10 ก.ย. เวลา 10:11 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Lost Weekend - Phoebe Bridgers >>> ขาดหายตายจาก

🚨🚨FPFM’s Best New Album Alert 🚨🚨
-Phoebe Bridgers ไม่ใช่ศิลปินคลื่นลูกใหม่ แต่เป็นศิลปินคลื่นใต้น้ำที่เหล่าศิลปินกระแสหลักไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย ด้วยอานิสงฆ์ของอัลบั้มชุดสอง Punisher ที่ได้รับคำวิจารณ์ดีสุดๆในแบบไม่ฟลุ๊ค แต่สุมไปด้วยศักยภาพหลายสิ่งอย่างที่ทำให้เธอสามารถตกคนฟังเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนมีชาวด้อมที่ขนานนามตัวเองว่า Pharb ด้วย
-จุดเริ่มต้นมาจากการเลือกชุดคอสตูมที่เป็นเสื้อโครงกระดูกที่หาซื้อได้ตามร้าน Gift Shop ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งก็ไม่ได้คิดมาลอยๆ เธอจงใจเลือกชุดโครงกระดูกเพื่อสานต่อตีมฮาโลวีนจากภาพจำผีผ้าห่มในปกอัลบั้มชุดแรก Stranger in the Alps การคงตีมฮาโลวีนสอดรับกับมู้ดแอนด์โทนเพลง Folk ของเธอที่หนาแน่นด้วยความหม่น มีภาษาที่บาดลึก ตลกร้าย ไวยกรณ์อีโมหลอนๆเฉพาะตัว เมื่อภาพจำภายนอกไปด้วยกันกับสาสน์ภายในได้ คาแรคเตอร์และแบรนด์ดิ้งจึงชัด
-6 ปีที่หายไป มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายหลายหมื่นล้านเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่า เธอเป็นใครไม่รู้ที่ไปได้ไกลในสายอาชีพสุดๆ กระแสปากต่อปากและการบ่มเพาะเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ดังไปไกลถึงศิลปินเบอร์ใหญ่จนต้องเชื้อเชิญให้ไปร่วมฟีทเจอริ่งเยอะแยะมากมาย อาทิเช่น เบอร์ใหญ่สุด Taylor Swift ในเพลง Nothing New วงร็อค The Killers ในเพลง Runaway Horses ศิลปินฮิปฮอปก็มีอย่าง Kid Cudi ในเพลง Lovin Me รวมไปถึง SZA ในเพลง Ghost in the Machine เรียกได้ว่าเนื้อหอมสุดๆ
-ต่อให้ดังแล้วก็ไม่ลืมเพื่อนสาวที่อินดี้มาพร้อมๆกันอย่าง Lucy Dacus และ Julien Baker ที่เคยฟอร์มซุปเปอร์กรุ๊ป boygenius ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 2023 the record ประสบความสำเร็จจนได้รางวัลมากมาย
-ในขณะที่ชีวิตศิลปินที่กำลังรุ่งโรจน์ ระหว่างทางก็ขึ้นๆลงๆขมขื่นใช้ได้เลย ตั้งแต่ชีวิตรัก 2 ปีที่ล้มเหลวกับนักแสดงหนุ่ม Paul Mescal แต่ก็ยังดีที่ได้คนรักใหม่อย่าง Bo Burnham ศิลปินนักแสดงที่คบหาดูใจถึงทุกวันนี้และยังทำหน้าที่เป็น co-writer หลายเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย
-อกหักก็ไม่หนักเท่าการสูญเสียคุณพ่อ Tony Bridgers ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่เธอตัดพ้ออยู่บ่อยๆในหลายเพลงที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ทั้งรักและเกลียด อยากให้ทด 3 คนนี้ไว้ เพราะพวกเขาคือตัวละครสำคัญในอัลบั้มล่าสุด Lost Weekend ที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้
