-จุดเริ่มต้นมาจากการเลือกชุดคอสตูมที่เป็นเสื้อโครงกระดูกที่หาซื้อได้ตามร้าน Gift Shop ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งก็ไม่ได้คิดมาลอยๆ เธอจงใจเลือกชุดโครงกระดูกเพื่อสานต่อตีมฮาโลวีนจากภาพจำผีผ้าห่มในปกอัลบั้มชุดแรก Stranger in the Alps การคงตีมฮาโลวีนสอดรับกับมู้ดแอนด์โทนเพลง Folk ของเธอที่หนาแน่นด้วยความหม่น มีภาษาที่บาดลึก ตลกร้าย ไวยกรณ์อีโมหลอนๆเฉพาะตัว เมื่อภาพจำภายนอกไปด้วยกันกับสาสน์ภายในได้ คาแรคเตอร์และแบรนด์ดิ้งจึงชัด
-6 ปีที่หายไป มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายหลายหมื่นล้านเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่า เธอเป็นใครไม่รู้ที่ไปได้ไกลในสายอาชีพสุดๆ กระแสปากต่อปากและการบ่มเพาะเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ดังไปไกลถึงศิลปินเบอร์ใหญ่จนต้องเชื้อเชิญให้ไปร่วมฟีทเจอริ่งเยอะแยะมากมาย อาทิเช่น เบอร์ใหญ่สุด Taylor Swift ในเพลง Nothing New วงร็อค The Killers ในเพลง Runaway Horses ศิลปินฮิปฮอปก็มีอย่าง Kid Cudi ในเพลง Lovin Me รวมไปถึง SZA ในเพลง Ghost in the Machine เรียกได้ว่าเนื้อหอมสุดๆ
-ต่อให้ดังแล้วก็ไม่ลืมเพื่อนสาวที่อินดี้มาพร้อมๆกันอย่าง Lucy Dacus และ Julien Baker ที่เคยฟอร์มซุปเปอร์กรุ๊ป boygenius ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 2023 the record ประสบความสำเร็จจนได้รางวัลมากมาย
-ในขณะที่ชีวิตศิลปินที่กำลังรุ่งโรจน์ ระหว่างทางก็ขึ้นๆลงๆขมขื่นใช้ได้เลย ตั้งแต่ชีวิตรัก 2 ปีที่ล้มเหลวกับนักแสดงหนุ่ม Paul Mescal แต่ก็ยังดีที่ได้คนรักใหม่อย่าง Bo Burnham ศิลปินนักแสดงที่คบหาดูใจถึงทุกวันนี้และยังทำหน้าที่เป็น co-writer หลายเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย
-อกหักก็ไม่หนักเท่าการสูญเสียคุณพ่อ Tony Bridgers ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่เธอตัดพ้ออยู่บ่อยๆในหลายเพลงที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ทั้งรักและเกลียด อยากให้ทด 3 คนนี้ไว้ เพราะพวกเขาคือตัวละครสำคัญในอัลบั้มล่าสุด Lost Weekend ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้
-การตั้งชื่ออัลบั้มมีความเป็นไปได้ว่า Phoebe ต้องการคารวะ John Lennon ที่เคยมีช่วงเวลา 18 เดือนที่แยกทางกับ Yoko Ono แล้วกลับมาคบกันอีกครั้ง ยุคสมัยแห่งการเลิกราและหลายสัปดาห์ที่ขาดหายได้สิ้นสุดแล้ว ถึงแม้ว่า Phoebe จะไม่ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ไหนโดยตรงถึงที่มาของชื่ออัลบั้ม แต่เป็นเพราะประวัติศาสตร์งานเพลงและบทสัมภาษณ์ของ Phoebe ได้มีการกล่าวถึงท่าน John Lennon อยู่บ่อยครั้ง
ในบทสัมภาษณ์ใน Rolling Stones ที่เธอเคยยกให้ท่าน John คือไอดอลคนโปรดที่มีอิทธิพลต่อตัวเธอพอๆกับ Elliott Smith และในเพลง Moon Song ในอัลบั้มก็มีการ mention ถึงท่าน John ด้วย
