OCC) เรียนวันที่ 26-27 ก.ย. Early Bird ฿1,290 ถึง 9 ก.ย.!
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE @tacareers
1. Maintenance Control Centre (MCC) และช่างหน้างาน
เมื่อมีการแจ้งข้อบกพร่องทางเทคนิค สิ่งแรกที่ต้องประเมินไม่ใช่แค่
“ซ่อมเสร็จกี่โมง?”
แต่ต้องดูว่า
“ข้อบกพร่องนี้สามารถปล่อยบินตาม MEL ได้หรือไม่?”
MEL หรือ Minimum Equipment List คือรายการและเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติให้เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้ แม้อุปกรณ์บางรายการจะไม่พร้อมใช้งาน
หากข้อบกพร่องอยู่ในขอบเขตที่ MEL อนุญาต และปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน เครื่องบินอาจยังสามารถทำการบินได้โดยไม่ต้องซ่อมทันที
แต่ถ้าปล่อยบินไม่ได้ MCC และช่างหน้างานต้องประเมินต่อว่า
ต้องใช้เวลาซ่อมนานแค่ไหน
มีอะไหล่และช่างพร้อมหรือไม่
เครื่องบินจะกลับมาให้บริการได้เมื่อใด
ต้องนำเครื่องบินเข้าซ่อมที่ใด
ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจด้านปฏิบัติการ
2. Crew Control หรือ Crew Tracking
เมื่อเครื่องบินล่าช้า ปัญหาถัดมาคือ ลูกเรือจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้หรือไม่
OCC และฝ่ายควบคุมลูกเรือต้องตรวจสอบข้อจำกัดด้านเวลาปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงเวลาพักและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
คำถามสำคัญคือ
“ลูกเรือชุดเดิมยังสามารถทำการบินเที่ยวบินถัดไปได้หรือไม่?”
ถ้าดีเลย์นานเกินข้อจำกัด อาจต้องพิจารณา
เปลี่ยนลูกเรือ
เรียกลูกเรือ Standby
ปรับลำดับเที่ยวบิน
เปลี่ยนแผนการปฏิบัติการ
เพราะต่อให้มีเครื่องบินพร้อม แต่ถ้าไม่มีลูกเรือที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เที่ยวบินก็ยังออกเดินทางไม่ได้
3. Flight Dispatcher
นี่คืออีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง
หากมีการเปลี่ยนเวลา เปลี่ยนเครื่องบิน หรือเปลี่ยนแผนการบิน Dispatcher ต้องประเมินและจัดทำเอกสารการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องใหม่ตามขั้นตอนของสายการบิน
ตัวอย่างเช่น
แผนการบิน
ปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้
สมรรถนะของเครื่องบิน
น้ำหนักและข้อจำกัดในการบรรทุก
Dispatch Release หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
Flight Plan และข้อจำกัดด้านการปฏิบัติการ
หากจำเป็น อาจต้องประสานเรื่อง Slot หรือยื่นแผนการบินใหม่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น เมื่อเกิด Aircraft Swap การเปลี่ยนเครื่องบินไม่ได้จบแค่การหาเครื่องลำใหม่มาแทน
แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า
“เครื่องบินลำใหม่สามารถทำการบินเที่ยวนี้ได้ตามข้อกำหนดและแผนการปฏิบัติการหรือไม่?”
4. Ground Operations และ Airport Services
ต่อให้เครื่องบินพร้อม ลูกเรือพร้อม และแผนการบินพร้อม
แต่ถ้าหน้างานยังไม่พร้อม เที่ยวบินก็อาจออกไม่ได้อยู่ดี
ฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นอาจต้องจัดการเรื่อง
หลุมจอดและ Gate
รถรับส่งผู้โดยสาร
การโหลดสัมภาระ
การเติมน้ำมัน
การทำความสะอาดเครื่องบิน
อุปกรณ์ภาคพื้น
การประสานงานกับสนามบิน
ถ้ามีการเปลี่ยนเครื่องบิน อาจต้องวางแผนการทำงานใหม่ทั้งหมด
เพราะเครื่องบินแต่ละลำอาจจอดคนละหลุม มีข้อจำกัดต่างกัน หรือมีเวลาพร้อมใช้งานไม่เท่ากัน
5. Passenger Services
การแก้ปัญหาไม่ได้จบแค่ทำให้เครื่องบินกลับมาบินได้
แต่ต้องดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบด้วย
เช่น
แจ้งสถานะเที่ยวบิน
แจ้งเวลาล่าช้าใหม่
เปลี่ยนเที่ยวบิน
จัดที่นั่งใหม่
ดูแลอาหาร เครื่องดื่ม หรือที่พักตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
จัดการผู้โดยสารที่พลาดเที่ยวบินต่อเครื่อง
ประสานงานเรื่องสัมภาระ
เพราะในมุมของผู้โดยสาร สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่เครื่องบินเสียเพราะอะไร
แต่คือ
“แล้วฉันจะเดินทางต่อได้เมื่อไหร่?”
แล้ว OCC ทำหน้าที่อะไร?
OCC หรือ Operations Control Center คือศูนย์กลางของการควบคุมการปฏิบัติการ
โดยมีทีมและฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เช่น
Maintenance Control Crew Control Flight Dispatch Ground Operations Network Control
บางสายการบินอาจจัดโครงสร้างและสถานที่ทำงานแตกต่างกัน แต่ทุกส่วนต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานกันเพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
เมื่อเครื่องบินเสีย OCC ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วประเมินทางเลือก เช่น
ทางเลือกที่ 1: ซ่อมเครื่องบินลำเดิมและยอมให้เที่ยวบินล่าช้า
ทางเลือกที่ 2: ใช้เครื่องบินสำรองมาทดแทน
ทางเลือกที่ 3: ปรับตารางบินและลำดับเที่ยวบิน
ทางเลือกที่ 4: ยกเลิกเที่ยวบินบางเที่ยวเพื่อลดผลกระทบต่อเครือข่ายโดยรวม
แต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดี ข้อจำกัด ต้นทุน และผลกระทบที่แตกต่างกัน
OCC จึงต้องมองมากกว่าเที่ยวบินที่กำลังมีปัญหา
แต่ต้องมองต่อว่า
“ถ้าเราเลือกทางนี้ จะกระทบเครื่องบิน ลูกเรือ เที่ยวบิน และผู้โดยสารกลุ่มไหนอีกบ้าง?”
นี่คือเหตุผลที่งานด้าน Airline Schedule Planning และ OCC มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง
Schedule Planning ต้องมองล่วงหน้าว่าเครื่องบินแต่ละลำจะถูกใช้งานอย่างไร
ส่วน OCC ต้องติดตามสถานการณ์จริง และปรับแผนเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามแผนเดิม
เบื้องหลังเที่ยวบินหนึ่งเที่ยวบิน จึงไม่ได้มีแค่เครื่องบินกับนักบิน
แต่มีการวางแผน การประสานงาน และการตัดสินใจจากหลายหน่วยงาน
ในตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า...
ถ้า OCC มีเครื่องบินทดแทนให้เลือกหลายลำ พวกเขาใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกเครื่องบินที่เหมาะสมที่สุดมาบินแทน?
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย