15 ก.ย. เวลา 12:57 • ท่องเที่ยว
บาร์เซโลนา

Barcelona Diary 2018

เมื่อหมอกีฬาออกเดินทางสู่เมืองแห่งฟุตบอล ศิลปะ และการเรียนรู้
1-6 มิถุนายน 2018 Isokinetic Conference: Football Medicine Barcelona, Spain
มีคนเคยบอกว่า การเดินทางที่ดีที่สุดไม่ใช่การไปให้ไกลที่สุด แต่คือการเดินทางที่ทำให้เราได้เห็นโลกกว้างขึ้น
ต้นเดือนมิถุนายน 2018 ผมได้รับโอกาสอันดีจากสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้เดินทางมาร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Isokinetic Conference: Football Medicine ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน
หนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของโลกเวชศาสตร์การกีฬาด้านฟุตบอล
สำหรับแพทย์เวชศาสตร์การกีฬา การได้มาสัมผัสองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และได้เห็นแนวคิดการดูแลนักฟุตบอลอาชีพอย่างใกล้ชิด นับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
จุดเริ่มต้นในเมืองแห่งลูกหนัง
หลังจากเครื่องบินลงจอดที่ Barcelona-El Prat Airport ผมเดินทางเข้าสู่ที่พักในย่าน Hospitalet de Llobregat ซึ่งจองผ่าน Airbnb ไว้ล่วงหน้า
Barcelona-El Prat Airport ขึ้นรถไฟเข้าเมือง
ห้องพักเล็ก ๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มีบรรยากาศอบอุ่นเกินคาด เจ้าของบ้านเป็นมิตรและให้การต้อนรับอย่างดี ทำเลก็สะดวกมาก อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Collblanc และสามารถเดินไปสนาม Camp Nou ได้ในเวลาไม่นาน
ห้องพักเล็ก ๆ ในอพาร์ตเมนต์
สำหรับคนที่ชื่นชอบฟุตบอล การได้มาอยู่ใกล้สนามเหย้าของ FC Barcelona ตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง ถือเป็นความรู้สึกพิเศษไม่น้อย
บาร์เซโลนาให้ความรู้สึกแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งที่เคยไป เมืองนี้เต็มไปด้วยพลังงานของฟุตบอล แต่ขณะเดียวกันก็มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ และให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในแบบที่น่าชื่นชม
ตอนบ่ายผมเดินไปสนาม Camp Nou เพื่อลงทะเบียนรับกระเป๋าและป้ายคล้องคอสำหรับการประชุมในวันรุ่งขึ้น ได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของสนามฟุตบอลในตำนานก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
Camp Nou
ผมใช้เวลาเดินสำรวจรอบ ๆ สนามอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมาพักผ่อนในช่วงค่ำ
วันนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงวันแห่งการสร้างความคุ้นเคยกับเมืองใหม่ แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเริ่มตกหลุมรักบาร์เซโลนาเข้าแล้ว
เมื่อห้องประชุมอยู่ในสนามฟุตบอล
เช้าวันที่ 2 มิถุนายน เป็นวันเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่สร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรก คือสถานที่จัดประชุมอยู่ภายในพื้นที่สนาม Camp Nou
ห้องประชุมอยู่ในสนามฟุตบอล
ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและเวชศาสตร์การกีฬา การได้นั่งฟังการบรรยายทางวิชาการภายในสนามฟุตบอลระดับตำนานของโลก เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากตำราเล่มใด
ภายในพื้นที่สนามฟุตบอลถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ มีเวทีสำหรับวิทยากร พร้อมจอ LED ขนาดมหึมาทั้งสองฝั่ง
แพทย์ นักกายภาพบำบัด นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วโลก นั่งเรียงรายอยู่บนอัฒจันทร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นั่งของแฟนบอลหลายหมื่นคน
บรรยากาศแปลกใหม่และน่าประทับใจมาก
ผู้ที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แม้จะมาจากต่างประเทศ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม แต่เป้าหมายของทุกคนเหมือนกัน คือการพัฒนาการดูแลนักกีฬาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ตลอดทั้งวันมีการนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลนักฟุตบอลอาชีพในระดับสูง
ระหว่างนั่งฟังการบรรยาย ผมอดคิดไม่ได้ว่าหลายแนวคิดสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับนักกีฬาในประเทศไทยได้อย่างมีประโยชน์