-มีแต่เพลง Lost Boys ที่พอเป็นตัวแทนหมู่บ้านในการตกคนฟังในวงกว้างให้สนุกครื้นเครง เอ็นจอยไปกับการเป็นคนไม่รู้จักโต (Peter Pan Syndrome) ที่ขอหลีกหนีความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย ในเอ็มวีก็นำเสนอความแฟนตาซีหลุดโลกบ้าๆบอๆพอสมควรด้วย สุ้มเสียง indie folk ที่คุ้นเคยของ Phoebe มาพร้อมกับออเครสตร้าบางๆตามสไตล์พี่ Jack แต่รอบนี้พี่แกอุตส่าห์เติมกลิ่นอายเครื่องเป่าให้ใกล้เคียงกับเพลง Kyoto เข้าไปด้วย เรียกได้ว่า Lost Boys เป็นน้ำจิ้มแห่งความ friendly ที่อีกเดี๋ยวเราจะได้เตรียมตั้งการ์ดแน่นอน
-การเปิดอัลบั้มด้วย The Outside ก็ถือว่าได้กลิ่นความผิดแผกและท้าทายคนฟังตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการประมวลภาพความทรงจำ previously on ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา acapella ที่กร่อนด้วยเครื่อง vocoder ชวนระลึกถึง Bon Iver ซ้อนทับความเป็นมนุษย์ที่ถูกฝังอยู่ใน Camcoder ที่ให้ภาพและเสียงคุณภาพต่ำ แต่คุกกรุ่นไปด้วยความพร่าเลือนและตรอมตรมอย่างบอกไม่ถูก
Surviving my gift until I get shot / I'm supposed to be married, but I called it off
Lost Weekend - Phoebe Bridgers
เป็นประโยคทองที่เอาไปตีความกันให้แซ่บถึงชีวิตรักที่ไม่ถึงฝั่งฝันระหว่างเธอกับ Paul อย่างชัดเจนที่สุด และถ้าสังเกตให้ดีอีกประโยคนึงก็ reference ถึงเหตุการณ์สุดช็อคโลกที่ John Lennon ถูกแฟนเพลงยิงเสียชีวิตด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าเธอจะถูกใครยิงในช่วงที่หายไป เป็นการเปรียบเปรยถึงชีวิตชื่อเสียงที่นำพาให้เธออยู่รอดในสายอาชีพก็จริง แต่การได้คบกับบุคคลสาธารณะด้วยกันแล้วจบด้วยการเลิกราก็เป็นการโดนฟ้าผ่าดีๆนี่เอง (ส่วนพาร์ทสอง ขอทดไว้ก่อน)
-เรื่องรักครั้งเก่ายังไม่จบแค่นั้น เธอยังมีเพลง The Governor’s Waltz ที่ฉายภาพความทรงจำที่การคบหากับ Paul Mescal ดันคาบเกี่ยวกับการได้เป็นเล่นคอนเสิร์ตในงาน The Governor’s Ball Festival ในปี 2021 เธอทดลองนำเข้าทำนอง Waltz หยอกเย้ากับการเต้นรำในความสัมพันธ์ที่เริ่มโลเล
-โหมดผิดหวังในความรักมีไม่เท่าไหร่ ชดเชยด้วยความคลั่งรักกับแฟนหนุ่มคนปัจจุบัน Bo Burnham อย่างจัดเต็ม เข้าสู่โหมดคลั่งรักอย่างที่ไม่เคยเห็น Phoebe เป็นหนักขนาดนี้มาก่อน พอๆกับ Taylor Swift แต่สิ่งที่ตัดรสหวานโรแมนติกไม่ให้เลี่ยนได้ก็คงหนีไม่พ้นการขบด้วยความรู้สึก insecure ส่วนตัวที่ทำให้เธอยังคงคิดเผื่อ worst case scenario ที่จะจบแบบเจ็บๆซ้ำๆ
-เริ่มที่เพลง Kill Me เอื้อนเอ่ยอย่างเนิบนาบถึงความกังวลในอนาคตที่ไม่มีทางรู้ เพราะ 6 ปีที่ผ่านมาชีวิตของเธอมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย และการที่ Bo หรือ Bobby เข้ามาในชีวิตย่อมเป็นอะไรที่ดีเกินจริงสำหรับคนที่ยังคง insecure อยู่แล้ว ทั้งนี้เธอก็พยายามตั้งสติเพื่อให้อยู่กับปัจจุบันอยู่เหมือนกัน ภายใต้ความขมุกขมัว การเดินคอร์ดกีตาร์กลมกล่อมเพลิดเพลินอย่างซึมลึก Outro ที่โหมกระหน่ำส่งสัญญาณ kick off ความสัมพันธ์ที่ไปไหนไปกัน
