เมื่อวาน เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

John Overdeck มหาเศรษฐี ผู้นำคณิตศาสตร์ไปสร้างอาณาจักรลงทุน 2,000,000,000,000

ในค่ำคืนหนึ่งกลางมหานครนิวยอร์ก มีการแข่งขันคณิตศาสตร์รายการหนึ่ง ที่รวบรวมมันสมองระดับหัวกะทิของประเทศเอาไว้
และเมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงรอบสุดท้าย หนึ่งในผู้เข้าชิงก็คือ คุณ Terence Tao ชายผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่เก่งที่สุดของยุคสมัย
เจ้าของรางวัลเหรียญ Fields ที่เปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของวงการคณิตศาสตร์
และนอกจากนี้เอง เขายังเคยเป็นเด็กที่คว้าเหรียญทองแดงคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ได้ตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ
แต่ทว่าในคืนนั้น คุณ Tao ไม่ได้ที่หนึ่ง
เพราะคนที่เอาชนะเขาไปได้ ไม่ใช่ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยไหนบนโลกนี้ แต่กลับเป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่แทบไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อเลย
และนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วย ที่เขาสามารถชนะในรายการนี้ได้..
หากสงสัยว่า ชายคนนี้เป็นใคร และทำไมคนที่เก่งคณิตศาสตร์มากขนาดนี้ ถึงมาเอาดีด้านการเป็นนักลงทุน ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
คนที่เราได้เกริ่นถึงไปในตอนต้น ก็คือคุณ John Overdeck ผู้ร่วมก่อตั้ง Two Sigma หนึ่งในกองทุนสายปริมาณ หรือ Quant ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยเขาเกิดในปี 1969 และเติบโตขึ้นมาในรัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางครอบครัวที่มีตัวเลขไหลเวียนอยู่ทุกลมหายใจ
เพราะมีคุณพ่อเป็นนักคณิตศาสตร์อาวุโส ที่ทำงานให้หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ส่วนคุณแม่ก็จบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์ และบริหารบริษัทคอมพิวเตอร์
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตั้งแต่ยังเด็ก คุณ John มักจะแสดงพรสวรรค์ด้านตัวเลขออกมาอย่างโดดเด่น
อย่างเช่น ตอนที่เรียนอยู่เพียงเกรด 10 เขาก็ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ทั้งหมด ที่สอนกันในโรงเรียนมัธยม จนครบหมดแล้ว
แต่ถึงจะเก่งเกินวัยขนาดนี้ เส้นทางชีวิตของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จนเหมือนว่าทุกอย่างง่ายดายแบบไม่ต้องพยายามเลย
เพราะกว่าจะได้ติดทีมชาติไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกได้ เขาก็ต้องผ่านค่ายคัดตัวอันโหดหินมาแล้วถึง 2 ครั้ง และพบกับความผิดหวัง
จนกระทั่งความพยายามครั้งที่ 3 ในปี 1986 เขาถึงได้ไปยืนอยู่ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ และคว้าเหรียญเงินกลับบ้านมาได้ พร้อมทั้งช่วยให้ทีมสหรัฐอเมริกา ทำคะแนนรวมขึ้นเป็นอันดับ 1 ร่วมกับสหภาพโซเวียต..
หลังเรียนจบมัธยม คุณ John ยังเลือกเดินหน้าต่อในสิ่งที่ตัวเองถนัด ด้วยการเข้าเรียนปริญญาตรี สาขาคณิตศาสตร์ และปริญญาโท ด้านสถิติ จาก Stanford University
ในช่วงแรก เขาเคยคิดจะเรียนต่อให้จบปริญญาเอก แถมเคยได้ไปฝึกงานอยู่ที่ Bell Labs ศูนย์วิจัยระดับตำนาน ที่เคยสร้างนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลมาแล้วหลายคน
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง บริษัทการลงทุนแห่งหนึ่ง ได้มองเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้ลองเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เข้ามาทำงานในวอลล์สตรีตดู
1
บริษัทนั้นมีชื่อว่า D.E. Shaw..