บทเรียนจากการฟื้นฟูในสนามจริง
วันที่ 3 มิถุนายน เป็นวันที่สองของการประชุม
ท้องฟ้าเหนือบาร์เซโลนาปกคลุมด้วยเมฆฝน แต่ภายในห้องประชุมยังคงเต็มไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้
หัวข้อที่ได้รับความสนใจมากคือ On-field Rehabilitation
แนวคิดสำคัญของการฟื้นฟูนักกีฬาในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการรักษาให้อาการบาดเจ็บหายดี แต่ต้องพานักกีฬากลับไปแข่งขันในระดับเดิมได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
การได้เห็นตัวอย่างการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬาจริงจากสโมสรชั้นนำของยุโรป ทำให้เข้าใจว่าการกลับสู่สนามแข่งขัน หรือ Return to Sports เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน
Camp Nou
ค่ำวันนั้น ผมมีโอกาสลองชิมไวน์ท้องถิ่นของ Bar celona เป็นครั้งแรก ท่ามกลางอากาศเย็นสบายของต้นฤดูร้อน
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ช่วยเติมเต็มสีสันของการเดินทางได้อย่างดี
ACL และแนวคิดใหม่ในการดูแลนักกีฬา
วันที่ 4 มิถุนายน
หนึ่งในวันที่ผมรอคอยมากที่สุด คือหัวข้อ ACL Return to Play Day
การบาดเจ็บของเข่า ที่ เอ็นไขว้หน้า หรือ ACL Injury ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของนักกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด Optimal Loading ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายเริ่มมองว่าหลักการ PRICE แบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการจัดการการบาดเจ็บยุคใหม่
แนวคิดนี้เชื่อว่า หลังการบาดเจ็บ ร่างกายไม่ได้ต้องการเพียงการพักเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับแรงกระตุ้นที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย
การลงน้ำหนักหรือการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น พร้อมทั้งช่วยให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะปกติได้รวดเร็วขึ้น
แนวทางนี้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นฟูนักกีฬาในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น
• Cryotherapy ร่วมกับ Pneumatic Compression 

• Photobiostimulation Near Infrared Light Therapy 

• Functional Performance Testing 

• ระบบประเมินสมรรถภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจ Return to Competition
แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ การตัดสินใจให้นักกีฬากลับลงแข่งขันกำลังเปลี่ยนจากการใช้ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงวัตถุวิสัย (Objective Data) มากขึ้น
โดยอาศัยหลักการที่เรียกว่า Strategic Assessment of Risk and Risk Tolerance (StARRT) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในการประเมินว่า นักกีฬาควรกลับลงแข่งขันได้หรือยัง โดยพิจารณาทั้งความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำ ลักษณะของการแข่งขัน และระดับความเสี่ยงที่นักกีฬา ทีมแพทย์ และสโมสรสามารถยอมรับได้
กล่าวง่าย ๆ คือ ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าอาการหายดีหรือยัง แต่ยังถามต่อด้วยว่าการกลับลงเล่นในเวลานั้นมีความเหมาะสมและปลอดภัยมากเพียงใด
บรรยากาศการประชุม
อีกหนึ่งความประทับใจ คือการได้พบเพื่อนร่วมวิชาชีพชาวไทยที่เดินทางมาร่วมประชุมเช่นเดียวกัน การได้พบคนไทยในต่างแดนทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
หมอกีฬาของไทย
ช่วงบ่ายผมเลือกเข้าฟังหัวข้อ Nutrition and Injury
หัวข้อนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ว่าการฟื้นตัวของนักกีฬาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาและการฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่โภชนาการก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะวิตามินดี ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และข้อ และอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในนักกีฬาได้
วิตามินดีมีความสำคัญต่อสุขภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และข้อ อย่างมาก
เดินช้า ๆ ในเมืองของเกาดี
วันที่ 5 มิถุนายน