-การตั้งชื่ออัลบั้มมีความเป็นไปได้ว่า Phoebe ต้องการคารวะ John Lennon ที่เคยมีช่วงเวลา 18 เดือนที่แยกทางกับ Yoko Ono แล้วกลับมาคบกันอีกครั้ง ยุคสมัยแห่งการเลิกราและหลายสัปดาห์ที่ขาดหายได้สิ้นสุดแล้ว ถึงแม้ว่า Phoebe จะไม่ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ไหนโดยตรงถึงที่มาของชื่ออัลบั้ม แต่เป็นเพราะประวัติศาสตร์งานเพลงและบทสัมภาษณ์ของ Phoebe ได้มีการกล่าวถึงท่าน John Lennon อยู่บ่อยครั้ง
ในบทสัมภาษณ์ใน Rolling Stones ที่เธอเคยยกให้ท่าน John คือไอดอลคนโปรดที่มีอิทธิพลต่อตัวเธอพอๆกับ Elliott Smith และในเพลง Moon Song ในอัลบั้มก็มีการ mention ถึงท่าน John ด้วย
-Lost Weekend ในแบบฉบับของ Phoebe แตกต่างจากท่าน John โดยสิ้นเชิง เหมือนที่กล่าวรวมๆในข้างต้น ช่วงเวลาที่หายจากงานเดี่ยวยาวนานถึง 6 ปี มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหลายด้าน สายอาชีพศิลปินที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ชีวิตส่วนตัวโคตรจ๋อย ชีวิตรักที่ไม่สมหวังแต่ยังดีที่ได้รับการชดเชยจากคนรักใหม่ แต่คงไม่เท่ากับการสูญเสียคุณพ่อที่ทำให้ความเศร้าต่างๆนาๆประดังประเดเข้ามาอย่างเอ่อล้น
-Lost Weekend มันเลยเป็นอัลบั้มที่ย่อยไม่ง่ายเสียทีเดียว ถึงแม้จะเปิดวน 2-3 ครั้งแรกก็ตาม ปัจจัยภาคดนตรีที่คาดเดาไม่ได้ก็ส่วนนึง แต่เมื่อส่อง lyrics แล้ว อื้อหือ !!! มวลอารมณ์เนี่ยโคตรหน่วงและดิ่งใช้ได้เลย นี่จึงไม่ใช่อัลบั้มที่ฟังเพื่อความบันเทิงผ่อนคลาย แต่โดยเนื้อแท้เค้าอยากให้เราซึมซับอารมณ์ความรู้สึกเจ็บซึมลึกที่ยังคงไม่มูฟออน คิดวกวนจมอยู่กับความสับสน เสียงในหัวที่มากมายเต็มไปหมด พารานอยด์กลัวว่าอนาคตจะจบแบบเดิม เป็นความขมปี๋ที่ต้อง take time เท่านั้นจึงจะเข้าถึง
-ยิ่งดังก็ยิ่งได้ connection เพราะรอบนี้ได้ Jack Antonoff มาเป็น Executive Producer เคียงคู่กับ Tony Berg และ Ethan Gruska ที่เป็นโต้โผมาตั้งแต่ยุคเดบิวท์อัลบั้ม อย่างที่ทราบกันดีว่า Jack เป็นโปรดิวซ์เซอร์สายป็อปที่งานชุกมากๆ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินป็อปเบอร์ใหญ่ โดยเฉพาะ Taylor Swift, Sabrina Carpenter ที่เคยใช้บริการวนไป 2-3 อัลบั้มติด ซึ่งเราก็เริ่มคาดเดาแนวทางของพี่ Jack ได้แล้ว