D.E. Shaw ไม่ใช่บริษัทการลงทุนแบบดั้งเดิม ที่เต็มไปด้วยนักวิเคราะห์นั่งอ่านงบการเงิน หรือมีผู้จัดการกองทุนคอยโทรไปสอบถามข้อมูลจากผู้บริหารบริษัท
แต่นับเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวทาง Quantitative Investing หรือการลงทุนเชิงปริมาณ รายแรก ๆ ของโลก
หลักการของกองทุนนี้คือ จะนำเครื่องมืออย่างคณิตศาสตร์ สถิติ และคอมพิวเตอร์ มาช่วยค้นหาความสัมพันธ์บางอย่าง ที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง แล้วแปลงสิ่งเหล่านั้น ให้ออกมาเป็นระบบในการซื้อขายหุ้น
คุณ John จึงตัดสินใจหยุดเรียนปริญญาเอก แล้วเริ่มต้นทำงานที่ D.E. Shaw ทันที
เพียงแค่ปีแรก เขาก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น และตราสารทางการเงินของประเทศญี่ปุ่น
ก่อนจะค่อย ๆ ขยายบทบาท ไปดูแลการลงทุนในเอเชีย, ยุโรป และก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท ได้อย่างรวดเร็ว
และอีกเรื่องที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การได้มาทำงานที่นี่ ยังทำให้เขาได้พบกับคน 2 คน ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของเขาอยู่ไม่น้อย
คนแรกคือคุณ Jeff Bezos ผู้บริหารหนุ่มของ D.E. Shaw ซึ่งเป็นคนสัมภาษณ์รับคุณ John เข้ามาทำงาน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือคุณ David Siegel นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ เจ้าของปริญญาเอกจาก MIT ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนร่วมกันกับคุณ John
ในปี 1999 หลังจากทำงานอยู่ที่ D.E. Shaw มาเกือบ 7 ปี คุณ John ก็ตัดสินใจตามคุณ Bezos ไปทำงานที่ Amazon ในตำแหน่ง Vice President และผู้ช่วยด้านเทคนิคของ CEO
และต่อมา เขาก็ยังได้มาดูแลด้านระบบความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งหมด ทั้งการปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน, ระบบการแนะนำสินค้า ไปจนถึงการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม
หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากมีลูกค้า 2 คน เปิดหน้าเว็บไซต์ของ Amazon พร้อมกัน ก็จะเห็นสินค้าแนะนำไม่เหมือนกันเลย เพราะทั้งคู่มีความสนใจและประวัติการซื้อแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ Amazon จะกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ลึก ๆ แล้ว คุณ John ก็ยังคงหลงใหลในโลกการลงทุน และอยากกลับไปสร้างบางสิ่งจากแนวคิดของตัวเอง
ในปี 2001 เขาได้นั่งกินพิซซาอยู่ที่ร้าน Pizza Hut ร่วมกับคุณ Paul Tudor Jones อีกหนึ่งนักลงทุนระดับตำนาน เพื่อขอความเห็นเรื่องการสร้างบริษัท ที่จะนำแนวคิดวิทยาการคอมพิวเตอร์ เข้ามาใช้ในการลงทุน
คุณ Paul รู้สึกประทับใจในความสามารถของเขามาก และเมื่อการพูดคุยจบลง คุณ John ก็เดินออกมาจากร้าน พร้อมกับได้คุณ Paul เป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุนตั้งต้นให้กับบริษัทใหม่นี้..
บริษัทนี้มีชื่อว่า Two Sigma โดยคำว่า Sigma มีความหมายซ่อนอยู่ 2 แบบ
- ตัว Sigma พิมพ์เล็ก หมายถึง ความผันผวนหรือความเสี่ยง
- และส่วน Sigma พิมพ์ใหญ่ หมายถึง ผลรวมของสิ่งต่าง ๆ
ซึ่งสะท้อนแนวคิดของบริษัท ที่ต้องการจะนำสัญญาณการลงทุนเล็ก ๆ จำนวนมหาศาล มารวมกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนภายใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมได้นั่นเอง
โดยวิธีทำงานของ Two Sigma จะไม่ใช่การสร้างระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ที่สามารถทำนายอนาคตได้ถูกต้องแม่นยำทุกครั้ง
แต่เริ่มจากให้นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และวิศวกร ตั้งสมมติฐานขึ้นมาก่อนว่า ข้อมูลบางอย่างอาจจะมีความสัมพันธ์กับราคาสินทรัพย์หรือไม่ จากนั้นจึงค่อยนำข้อมูลในอดีตมาทดสอบซ้ำ ๆ
หากแบบจำลองนั้นยังทำงานได้ดี ทนทานต่อภาวะของตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ได้ จึงค่อยนำมาใช้ลงทุนจริง
ข้อมูลที่ถูกนำมาทดสอบนี้ จะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ครอบคลุมตั้งแต่ งบการเงิน, ราคาหุ้น, ปริมาณการซื้อขาย ไปจนถึงเหตุการณ์แปลก ๆ อีกมากมาย ก็ยังถูกนำมาทดสอบด้วย
ซึ่งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การค้นพบโมเดลเพียงตัวเดียว ที่จะฉลาดสุด ๆ จนทำนายอนาคตได้ถูกต้องทุกครั้ง เพราะแบบจำลองประเภทนั้น คงไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกนี้
แต่คือการเน้นเพิ่มโอกาส ให้บริษัทมองหาข้อได้เปรียบเล็ก ๆ จากแบบจำลองจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ถูกทดสอบมาแล้วเป็นอย่างดี เพื่อพัฒนาเป็นระบบการลงทุน ที่จะลดความเสี่ยง ให้เหลือน้อยที่สุด
เพราะหากระบบสามารถตัดสินใจได้ถูก บ่อยกว่าผิดเพียงเล็กน้อย และทำซ้ำ ๆ ต่อกันได้หลายครั้ง
ความได้เปรียบเล็ก ๆ เหล่านั้น เมื่อรวมตัวกัน ก็จะกลับกลายเป็นพลังแห่งการทบต้น จนสร้างผลตอบแทนระดับมหาศาลได้เลย
และด้วยแนวคิดแบบนี้เอง Two Sigma จึงเป็นบริษัทที่มีการจ้างพนักงาน ไม่ค่อยเหมือนใคร
เพราะแทนที่จะเน้นจ้างคนจบ MBA หรือนักการเงิน เหมือนที่บริษัทส่วนใหญ่มักจะทำกัน
Two Sigma กลับเลือกควานหานักคณิตศาสตร์, นักฟิสิกส์, วิศวกร ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเก่ง ๆ เข้ามาช่วยกันค้นหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในตลาดแทน..