หลังจากภารกิจทางวิชาการเริ่มผ่อนคลายลง ผมจึงมีเวลาออกสำรวจเมืองมากขึ้น
สถานที่แรกที่ตั้งใจไปเยือนคือ Sagrada Família
แม้จะเคยเห็นภาพมานับไม่ถ้วน แต่เมื่อได้ยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งก่อสร้างจริง ความรู้สึกนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
Sagrada Família เป็นมหาวิหารคาทอลิกที่เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1882 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนจินตนาการ ความศรัทธา และความมุ่งมั่นของผู้คนหลายรุ่นตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ
ยอดหอคอยที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมอันซับซ้อน และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งจินตนาการ
รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ อันตอนี เกาดี สร้างสรรค์ไว้นั้นซับซ้อน งดงาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ ทุกมุมมีเรื่องราวให้ค้นหา
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังผลงานอันยิ่งใหญ่นี้คือ อันตอนี เกาดี (Antoni Gaudí) สถาปนิกชาวคาตาลันผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งวงการสถาปัตยกรรม
เกาดีมีความเชื่อว่าธรรมชาติคือครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาจึงนำเส้นโค้ง รูปทรงของต้นไม้ ดอกไม้ ถ้ำ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ผลงานของเขาแทบไม่มีเส้นตรงแบบอาคารทั่วไป จึงดูแปลกใหม่ ล้ำยุค และมีเอกลักษณ์จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองบาร์เซโลนาในปัจจุบัน
Sagrada Família
ช่วงเย็นผมแวะร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และปล่อยให้เจ้าของร้านเป็นคนเลือกเมนู Tapas ให้แทนการสั่งเอง
ผลลัพธ์คืออาหารเกือบทุกจานสร้างความประหลาดใจ ทั้งรสชาติ วัตถุดิบ และวิธีการปรุง
หลายครั้ง ความทรงจำที่ดีที่สุดของการเดินทาง มักเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้
วันสุดท้ายในบาร์เซโลนา
วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ผมใช้เวลาทั้งวันเดินชมเมืองอย่างเต็มที่
ภายใน Sagrada Família แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกระจกสีหลากเฉด ทำให้ภายในมหาวิหารเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งสีสันที่ยากจะบรรยายด้วยคำพูด
จากนั้นผมเดินทางต่อไปยัง Hospital de la Santa Creu i Sant Pau
โรงพยาบาลประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโก และมักได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่สวยที่สุดในโลก อาคารแต่ละหลังถูกออกแบบอย่างวิจิตร รายล้อมด้วยสวนและพื้นที่สีเขียว ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ดีสามารถช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยได้
Hospital de la Santa Creu i Sant Pau
Hospital de la Santa Creu i Sant Pau
ต่อด้วย Casa Milà และ Casa Batlló ผลงานชิ้นเอกอีกสองแห่งของเกาดี ซึ่งสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเดิม ๆ
Casa Milà หรือ La Pedrera มีลักษณะเด่นคือผนังหินโค้งพลิ้วราวกับคลื่นทะเล ไม่มีเส้นตรงตามแบบอาคารทั่วไป
Casa Milà
Casa Milà
Casa Milà
ส่วน Casa Batlló โดดเด่นด้วยสีสันและรูปทรงที่หลายคนเปรียบเปรยว่าเหมือนมังกรในเทพนิยาย ทั้งสองแห่งสะท้อนจินตนาการอันไร้ขอบเขตของเกาดีได้อย่างชัดเจน
Casa Batlló
ช่วงบ่าย ผมใช้เวลาอยู่ใน Museu Picasso Barcelona นานกว่าที่ตั้งใจไว้
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมผลงานของปาโบล ปิกัสโซ มากกว่าสี่พันชิ้น และเป็นสถานที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้ชมมองเห็นพัฒนาการทางความคิดและศิลปะของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
การจัดแสดงที่เรียงตามช่วงเวลาของชีวิตศิลปิน ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างชัดเจน
บางครั้งการได้เห็นผลงานต้นฉบับด้วยตาของตนเอง ก็ให้แรงบันดาลใจมากกว่าการดูภาพผ่านหน้าจอหลายเท่า
Museu Picasso Barcelona ภาพของ ปิกัสโซ ถ่ายมาจากอีกพิพิธภัณฑ์นะครับ  Museu Picasso Barcelona ตอนนั้นไม่ให้ถ่ายภาพ
ก่อนกลับที่พัก ผมยังได้แวะชม Basilica Santa Maria del Mar