-แต่การได้มาคุมงานของ Phoebe เมื่อได้ฟังครั้งแรกก็ต้องบอกได้เลยว่า หักปากกาเซียนเพลงพอสมควร แกนำพา Phoebe เข้าไปสู่ความพิศวงอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือ อึมครึมชิบหาย (ฮ่าๆๆ) แทนที่จะ radio friendly แต่กลับฟังยากเข้าไปอีก Jack Antonoff จึงแทบไม่ใช้กล่องลายเซ็นต์ของตัวเองมาครอบสไตล์ของ Phoebe มีแต่ตามใจให้ Phoebe สามารถนำสุ้มเสียงเฉพาะของตัวเองมาหยิบจับทักถอและ distort ได้ตามใจชอบ ที่เหลือก็ปล่อยให้เชฟคนอื่นๆทำสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเอามาทับซ้อน layer ให้สลับซับซ้อนแล้วหาทางลงอีกทีนึง
-มีแต่เพลง Lost Boys ที่พอเป็นตัวแทนหมู่บ้านในการตกคนฟังในวงกว้างให้สนุกครื้นเครง เอ็นจอยไปกับการเป็นคนไม่รู้จักโต (Peter Pan Syndrome) ที่ขอหลีกหนีความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย ในเอ็มวีก็นำเสนอความแฟนตาซีหลุดโลกบ้าๆบอๆพอสมควรด้วย สุ้มเสียง indie folk ที่คุ้นเคยของ Phoebe มาพร้อมกับออเครสตร้าบางๆตามสไตล์พี่ Jack แต่รอบนี้พี่แกอุตส่าห์เติมกลิ่นอายเครื่องเป่าให้ใกล้เคียงกับเพลง Kyoto เข้าไปด้วย เรียกได้ว่า Lost Boys เป็นน้ำจิ้มแห่งความ friendly ที่อีกเดี๋ยวเราจะได้เตรียมตั้งการ์ดแน่นอน
-การเปิดอัลบั้มด้วย The Outside ก็ถือว่าได้กลิ่นความผิดแผกและท้าทายคนฟังตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการประมวลภาพความทรงจำ previously on ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา acapella ที่กร่อนด้วยเครื่อง vocoder ชวนระลึกถึง Bon Iver ซ้อนทับความเป็นมนุษย์ที่ถูกฝังอยู่ใน Camcoder ที่ให้ภาพและเสียงคุณภาพต่ำ แต่คุกกรุ่นไปด้วยความพร่าเลือนและตรอมตรมอย่างบอกไม่ถูก
มีทั้งภาพงานศพคุณพ่อที่กำลังถูกยกโลงไป คู่ขนานไปกับภาพของตัวเธอเองที่กำลังเล่น body surf กับคนดูตอนทัวร์คอนเสิร์ตใน Ohio ตัดสลับท่อนฮุกที่เป็นเสียงจริงทำหน้าที่ดั่ง “คนนอก” ที่กำลังย้อนดูวิดีโอภาพทรงจำในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา โหมกระหน่ำด้วยการฮัมเสียง เปียโน เครื่องดีดสีอันเป็น ghost motif ที่เป็นลายเซ็นต์ของ Phoebe ตามติดอยู่ไม่จาง รวมๆแล้วเป็นการเกริ่นนำที่ฉายภาพการร่วงหล่นและการอุ้มชูที่ดีมากๆ
-แม้กระทั่งไตเติ้ลแทร็ค Lost Weekend ก็แหกขนบการวางตัวเป็น centerpiece ของอัลบั้มเช่นกัน แถมยังแตกหน่อออกเป็น 2 พาร์ท เป็นความสลักสำคัญที่อยู่ในรูปโฉมอันแสนไม่คุ้นเคย ไม่เน้นการปล่อยของภาคดนตรีสุดแกรนด์และอลังการ คุกกรุ่นไปด้วย ambient สุดหึ่งและอื้ออึง เอื้อนเอ่ยขับขานไปเรื่อยโดยที่ไม่มีท่อนฮุกกำกับ
เบื้องหลังของเพลงนี้เธอเคยแต่งทดไว้เกือบ 700 verse ก่อนที่จะเป็น verse ที่ได้ฟังจนถึงวันนี้ ซึ่งในพาร์ทแรกโฟกัสไปที่การเลิกราเป็นหลัก คนที่โดนเต็มๆเลยคือ Paul Mescal แฟนเก่าที่เคยคบ 2 ปีถึงขั้นจะแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว
Surviving my gift until I get shot / I'm supposed to be married, but I called it off
Lost Weekend - Phoebe Bridgers
เป็นประโยคทองที่เอาไปตีความกันให้แซ่บถึงชีวิตรักที่ไม่ถึงฝั่งฝันระหว่างเธอกับ Paul อย่างชัดเจนที่สุด และถ้าสังเกตให้ดีอีกประโยคนึงก็ reference ถึงเหตุการณ์สุดช็อคโลกที่ John Lennon ถูกแฟนเพลงยิงเสียชีวิตด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าเธอจะถูกใครยิงในช่วงที่หายไป เป็นการเปรียบเปรยถึงชีวิตชื่อเสียงที่นำพาให้เธออยู่รอดในสายอาชีพก็จริง แต่การได้คบกับบุคคลสาธารณะด้วยกันแล้วจบด้วยการเลิกราก็เป็นการโดนฟ้าผ่าดีๆนี่เอง (ส่วนพาร์ทสอง ขอทดไว้ก่อน)
-เรื่องรักครั้งเก่ายังไม่จบแค่นั้น เธอยังมีเพลง The Governor’s Waltz ที่ฉายภาพความทรงจำที่การคบหากับ Paul Mescal ดันคาบเกี่ยวกับการได้เป็นเล่นคอนเสิร์ตในงาน The Governor’s Ball Festival ในปี 2021 เธอทดลองนำเข้าทำนอง Waltz หยอกเย้ากับการเต้นรำในความสัมพันธ์ที่เริ่มโลเล
ท่อนฮุกที่เพิ่มดีกรีความห่างเหิน ตั้งแต่การไร้ซึ่งสกินชิพ การไม่ได้พูดคุย ไปจนถึงการลากแฟนใหม่คนปัจจุบันของ Paul อย่าง Gracie Abrams เอามาฉายแสงบนเวทีด้วยการล้อเลียนการแสดงสดของ Gracie ที่ครั้งนึงเธอเคยเอาเตียงนอนมาเป็นพร็อพบนเวทีด้วย ซึ่งชาวเน็ตก็โยงเก่งสัดๆด้วยการส่องไปที่ผ้าปูที่นอนที่ดันมีลวดลายจรวดคล้ายกับของ Phoebe เคยโพสต์ลงใน IG ด้วย เป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ของอดีตรักอย่างโดดเดี่ยว รวมทั้งความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับ Gracie ดูทรงแล้วไม่น่ากลับไปเป็นเหมือนเดิมแน่นอน
-โหมดผิดหวังในความรักมีไม่เท่าไหร่ ชดเชยด้วยความคลั่งรักกับแฟนหนุ่มคนปัจจุบัน Bo Burnham อย่างจัดเต็ม เข้าสู่โหมดคลั่งรักอย่างที่ไม่เคยเห็น Phoebe เป็นหนักขนาดนี้มาก่อน พอๆกับ Taylor Swift แต่สิ่งที่ตัดรสหวานโรแมนติกไม่ให้เลี่ยนได้ก็คงหนีไม่พ้นการขบด้วยความรู้สึก insecure ส่วนตัวที่ทำให้เธอยังคงคิดเผื่อ worst case scenario ที่จะจบแบบเจ็บๆซ้ำๆ
-เริ่มที่เพลง Kill Me เอื้อนเอ่ยอย่างเนิบนาบถึงความกังวลในอนาคตที่ไม่มีทางรู้ เพราะ 6 ปีที่ผ่านมาชีวิตของเธอมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย และการที่ Bo หรือ Bobby เข้ามาในชีวิตย่อมเป็นอะไรที่ดีเกินจริงสำหรับคนที่ยังคง insecure อยู่แล้ว ทั้งนี้เธอก็พยายามตั้งสติเพื่อให้อยู่กับปัจจุบันอยู่เหมือนกัน ภายใต้ความขมุกขมัว การเดินคอร์ดกีตาร์กลมกล่อมเพลิดเพลินอย่างซึมลึก Outro ที่โหมกระหน่ำส่งสัญญาณ kick off ความสัมพันธ์ที่ไปไหนไปกัน
