Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Wealthy Thai
•
ติดตาม
3 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
ก.ล.ต. ยกเครื่องตลาดทุนไทย ปั้น TISA ดึงเงินออมสู่ลงทุน เร่งสปีด IPO เปิดทาง New Economy ดัน Tokenization-สกัดสแกม เสริมความเชื่อมั่น
ก.ล.ต. เดินหน้าแก้โจทย์เชิงโครงสร้างตลาดทุนไทย ปั้น TISA เป็นโครงสร้างพื้นฐานการออม เปลี่ยนเงินฝากสู่การลงทุนระยะยาว วางโครงสร้าง 1 คน 1 บัญชี แบ่ง 2 เป้าหมายทั้งเกษียณและลงทุนทั่วไป พร้อมเร่งกระบวนการ IPO เหลือ 70–100 วัน เปิดทาง New Economy เข้าระดมทุน ควบคู่ผลักดัน Tokenization และยกระดับการสกัดภัยหลอกลงทุน สร้างตลาดการลงทุนไทยที่มีคุณภาพ
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนตลาดการลงทุนไทย ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีทางการเงินและการลงทุน ตลอดจนมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนแปลงไป ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับคุณภาพทั้งฝั่งผู้ลงทุนและบริษัทที่เข้ามาระดมทุนในตลาด
หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ บัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งถูกวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานการออมของประเทศ เพื่อปรับพฤติกรรมจากการออมเงินไปสู่การลงทุนระยะยาว และช่วยขยายฐานผู้ลงทุนรายย่อยเข้าสู่ตลาดทุน โดยแนวทางเบื้องต้นกำหนดให้ 1 เลขประจำตัวประชาชน สามารถมีบัญชี TISA ได้ 1 บัญชี และภายในบัญชีแบ่งออกเป็น 2 กล่องตามวัตถุประสงค์การลงทุน
กล่องแรกเป็นการออมเพื่อการเกษียณ โดยนำผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณที่มีอยู่เดิม เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), RMF, กบข., ประกันบำนาญ และกองทุน ESG เข้ามาอยู่ภายใต้วงเงินเดียวกัน พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงเปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้สามารถลงทุนโดยตรงในหุ้นหรือตราสารหนี้ ไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยมีเงื่อนไขถือครองจนถึงอายุ 55 ปี และไม่น้อยกว่า 5 ปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีตามวงเงินที่กระทรวงการคลังกำหนด
ส่วนกล่องที่ 2 เป็นการออมและลงทุนทั่วไปสำหรับตนเองและบุตร กำหนดระยะเวลาล็อกเงินลงทุน 5 ปี รองรับทั้งหุ้น ตราสารหนี้ พันธบัตร และหน่วยลงทุน โดยมีแนวทางให้ผลตอบแทน เช่น ดอกเบี้ยและเงินปันผล ได้รับการยกเว้นภาษีแบบ Final Tax Exemption ซึ่งนอกจากเพิ่มแรงจูงใจในการนำเงินเข้าสู่ตลาดทุนแล้ว ยังมีเป้าหมายกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น
ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งเตรียมระบบร่วมกับผู้ประกอบการและกรมสรรพากร โดยคาดว่าจะพร้อมสำหรับปีภาษีถัดไป ขณะที่ในภาพใหญ่ ก.ล.ต. ระบุว่า TISA จะช่วยให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาว กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย และช่วยสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างยกระดับกระบวนการพิจารณา IPO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะธุรกิจ New Economy และนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดทุนไทย โดยจากกระบวนการตามกฎหมายเดิมที่ใช้เวลา 165 วัน และมีระยะเวลาปฏิบัติจริงเฉลี่ยประมาณ 147 วัน ตั้งเป้าลดระยะเวลาลงมาอยู่ที่ประมาณ 70–100 วัน โดยกรณี Best Case อยู่ที่ประมาณ 70 วัน และมีเป้าหมายเฉลี่ยราว 90 วัน
แนวทางสำคัญคือการนำขั้นตอนหารือและตรวจสอบประเด็นหลัก ทั้งโครงสร้างบริษัท รายการระหว่างกัน งบการเงิน และระบบควบคุมภายใน มาพิจารณาร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชีตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอ หรือ Pre-consultation เพื่อให้สามารถจัดการประเด็นสำคัญได้เร็วขึ้น โดยไม่ลดมาตรฐานการกลั่นกรองและการคุ้มครองผู้ลงทุน พร้อมเตรียมทดลองกระบวนการใหม่ผ่าน Sandbox ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569
พร้อมกันนี้ ยังปรับแนวทางกำกับดูแลไปสู่ More Disclosure หรือเน้นการเปิดเผยข้อมูลและความรับผิดชอบของคณะกรรมการและผู้บริหารมากขึ้น ลดการใช้เกณฑ์แบบตายตัวในประเด็นที่ไม่จำเป็น ขณะที่ประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อผู้ลงทุนยังคงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กำกับดูแล รวมถึงร่วมกับผู้เกี่ยวข้องปรับปรุงมาตรฐาน Due Diligence และกำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทที่ยื่น IPO
สำหรับการดึงธุรกิจเศรษฐกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าโครงการ BOI to IPO พร้อมกำหนดช่องทางพิเศษ หรือ Special Track สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC เพื่อสนับสนุนธุรกิจ New Economy ที่มีศักยภาพให้เข้าถึงการระดมทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ โดย ก.ล.ต. เดินหน้าส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อรองรับการนำหลักทรัพย์มาอยู่ในรูปโทเคน เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุน โดยหลักเกณฑ์รองรับหน่วยลงทุนในรูป Tokenized Fund มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จะเดินควบคู่กับการยกระดับการกำกับดูแล โดย ก.ล.ต. เตรียมใช้ Travel Rule ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 2570 และอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางกำกับธุรกรรม Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ ธปท. เพื่อป้องกันการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ด้านการจัดการภัยหลอกลงทุน ก.ล.ต. สามารถประสานปิดกั้นช่องทางภัยหลอกลงทุนได้ภายใน 7 นาที–48 ชั่วโมง และปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบ 100% พร้อมเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ขณะที่จำนวนการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุนในปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยข้อมูล ณ เดือน ส.ค. 2569 พบว่า อายุคดีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบนานที่สุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี ขณะที่อายุคดีเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี พร้อมเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายที่อยู่ภายใต้การกำกับรวม 5 ชุด เพื่อให้การกำกับตลาดทุนทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์กำกับบริษัทจดทะเบียน ทั้งบทบาทผู้ตรวจสอบภายในของบริษัท IPO เกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) รวมถึงเห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับการซื้อขายตามข้อเสนอของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะกับบริบทตลาด ลดอุปสรรคในการซื้อขาย สนับสนุนสภาพคล่อง และรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย
หุ้น
การลงทุน
เศรษฐกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย