•
13 ก.ย. เวลา 01:52

พระ

มีคนหลายคน พระไม่ดีก็ด่า พระดีก็กระแนะกระแหน อาชีพพระ ทำงานอะไร ทำไมรวยจัง อาชีพนี้รวยนะ ให้ลูกเรียนคณะสงฆ์ ส่งสามีไปทำ...นี้คือความเสื่อมทางปัญญาของคนเมืองพุทธ (เมืองที่สมมุติว่าตัวเองเป็นเมืองพุทธ) ...มีมากมายที่คนจะคิด...ส่วนใหญ่คิดไม่ดี แล้วแสดงออกตามความคิดนั้นเป็นธรรมชาติ เป็นปกติของใจคน...เพราะมองไม่เห็น ... เห็นแค่ไหนก็พูดแค่นั้น .....
พระ..... มีทั้งสงฆ์แท้ๆ และสงฆ์ที่สมมุติขึ้นมา ...สงฆ์แท้ๆ เกิดจากการตั้งใจฝึกใจตนจนมีสติปัญญาเห็นไปตามความเป็นจริง เรียก อริยสงฆ์ ...
บวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ เป็นอาการของใจล้วนๆ
สมมุติสงฆ์ ผ่านพิธีการปลุกเสก เข้าพิธีบวช มีผ้าเหลืองห่ม โกนหัว เสร็จเรียกพระเลย ใจแบบไหนไม่รู้ หน้าที่ขั้นต่ำ ถือศีล 227 ข้อ เพื่อรักษากาย วาจาให้เรียบร้อยเหมาะสมกับสถานะให้ได้ เป็นสถานะของโลกที่พร้อมและเหมาะสมในการขัดเกลาตัวเองให้ถึงที่สุด มากที่สุด มีทั้งผู้บวชเพื่อแสวงหาทางออกจาทุกข์ มีทั้งอริยสงฆ์ที่งามในเบื้อต้น และงามถึงที่สุด มีทั้งที่เป็นอันธปุถุชนครองผ้าเหลือง หลงผิดหลอกตัวเอง หลอกให้คนกราบไหว้เพื่ออาศัยลาภ สักการะ ให้ตัวเองก็เยอะ มีมาตั้งแต่พุทธกาล ...มีมานาน เพราะนี่คือโลก คือคน
สงฆ์แท้ๆ ทำงานเผากิเลสของตัวเองค่ะ เผาจนกิเลสมันตายตัณหาไม่เหลือ จนจิตไร้การปรุงแต่งก็ยังเพียรรักษาต่อ งานของท่านคือสิ่งนี้ตั้งแต่บวชจนวันตาย ...ลองทำดูก็ได้ ไม่เกินวิสัยคนธรรมดาๆจะทำได้ ถ้าไม่มีกรรมหนักจริงๆ...
เริ่มง่ายๆ ศีลห้า ให้ศีลห้าเป็นปกติในชีวิตประจำวัน คือกายปกติ วาจาปกติ ทำเป็นปกติ ทำจนชิน ไม่อึดอัดค่ะ ถ้าไม่รู้ว่าทำทำไม ก็ทำไปแบยโง่ๆไปก่อน ยังไงก็มีปรัโยชน์เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ทำร้ายใครเลย เริ่มต้นจากไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่เสียเงินสักบาท ทำให้ได้ก่อน ขั้นต่อๆไปมาฝึกใจจะตามมาง่ายขึ้น ....พุทธแท้ๆ ไม่เสียเงินสักบาท ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ทำทานได้ ทำแบบเข้าใจ
ทรัพย์ทั้งหลายมาหาท่านเอง ภิกษุแท้คือผู้เลี้ยงง่าย ชาวบ้านเอาอะไรให้ฉันก็ฉันสิ่งนั้น ไม่ให้ก็ไม่ได้ฉัน วันไหนบาตรเปล่าก็คือไม่ได้ฉันอะไร .....เคยเห็นพระธุดงค์ที่ท่านเดินข้ามป่า ท่านกลับมาจากไปกราบครูบาอาจารย์ทางเหนือ เพื่อข้ามกลับไปฝั่งลาว ...เช้านั้น สายแล้ว ท่านเดินตามกันมาสามรูป เดินตามริมถนน สะพายบาตรเปล่าๆ ยังไม่มีใครใส่บาตรท่าน โชคดีขับรถผ่านและตอนนั้นมีของกินติดรถพอดีจึงได้ตักบาตร ...ท่านยินดีในการใส่บาตรของเรา และแสดงธรรมให้ฟังเพื่อตอบแทน....