-Bobby เพลง uptempo ยังคงติดเล่น dark humor ด้วยท่อนประมาณว่า ถ้าหากเธอไม่ชอบเพื่อนฉันคนไหน เดี๋ยวฉันไปฆ่าพวกแม่งให้เธอสบายใจได้เลย Intro ขึ้นเพลงมีกลิ่นอายคล้ายๆ Bleacher ของ Jack Antonoff อยู่เหมือนกัน ฟังง่ายรองลงมาจาก Lost Boys เลยก็ว่าได้ Liberty Tree ก็เป็นเพลงรักสุดแช่มชื้นติดสำเนียงเพลง Graceland Too ฉายภาพความทรงจำอันหอมหวาน ณ ห้าง Liberty Mall มีช่วงเวลาดีๆผ่านการเดินทางต่างแดนที่เธอได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้คนรักของเธอตุยก่อนที่เธอจะตุย
-บางทีการเลิกรากับคนรักคนเก่าเป็นเรื่องเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับการสูญเสียคุณพ่อ Tony Bridgers ผู้ซึ่งเป็นบุคคลหลักที่เธอตั้งใจทำอัลบั้มนี้เพื่ออุทิศให้แก่เขาโดยเฉพาะ เพลงที่สามารถรวบรวมความซาบซึ้ง ความเศร้าที่หนักหน่วงระดับ trigger warning ใครที่เพิ่งผ่านการสูญเสียพ่อจำต้อง skip ไปก่อน
เพลงนั้นคือ Still Standing ที่ประมวลความรู้สึกสลับซับซ้อนทั้งรักและเกลียดที่มีต่อพ่อของเธอ โดยเฉพาะเหตุการณ์ฝังใจในวัยเด็กที่เห็นความรุนแรงในครอบครัว แม่ของเธอเลือดตกยางออกหลังมีปากเสียงกัน แล้วคุณพ่อก็หันมาบอกว่า “พ่อขอโทษนะลูก” ณ ตอนนั้น Phoebe ยังคงไร้เดียงสา ทำตัวไม่ถูกก็จริง แต่ก็พอรู้โดยนัยถึงความบ้านแตกของเธอ แต่ยังไงพ่อก็คือพ่อ ต่อให้จะเป็นคนที่ toxic มากขนาดไหน แต่ไม่มีวันไหนที่ Phoebe จะไม่คิดถึงเลย
การแต่งเพลงเพื่ออุทิศถึงพ่อก็ซาบซึ้งอย่างมีชั้นเชิงมาก verse แรกตั้งต้นด้วยความสับสนที่ว่า “ใจจริงฉันอยากให้พ่อกลับมา แต่คงไม่ใช่วันนี้ เพราะพ่อได้จากไปแล้ว” หญิงสาววัยรุ่นชุดพรอมสีแดงเปลี่ยนผ่านสู่ชุดสูทสีดำที่ไม่นึกว่าจะได้ใส่เร็วขนาดนี้
ส่วน verse สุดท้ายก็สานต่อความย้อนแย้งแทนที่ด้วยความคิดถึงที่ยังอยู่ในความทรงจำในทุกๆวัน และทำให้เธอเป็นเธอจนถึงทุกวันนี้ การปิดท้ายด้วยประโยค Thank you for everything จึงเป็นความโศกที่เข้าใจได้และขอร่วมร่ำไห้กับการสูญเสียพร้อมๆกับเธอ
-เพลงรองสุดท้ายอันเป็นจุดไคล์แม็กซ์อย่าง As Above ที่เธอเปลี่ยนโทนการร้องที่เอื้อนเอ่ยมาเป็นน้ำเสียงปกติที่เรียบเฉยไปตามท่วงทำนองเปียโนที่จริงจัง ก่อนที่จะตะโกนสุดเสียงในท่อน bridge เป็นการนั่งตกผลึกได้ถึงการสะท้อนชีวิตกันและกัน ผ่านอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ผ่านคำสาปบาดแผลประจำตระกูลว่ามันสามารถส่งต่อการเป็นคนๆนึงจนถึงวันนี้ได้อย่างไร
ซึ่งในชีวิตการเป็นศิลปินของ Phoebe ที่เติบใหญ่ต้องเดินสายออกทัวร์จนต้องนั่งเครื่องบินข้ามทวีปหลายครั้งหลายครา น่าจะทำให้เสียงในหัวต่างๆนาๆทำให้คิดวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนหลายอย่าง นึกถึงแม่ของเธออาจจะขับรถไปโรงพยาบาลอยู่เก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ช่างแม่งโรคกลัวความสูง กูสามารถโดดลงประตูฉุกเฉินได้เลยตอนนี้ ในขณะที่การรักตัวกลัวตายมันก็ยังฉุดรั้งให้เราต้องคาดเข็มขัดอยู่ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดอยู่ดี
-ทั้งนี้ Phoebe ก็ไม่ได้ใจร้ายให้คนฟังจมอยู่กับความเศร้าเรื่องการสูญเสียให้จมดินขนาดนั้น ระหว่างทางเธอก็นวดคลายเส้นตึงๆให้คนฟังด้วยโหมดเพลงแช่มชื้นและชำระล้างเป็นตัวพักเบรคอารมณ์หน่วงที่แตกต่างกันไป
-ตั้งแต่การสานต่อ Graceland Too ด้วยเพลง Haunted ที่ยังคงสไตล์เพลง bluegrass Americana และยังชวนสองสาว Lucy Dacus และ Julien Baker มาร่วมประสานเสียง on the road ปลอบประโลมให้ใจที่เคยแหลกสลายได้ถูกสมานแผลให้กล้าเติบโตจากภายในได้อย่างไม่หวั่น การแซมคอรัสเพลงนี้ก็โฉบไปโฉบมาแปลกกว่าเพลงที่แล้ว แต่หาทางลงได้อย่างโฟลว์จนกลายลวดลายความงดงามที่เลียนแบบได้ยาก
-โหมดเพลงสั้น interlude อาทิเช่น Panorama ที่ขับเคลื่อนด้วยแอมเบี้ยนล้วนๆที่หยิบโมเมนต์ดูวิวจากห้องพักโรงแรม แล้วอยากดื่มกับเพื่อนข้างห้องแก้เหงา Lost Parade ที่หยิบคลิปเสียงแสดงสดเพลง Graceland Too ที่ไหนซักแห่ง เอามา distort ให้เป็นดั่งภาพทรงจำที่งดงามเหมือนโหยหาบรรยากาศแบบนี้
-Other Plans ที่เอื้อนเอ่ยอย่างแช่มช้า ค่อยเป็นค่อยไปถึงชีวิตรักปัจจุบันที่ไม่คิดว่าจะแตกต่างและลงตัวกว่าครั้งก่อน ซึ่งก็ชวนระลึกถึง Quote เด็ดของ John Lennon “Life is what happens when you are making other plans.” อีกนั่นแหละ Never Going Back! ไม่อยากกลับไปซ้ำลูปชีวิตเศร้าๆแบบเดิมที่ชัดเจนในตัวมัน แนบ voicemail คุณพ่อ Tony ในท่อน Outro แสดงความรำลึกถึง ต่อให้ตัวจากไปแล้ว ความคิดถึงแยกต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเดิมๆอีกต่อไป
-I Can’t Wait ไม่คิดว่าจะตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ล เพราะเป็นเพลงที่เนื้อหาปลายเปิดมากๆ เธอกำลังรอเบื้องหน้าอะไรก็ไม่รู้ ที่แน่ๆมันคือเพลงที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังได้ลองนั่งนิ่งๆบนเบาะหลังรถก็ดี นั่งในโรงหนังก็ใช่ หรือจะเป็นแมลงสังเกตชีวิตของเธอเหมือนใน MV ก็ได้ เฝ้ามองชีวิตต่อจากนี้ไปพร้อมๆกับเธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ณ ปัจจุบันเรายังคงมีชีวิตเพื่อที่จะค้นหาคำตอบให้ตัวเองต่อไป
-การปิดท้ายด้วยไตเติ้ลแทร็คพาร์ทสอง Lost Weekend (Reprise) ลดโทนความหึ่งและอื้ออึงของ ambient จากพาร์ทแรก สู่ความสว่างวาบที่คลี่คลายขึ้น ยังคงรำลึกถึงคุณพ่อ Tony Bridgers ที่ได้ทิ้งคำสอนในเรื่องการให้อภัยคนที่ไม่เคยแม้แต่คำขอโทษ อย่าคาดหวังความโลกสวยของรัฐบาลที่ปากบอกว่า เราจะรวยไม่ไหวแล้วจนต้องร้องขอชีวิต พวกเขาก็ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชนที่อดตายอยู่ดี
