14 ก.ย. เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

งานประจำก็มี ครีเอเตอร์มือใหม่ก็เป็น ต้องยื่นภาษีอย่างไร เข้าใจในโพสต์เดียว

คนรุ่นใหม่ยุคนี้ การมีรายได้หลักทางเดียว อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต
โดยเฉพาะในยุคที่ Social Media กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มที่จะควบทั้งงานประจำ และการสร้างรายได้ออนไลน์
ไม่ว่าจะเป็น การขายของออนไลน์ หรือการผันตัวเป็นอินฟลูเอนเซอร์ รับงานรีวิวสินค้า และโฆษณา
ซึ่งการมีรายได้หลายทางแบบนี้เอง ที่อาจจะทำให้หลายคนต้องปวดหัว เมื่อถึงช่วงที่ต้องยื่นภาษี
แล้วอยากรู้ไหมว่า ถ้าเรามีรายได้มากมายหลายทางแบบนี้ ต้องยื่นภาษีอย่างไร ให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คุ้มค่าที่สุด ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
สำหรับคนทำงานทั่วไป รายได้ที่ได้รับในแต่ละปี จะถูกนำมาคำนวณภาษีที่เรียกว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”
บางคนอาจจะคิดว่า ไม่ว่าจะมีรายได้แบบไหน ก็เสียภาษีเท่ากันหมด
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะตามกฎหมายแล้ว กรมสรรพากรจะแบ่งรายได้ของเราออกเป็น 8 ประเภท ตามต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด
รายได้บางประเภท สามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้อื่น ๆ ซึ่งก็จะทำให้เราเหลือเงินไปคำนวณภาษีได้ต่ำลง และทำให้เราเสียภาษีน้อยลงตามไปด้วย
แล้วรายได้ทั้ง 8 ประเภท มีอะไรบ้าง ?
- รายได้ประเภทที่ 1 หรือ 40 (1) คือ รายได้ที่เกิดจากงานประจำ ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส และค่าล่วงเวลา
ค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ก่อนนำรายได้ส่วนนี้ไปคำนวณภาษี คือ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อรวมกับรายได้ประเภทที่ 2 หรือ 40 (2)
- รายได้ประเภทที่ 2 หรือ 40 (2) คือ รายได้ที่เกิดจากการรับจ้างทั่วไป เช่น รายได้จากการทำงานฟรีแลนซ์ รายได้จากค่านายหน้า วิทยากร เบี้ยประชุมจากตำแหน่งงานที่ทำ
โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ คือ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อรวมกับรายได้ประเภทที่ 1 หรือ 40 (1)
- รายได้ประเภทที่ 3 หรือ 40 (3) คือ รายได้จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์
โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ คือ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- รายได้ประเภทที่ 4 หรือ 40 (4) คือ รายได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร
โดยรายได้จากส่วนนี้ จะไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักก่อนนำไปคำนวณภาษีได้
- รายได้ประเภทที่ 5 หรือ 40 (5) คือ รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าที่ดิน
รายได้ส่วนนี้ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือตามอัตราเหมาของทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ เช่น ที่อยู่อาศัยหักได้ 30% ที่ดินเกษตรหักได้ 20% ที่ดินอื่น ๆ หักได้ 15% และรถยนต์หักได้ 30% เป็นต้น
- รายได้ประเภทที่ 6 หรือ 40 (6) คือ รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ 6 อาชีพ คือ แพทย์ นักกฎหมาย นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก และประณีตศิลป์
โดยรายได้ประเภทนี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง แบบไม่มีเพดาน หรือหักแบบเหมาตามอัตราของแต่ละอาชีพ เช่น บุคลากรทางการแพทย์และช่างประณีตศิลป์หักได้ 60% ส่วนอาชีพที่เหลือหักได้ 30%
- รายได้ประเภทที่ 7 หรือ 40 (7) คือ รายได้จากการรับเหมา โดยที่ผู้รับเหมาต้องเป็นคนลงทุนจัดหาวัตถุดิบ เครื่องมือ และแรงงานเอง
เช่น รายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง หรือรับเหมาผลิตสินค้า ตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง
โดยรายได้ในส่วนนี้ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือแบบเหมาที่ 60% ของรายได้
แต่หากผู้ว่าจ้างเป็นคนจัดหาวัตถุดิบให้ รายได้ในส่วนนี้ จะต้องถูกรายงานเป็นรายได้ 40 (2) ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่า
- รายได้ประเภทที่ 8 หรือ 40 ( 8 ) คือ รายได้จากธุรกิจ หรืออื่น ๆ เช่น รายได้จากการขายของออนไลน์ ขายอาหารผ่าน Cloud Kitchen รับจ้างเป็นนักแสดง
รายได้ในส่วนนี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือในอัตราเหมา ตามแต่ละอาชีพ
สำหรับรายได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 ต้องยื่นภาษีรอบครึ่งปีด้วย เรียกว่า ภ.ง.ด.94 โดยนำเงินที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนของปี มาคำนวณภาษี
กำหนดเวลายื่นแบบ ภ.ง.ด.94 จะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนของทุกปี
โดยเราสามารถนำภาษีที่เสียไปในรอบครึ่งปี มาเครดิตภาษีในรอบเต็มปีได้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เมื่อเราแยกประเภทรายได้จากแหล่งที่มาต่าง ๆ มาหักค่าใช้จ่ายตามที่เราแยกประเภทให้ดูข้างบน