-Bobby เพลง uptempo ยังคงติดเล่น dark humor ด้วยท่อนประมาณว่า ถ้าหากเธอไม่ชอบเพื่อนฉันคนไหน เดี๋ยวฉันไปฆ่าพวกแม่งให้เธอสบายใจได้เลย Intro ขึ้นเพลงมีกลิ่นอายคล้ายๆ Bleacher ของ Jack Antonoff อยู่เหมือนกัน ฟังง่ายรองลงมาจาก Lost Boys เลยก็ว่าได้ Liberty Tree ก็เป็นเพลงรักสุดแช่มชื้นติดสำเนียงเพลง Graceland Too ฉายภาพความทรงจำอันหอมหวาน ณ ห้าง Liberty Mall มีช่วงเวลาดีๆผ่านการเดินทางต่างแดนที่เธอได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้คนรักของเธอตุยก่อนที่เธอจะตุย
ส่วน verse สุดท้ายก็สานต่อความย้อนแย้งแทนที่ด้วยความคิดถึงที่ยังอยู่ในความทรงจำในทุกๆวัน และทำให้เธอเป็นเธอจนถึงทุกวันนี้ การปิดท้ายด้วยประโยค Thank you for everything จึงเป็นความโศกที่เข้าใจได้และขอร่วมร่ำไห้กับการสูญเสียพร้อมๆกับเธอ
-โหมดเพลงสั้น interlude อาทิเช่น Panorama ที่ขับเคลื่อนด้วยแอมเบี้ยนล้วนๆที่หยิบโมเมนต์ดูวิวจากห้องพักโรงแรม แล้วอยากดื่มกับเพื่อนข้างห้องแก้เหงา Lost Parade ที่หยิบคลิปเสียงแสดงสดเพลง Graceland Too ที่ไหนซักแห่ง เอามา distort ให้เป็นดั่งภาพทรงจำที่งดงามเหมือนโหยหาบรรยากาศแบบนี้
-Other Plans ที่เอื้อนเอ่ยอย่างแช่มช้า ค่อยเป็นค่อยไปถึงชีวิตรักปัจจุบันที่ไม่คิดว่าจะแตกต่างและลงตัวกว่าครั้งก่อน ซึ่งก็ชวนระลึกถึง Quote เด็ดของ John Lennon “Life is what happens when you are making other plans.” อีกนั่นแหละ Never Going Back! ไม่อยากกลับไปซ้ำลูปชีวิตเศร้าๆแบบเดิมที่ชัดเจนในตัวมัน แนบ voicemail คุณพ่อ Tony ในท่อน Outro แสดงความรำลึกถึง ต่อให้ตัวจากไปแล้ว ความคิดถึงแยกต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเดิมๆอีกต่อไป
-แปลกดีเหมือนกันที่ตีมเรื่องราวของ Lost Weekend วนอยู่กับประเด็นรักๆเลิกๆ ชีวิตหลังสูญเสียทั่วๆไปซึ่งเข้าใจง่ายกว่า Punisher แต่กลับถูกแปลงภาษาให้ฟังดูสลับซับซ้อนรอการค้นหาอีกไม่รู้จบ
-แน่นอนว่ารางวัลจึงตกไปที่คนฟังที่ take time มากพอในการกระเทาะเปลือกทีละชั้นด้วยความรู้สึกท้าทายที่ว่า ความซับซ้อนภายในจิตใจของศิลปินจะได้รับการคลี่คลายไปในทิศทางใด และคำตอบก็ชัดเจนไปตามจุดร่วมที่ก้าวข้ามผ่านความ trauma ไปพร้อมๆกัน มันเลยทำให้ความรู้สึกเศร้าแบบมนุษย์ทั่วไปที่ดูเหมือนจะเข้าใจได้ง่ายกลายเป็นความลึกซึ้งที่ไม่ตื้นเขินเลยแม้แต่น้อย
-และเป็นอีกครั้งที่สกิลในการแต่งเพลงของเธอที่ยังคงแหลมคมขึ้นทุกวันกลับทำให้เรื่องราวส่วนตัวของเธอดูมีน้ำหนักความน่าเชื่อถืออย่างสลักสำคัญ ยังคงเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่เป็นดั่งไฮไลท์สำคัญในสายอาชีพของเธอ ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากการอวยยศ best album ของ Phoebe Bridgers ณ ตอนนี้
Top Tracks: The Outside, Lost Boys, Kill Me, The Governor’s Waltz, Bobby, Lost Weekend, Haunted, Still Standing, Liberty Tree, Never Going Back!, I Can’t Wait, As Above, Lost Weekend (Reprise)