เริ่มรู้จักปล่อยวางในศึกที่ไม่มีวันชนะเหมือนความพยายามในการทำลายกำแพงที่ทุบต่อยตีให้ตายยังไงก็ไม่พัง และความสัมพันธ์กับความรักในปัจจุบันที่พยายามดื่มด่ำไปกับมันเพื่อให้ไม่ลืมเรื่องราวการเดินทางไปด้วยกัน เป็นการสรุปจบที่จูงใจให้คนฟังมูฟออนได้อย่างสนิทใจโดยที่ไม่มีอะไรค้างคาได้ยอดเยี่ยมมากๆ
-อย่าคิดว่าการมีชื่อเสียงของ Phoebe Bridgers จะทำให้ศักยภาพการคราฟท์ผลงานย่อหย่อนลงไปตามการ hype ของแฟนเพลงจนเคยตัว แต่เป็นการตกผลึกช่วงเวลา 6 ปีที่หายไปผ่านการเข้ามาและลาจากของคนที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างเข้มข้นที่สุดเท่าที่ศิลปินคนนึงเคยทำมา ความทะเยอทะยานที่มาได้ถูกเวลาก็ยิ่งทำให้อัลบั้มชุดที่ 3 เต็มไปด้วยความแหลมคมขึ้นไปอีกขั้น
-แปลกดีเหมือนกันที่ตีมเรื่องราวของ Lost Weekend วนอยู่กับประเด็นรักๆเลิกๆ ชีวิตหลังสูญเสียทั่วๆไปซึ่งเข้าใจง่ายกว่า Punisher แต่กลับถูกแปลงภาษาให้ฟังดูสลับซับซ้อนรอการค้นหาอีกไม่รู้จบ
-แน่นอนว่ารางวัลจึงตกไปที่คนฟังที่ take time มากพอในการกระเทาะเปลือกทีละชั้นด้วยความรู้สึกท้าทายที่ว่า ความซับซ้อนภายในจิตใจของศิลปินจะได้รับการคลี่คลายไปในทิศทางใด และคำตอบก็ชัดเจนไปตามจุดร่วมที่ก้าวข้ามผ่านความ trauma ไปพร้อมๆกัน มันเลยทำให้ความรู้สึกเศร้าแบบมนุษย์ทั่วไปที่ดูเหมือนจะเข้าใจได้ง่ายกลายเป็นความลึกซึ้งที่ไม่ตื้นเขินเลยแม้แต่น้อย
-การรวบรวมบุคลากรทั้งฝั่งกระแสหลักและกระแสอินดี้ ประหนึ่งทีม Avengers ในวงการเพลงมาเสริมทัพเป็นการยกระดับให้ Phoebe สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้หนักแน่นเต็มที่โดยไม่ต้องเปลืองแรงตัวเองจนเกินไป ต่อให้จะมีชื่อ Jack Antonoff มาเจิม หรือการโผล่ cameo ของสองเพื่อนสาว boygenius และ Cameron Winter (ในนามของ Son-John Johnson) ก็ไม่มีผลทำให้สไตล์ความอีโมของ Phoebe ถูก overwrite บดบังรัศมีแต่อย่างใด
-และเป็นอีกครั้งที่สกิลในการแต่งเพลงของเธอที่ยังคงแหลมคมขึ้นทุกวันกลับทำให้เรื่องราวส่วนตัวของเธอดูมีน้ำหนักความน่าเชื่อถืออย่างสลักสำคัญ ยังคงเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่เป็นดั่งไฮไลท์สำคัญในสายอาชีพของเธอ ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากการอวยยศ best album ของ Phoebe Bridgers ณ ตอนนี้
Top Tracks: The Outside, Lost Boys, Kill Me, The Governor’s Waltz, Bobby, Lost Weekend, Haunted, Still Standing, Liberty Tree, Never Going Back!, I Can’t Wait, As Above, Lost Weekend (Reprise)
Give 9/10
Thx 4 Readin’
See y’all
โฆษณา