จากนั้นก็หักค่าลดหย่อนส่วนตัวอื่น ๆ จนได้ตัวเลขรายได้สุทธิมาแล้ว ก็นำมาคำนวณภาษีแบบขั้นบันได เพื่อคำนวณภาษีเลย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเรามีรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากรายได้จากงานประจำ เกิน 1,000,000 บาท
กรมสรรพากร จะคำนวณภาษีอีกแบบมาเปรียบเทียบกับการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได ที่เราคุ้นเคยกันดี
เรียกว่า การคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5% มีสูตรคือ ภาษี = (เงินได้ทุกประเภท - รายได้จากงานประจำ) x 0.005
ถ้าหากคำนวณภาษีแบบเหมาแล้ว ได้ตัวเลขภาษีที่ต้องเสีย มากกว่าการคิดแบบขั้นบันได เราก็ต้องเสียภาษีในอัตราเหมา
แต่หากคำนวณออกมาแล้ว เราต้องเสียภาษีแบบขั้นบันไดมากกว่า เราก็ต้องจ่ายภาษีแบบขั้นบันได
เราลองมาดูการคำนวณ จากตัวอย่างของคุณอุ๊บ พนักงานประจำของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่สิ้นปีนี้มีรายได้จากหลายทาง ดังนี้
- รายได้จากงานประจำ ทั้งเงินเดือนและโบนัสรวม 240,000 บาท
- รายได้จากการรับจ้างทำงานฟรีแลนซ์ บนแพลตฟอร์มหางาน 80,000 บาท
- รายได้จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์นิยาย ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ 1,000,000 บาท
- กำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซี 2,000 บาท
- รายได้จากการให้เช่าบ้าน 150,000 บาท
- รายได้จากการเปิดช่องยูทูบ และเปิดเพจในเฟซบุ๊ก 500,000 บาท
รายได้จากงานประจำ จัดเป็นรายได้ 40 (1) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท เมื่อรวมกับ รายได้จากงานฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นรายได้ 40 (2)
แปลว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของ 40 (1) และ 40 (2) เท่ากับ (240,000 + 80,000) - 100,000 = 220,000 บาท
รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
แปลว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของ 40 (3) เท่ากับ 900,000 บาท
กำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นรายได้ประเภท 40 (4) ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ ดังนั้นคงไว้ที่ 2,000 บาท
รายได้จากการให้เช่าบ้าน จัดเป็นรายได้ 40 (5) หักค่าใช้จ่ายได้ 30% หรือหักตามจริง
ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่าย 30% จะเหลือรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เท่ากับ 150,000 - (150,000 x 30%) = 105,000 บาท
แต่ในส่วนของรายได้จากการเปิดช่องยูทูบ และเพจในเฟซบุ๊ก การยื่นรายได้สามารถยื่นได้ทั้งรายได้แบบ 40 (2) และ 40 ( 8 ) โดยมีจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ
ถ้าเป็นรายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า และงานโชว์ตัว หากมีการลงทุนซื้ออุปกรณ์ หรือจ้างแรงงานน้อย ให้ยื่นแบบ 40 (2)
แต่หากลงทุนซื้ออุปกรณ์ หรือมีการจ้างแรงงาน ให้ยื่นแบบ 40 ( 8 )
อย่างไรก็ตาม หากเป็นรายได้จากส่วนแบ่งโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ให้ยื่นเป็นรายได้แบบ 40 ( 8 ) เสมอ
ซึ่งแบบรายได้ 40 ( 8 ) สำหรับกรณีของรายได้จากส่วนแบ่งโฆษณาบนแพลตฟอร์ม จะไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้เลย ต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริง และต้องมีใบเสร็จเป็นหลักฐานด้วยเท่านั้น
โชคร้ายที่คุณอุ๊บ ในตัวอย่างของเรา ลืมเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน รายได้ในส่วนนี้จึงไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เลย ต้องยื่นรายได้ทั้งก้อน 500,000 บาท ไปโดยปริยาย
ทำให้เงินได้หลักหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะอยู่ที่ 1,727,000 บาท
สมมติว่าคุณอุ๊บมีค่าลดหย่อนทั้งหมด 740,000 บาท ทั้งค่าลดหย่อนส่วนตัว เงินจ่ายประกันสังคม ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่ได้ทำงาน ค่าลดหย่อนลูกทั้ง 2 คน เบี้ยประกัน และกองทุนลดหย่อนภาษี
เมื่อคำนวณออกมาแล้ว คุณอุ๊บจะมีรายได้สุทธิ ที่ต้องไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดอยู่ที่ 1,727,000 - 740,000 = 987,000 บาท
และต้องเสียภาษีในอัตราขั้นบันไดอยู่ที่ 112,400 บาท
แต่อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่า หากเรามีรายได้ที่อยู่นอกเหนือจากงานประจำเกิน 1,000,000 บาท
กรมสรรพากร จะคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5% ด้วย
ภาษีแบบเหมาที่คุณอุ๊บต้องเสีย เท่ากับ รายได้ที่ไม่รวมรายได้จากงานประจำ x 0.005 = (80,000 + 1,000,000 + 2,000 + 150,000 + 500,000) x 0.005 = 8,660 บาท
ดังนั้นแล้ว เมื่อภาษีแบบขั้นบันไดที่คุณอุ๊บต้องเสีย มากกว่าภาษีแบบเหมา คุณอุ๊บจึงต้องเสียภาษีแบบขั้นบันได ที่ 112,400 บาทนั่นเอง..
#WealthPreservation
#TaxFest2026
#ลงทุนดีมีเงินคืน
โฆษณา