แสดงธรรม คือการชี้สัจจธรรม
....ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้โยมเจริญสตินะ ทำอะไรก็ให้รู้สึกตัวบ่อยๆ ....นี่คือสิ่งที่ท่านสอนอยู่ริมถนน ... เราให้ทานท่านเพื่อให้ท่านดับความหิว มีแรงเดินทาง มีแรงภาวนา ให้เป็นพลังทางกาย ท่านชี้ให้เห็นหนทางแห่งความสงบแก่เราเป็นการตอบแทน ....นี่คือพระค่ะ
ลาภ สักการะเป็นเรื่องของชาวบ้านที่พยายามจะให้พระ ...บ้างก็ให้เพราะมีปัญญา รู้ซึ้งในคำว่าทานคืออะไรและอานิสงส์ (ประโยชน์ต่อตัวเอง)แห่งทานคืออะไร
บ้างก็ให้ไปตามความเชื่อ ให้เพราะศรัทธา ปัญญามีไม่มาก บ้างก็ให้เพราโง่ งมงายไปเลยก็เยอะ ปห.อยู่ที่ผู้ให้ว่าให้เพราะอะไร ทรัพย์มาอย่างไร ตอนให้ทำด้วยใจแบบไหน ให้ไปแล้วใจเป็นอย่างไร มีปัญญาแค่ไหน
ผู้รับถ้าท่านขัดเกลาตัวเองจนสิ้นตัณหาแล้ว ให้ไม่ให้ท่านไม่เดือดร้อน ...ท่านนอนบนกองทรัพย์นับพันล้านก็ไม่ได้มีความหมายอะไร เป็นภาระให้ต้องจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วยคุณธรรมในทางโลกๆด้วยซ้ำ ...
ใครเอาทรัพย์มาให้ท่านเท่าไหร่ท่านเหล่านี้ก็จะเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย เคร่งวินัย (เพื่อรักษาพระศาสนา ใจท่านมันอิสระแล้ว )จนลมหายใจสุดท้ายอยู่ดีค่ะ ...
ถ้าของที่คนบอกว่ามีค่าพวกนั้นเปรียบเหมือนอุจจาระ แม้ใครจะขนมาให้ท่านเหล่านี้มากแค่ไหน ท่านก็ไม่เคยแปดเปื้อนมันเลย ท่านรู้ว่ามันแค่อุจจาระ มีค่าสำหรับโลกนี้เพียงแค่ชั่งขณะด้วยซ้ำ (ตอนนี้เศรษฐีบ้านไหนมีเงินพดด้วงเป็นล้านๆๆบาทอยู่บ้าง)...บางท่านไม่จับเลยด้วยซ้ำตั้งแต่วันบวชวันแรกจนละสังขาร ...แต่เอามันไปใช้สอยให้คนอื่น
เข้าใจคำว่าทาน ด้วยสติและปัญญา อยากทำที่ไหน ที่สบายใจ เกิดประโยชน์ ก็ทำไปค่ะ ...ก่อนกราบพระ เคารพรักพระธรรมก่อน จะได้มีศรัทธาคู่ปัญญา ....นั่งสมาธิ ไม่เท่ากับปัญญา ...ต้องภาวนาเป็น ....คือที่สุดของพุทธะ คนพุทธ ควรภาวนาเป็น
โฆษณา