แนวทางที่ว่ามานี้ ถือว่าได้พิสูจน์ตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อกองทุนกองแรกของบริษัท เปิดตัวในปี 2002 ก็สามารถสร้างผลตอบแทนออกมา ได้ระดับเลข 2 หลัก ทั้งในปีแรกและปีถัดมา
แม้ว่าตลาดหุ้นในตอนนั้นจะยังเพิ่งผ่านเหตุการณ์ฟองสบู่ดอตคอมมาหมาด ๆ ก็ตาม
และเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมากพากันขาดทุนอย่างหนัก กองทุนของ Two Sigma ก็ยังสามารถรักษาผลตอบแทนให้เป็นบวกได้
จากจุดเริ่มต้นบนโต๊ะที่ร้าน Pizza Hut ในวันนั้น วันนี้บริษัทได้เติบโตขึ้นมา จนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร มากถึง 2,000,000 ล้านบาท
และส่งให้คุณ John ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งมหาเศรษฐีของโลก ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 250,000 ล้านบาท
แถมได้รับการยกย่องอย่างสูง ให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ ผู้ช่วยผลักดันให้การลงทุนสาย Quant กลายมาเป็นกระแสหลักในโลกการเงินได้..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจถึงเรื่องราวของคุณ John Overdeck อีกหนึ่งนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ ผู้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกกันดีขึ้นแล้ว
จริง ๆ แล้ว หากเราลองมองให้ลึกซึ้งกันอีกสักหน่อย ก็จะเห็นว่า คุณ John ไม่เคยทอดทิ้งคณิตศาสตร์เลย
แต่เขาแค่พลิกมุมมอง ผ่านการเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง มาเป็นนักคณิตศาสตร์ ที่ใช้คณิตศาสตร์มองหาคำตอบในโลกการลงทุน
ซึ่งเป็นศูนย์รวมของความซับซ้อน ที่เจือปนไปทั้ง ความไม่แน่นอน จากพฤติกรรมที่ดูคาดเดาไม่ได้ และความโลภของผู้คนในตลาด ที่ดูจะไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วย Amazon หารูปแบบพฤติกรรมของลูกค้า หรือการสร้าง Two Sigma ขึ้นมา
สิ่งที่คุณ John ทำมาตลอด ก็คือการมองหาความสัมพันธ์บางอย่าง ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น แล้วนำสิ่งที่ค้นพบนั้น มาสร้างเป็นระบบที่ใช้งานได้จริง
เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จ เพราะค้นพบสมการวิเศษที่เปลี่ยนโลกนี้ได้ แต่เป็นเพราะเขาสร้างระบบ ที่ช่วยให้ตัวเองตัดสินใจได้ถูก บ่อยกว่าการทำผิด
และอดทนทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามารบกวนการตัดสินใจ
บางที เรื่องราวของคุณ John อาจจะกำลังบอกเราอยู่ก็ได้ว่า ความได้เปรียบที่จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของเรา ไม่จำเป็นต้องมาจากการทำสิ่งยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เรานำหน้าคนอื่นไปไกล ได้ตั้งแต่วันแรก
แต่กลับเป็นแค่เพียงความได้เปรียบเล็ก ๆ ที่มีอยู่จริง จนทำซ้ำได้ และเราก็แค่อดทนปล่อยให้กระบวนการนี้ ทำต่อเนื่องไปได้นานพอ
สักวันหนึ่ง สิ่งเล็กน้อยที่เมื่อมองผ่าน ๆ อาจจะดูไม่ได้สลักสำคัญอะไร ก็อาจจะผสานรวมตัวกัน กลายเป็นผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่เราเคยคาดคิดไว้ในตอนต้น ก็เป็นได้..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#JohnOverdeck
โฆษณา