11 ก.ย. เวลา 11:30 • ธุรกิจ

ครม. ไฟเขียวร่างกฎหมายส่งเสริมสตาร์ตอัปฉบับแรกของไทย เปิดทางระดมทุนรูปแบบใหม่ พร้อมสิทธิประโยชน์นานสุด 10 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติในหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายเฉพาะสำหรับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพโดยตรง
โดยการนี้คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับร่างกฎหมายไปพิจารณารายละเอียดต่อ พร้อมมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทจำกัด ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกิจและการระดมทุนในยุคปัจจุบัน
ร่างกฎหมายวางกรอบสำหรับหลักเกณฑ์ไว้ว่ากิจการที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการต้องจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดที่จัดตั้งมาแล้วไม่เกิน 10 ปี และมีรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีไม่เกิน 300 ล้านบาท ไม่เคยจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น และต้องไม่ถูกควบคุมกิจการโดยบริษัทอื่น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีการบังคับให้สตาร์ตอัปทุกรายต้องเข้าสู่ระบบนี้
จุดที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการปลดล็อกกลไกทางการเงินหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการไทยทำไม่ได้เนื่องจากถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้แก่
1. การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (convertible debenture) ที่แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ในภายหลัง ซึ่งเป็นวิธีระดมทุนที่นักลงทุนต่างชาติคุ้นเคยและใช้กันทั่วไปในวงการสตาร์ตอัประดับโลก
2. การให้บริษัทจำกัดซื้อหุ้นคืนหรือถือหุ้นของตนเองได้ (treasury stock) เพื่อนำไปจัดสรรให้กรรมการ พนักงาน หรือนักลงทุน ตามโครงการ ESOP และข้อตกลงการลงทุน
3. การแปลงหนี้เป็นทุน (debt-to-equity conversion) ซึ่งช่วยลดภาระหนี้และปรับโครงสร้างเงินทุนได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม
การที่กฎหมายไทยยังทำสามกลไกนี้ไม่ได้ คือสาเหตุหลักที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยจำนวนมากต้องไปจดทะเบียนบริษัทแม่ในต่างประเทศเพื่อรับเงินลงทุน ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาคเอกชนสะท้อนมาต่อเนื่องหลายปี ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ
โดยทั้งนี้ ร่างกฎหมายกำหนดให้สำนักงานนวัฒกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) สำหรับสตาร์ตอัป ตั้งแต่ขั้นตอนด้านการรับรอง การสนับสนุน และการประสานงาน ไปจนถึงประสานสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างและด้านอื่น ๆ ให้กับผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ NIA จะทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านแหล่งทุนและโครงการสนับสนุนต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาสอบถามหลายหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา โดยสตาร์ตอัปที่ผ่านการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นระยะเวลา 5 ปี ส่วนกลุ่มที่ทำงานด้านเทคโนโลยีเชิงลึก เช่น การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาจได้รับการพิจารณาขยายเวลาเพิ่มเติม โดยรวมแล้วไม่เกิน 10 ปี
ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น และมุ่งลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยมานาน ภาครัฐคาดว่ากฎหมายนี้จะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา เพิ่มโอกาสเกิดยูนิคอร์นสัญชาติไทย และหยุดแนวโน้มที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต้องย้ายกิจการไปต่างประเทศเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย
ขั้นตอนต่อไป ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งหมายความว่ารายละเอียดของหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ยังเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ประกอบการที่สนใจจึงควรติดตามความคืบหน้าต่อไป
Principle Law & Advisory
Get in Touch :(+66)82-856-3644
.
FB : principlelawandadvisory
.
#PrincipleLawAndAdvisory #LegalExcellence #YourLegalPartners #BusinessLaw #RealEstateLaw #HotelLaw #TechLaw #StartupLaw #ClientSuccess #Med
โฆษณา