มหาวิหารโกธิกอันงดงามที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวเมืองและแรงงานท่าเรือในศตวรรษที่ 14 จนได้รับสมญานามว่า "มหาวิหารของประชาชน"
Basilica Santa Maria del Mar
จากนั้นจึงไปยัง Barcelona Cathedral มหาวิหารสำคัญประจำเมืองบาร์เซโลนา ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่ยุคกลาง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโกธิกอันสง่างาม และลานภายในที่เงียบสงบร่มรื่น
Barcelona Cathedral
ผมเดินต่อไปตามถนน La Rambla ถนนสายที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน ร้านค้า คาเฟ่ และศิลปินเปิดการแสดงริมถนน เป็นภาพสะท้อนวิถีชีวิตของชาวบาร์เซโลนาได้อย่างมีชีวิตชีวา
La Rambla
ก่อนปิดท้ายวัน ผมได้มีโอกาสแวะชม Museu Nacional d'Art de Catalunya (MNAC) พิพิธภัณฑสถานศิลปะแห่งชาติคาตาโลเนีย ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปะสำคัญของภูมิภาคไว้ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคสมัยใหม่ ภายในอาคารอันโอ่อ่าที่ตั้งอยู่บนเนินเขามงต์จูอิกและสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองบาร์เซโลนาได้อย่างสวยงาม
Museu Nacional d'Art de Catalunya
Museu Nacional d'Art de Catalunya
ยังพอมีเวลา ผมตั้งใจเดินขึ้นไปยัง Estadi Olímpic Lluís Companys สนามกีฬาโอลิมปิกอันโด่งดังที่ตั้งอยู่บนเนินเขา Montjuïc สำหรับผมแล้ว ที่นี่คือหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่สุดของการมาเยือนเมืองแห่งนี้ เหตุผลไม่ได้เป็นเพียงเพราะที่นี่คือสนามกีฬาประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในวัยเด็กของผมโดยตรง
ผมยังจำได้ดีว่าในปี 1992 Summer Olympics ผมนั่งดูการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการแข่งขันจากหน้าจอโทรทัศน์ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ภาพของสนามกีฬาอันยิ่งใหญ่บนเนินเขา และช่วงเวลาที่นักยิงธนูชาวสเปนยิงลูกศรเพลิงขึ้นไปจุดคบเพลิงโอลิมปิกนั้น เป็นภาพที่ติดอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อก้าวเข้าสู่สนามจริง ความรู้สึกแตกต่างจากการเห็นผ่านจอโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง อัฒจันทร์ที่โอบล้อมลู่วิ่งกรีฑา บรรยากาศที่เงียบสงบ และฉากหลังของท้องฟ้าเหนือเมืองบาร์เซโลนา ทำให้ผมหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งเพื่อซึมซับทุกสิ่งตรงหน้า
ผมพยายามจินตนาการย้อนกลับไปยังค่ำคืนวันที่ 25 กรกฎาคม 1992 วันที่สนามแห่งนี้เต็มไปด้วยนักกีฬา ผู้ชม และสายตาจากทั่วโลกที่กำลังจับจ้องมายังเมืองบาร์เซโลนา
ก่อนเดินจากไป ผมหันกลับมามองสนามอีกครั้งราวกับเป็นการกล่าวคำอำลา และขอบคุณสถานที่แห่งนี้ที่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กคนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน การได้มาสัมผัสด้วยตาตนเองในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการมาเยือนสนามกีฬา แต่เป็นการเดินทางกลับไปพบกับความทรงจำ ความฝัน และแรงบันดาลใจในวัยเยาว์ที่ยังคงอยู่ไม่เคยจางหาย
Estadi Olímpic Lluís Companys
สิ่งที่ได้กลับมามากกว่าความรู้
การเดินทางครั้งนี้มอบมากกว่าความรู้ทางเวชศาสตร์การกีฬา
ผมได้เห็นทิศทางการพัฒนาการดูแลนักกีฬาของโลก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากหลากหลายประเทศ และได้เรียนรู้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพียงใด
ขณะเดียวกัน บาร์เซโลนาก็สอนบทเรียนอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการใช้ชีวิต
สำหรับหลายคน บาร์เซโลนาอาจเป็นเมืองแห่งฟุตบอล
แต่สำหรับผม เมืองแห่งนี้คือ "ห้องเรียนขนาดใหญ่" ที่สอนทั้งเรื่องวิชาชีพ เรื่องผู้คน และเรื่องการเดินทาง
ผมได้เรียนรู้ว่าความเป็นเลิศไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การเปิดใจรับแนวคิดใหม่ และการกล้าที่จะมองโลกจากมุมมองที่แตกต่าง
และทุกครั้งที่นึกถึงการประชุมครั้งนั้น ผมยังเชื่อเสมอว่า
การเดินทางที่ดีที่สุด ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานที่ที่เราไป แต่เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกหลังจากได้เดินทางกลับมาแล้วด้วย.
โฆษณา