Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Teerapong Chulabutra
•
ติดตาม
14 ก.ย. เวลา 05:58 • ความคิดเห็น
คดี UFUN หรือ ยูฟัน
คดี UFUN หรือ ยูฟัน
เป็นคดีแชร์ลูกโซ่ขนาดใหญ่ในประเทศไทย
ที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 2556 ถึง 2558
คดีนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคดีหลอกลวงประชาชนครั้งใหญ่ของไทยในช่วงเวลานั้น
ทั้งในด้านจำนวนผู้เกี่ยวข้อง และมูลค่าความเสียหายที่ถูกกล่าวหา
รูปแบบธุรกิจของ UFUN
บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด
อ้างว่าเป็นธุรกิจขายตรง
มีการจำหน่ายสินค้า เช่น น้ำผลไม้ สมุนไพร และเครื่องสำอาง
แต่จากพยานหลักฐานในคดี
ศาลรับฟังว่า การดำเนินงานที่แท้จริงไม่ได้เป็นไปตามธุรกิจขายสินค้าที่อ้างไว้
รูปแบบสำคัญคือ
การชักชวนประชาชนให้เข้าร่วมลงทุน
ผ่านแพ็กเกจสมาชิกหลายระดับ
ตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ
ผู้เข้าร่วมจะได้รับการชักชวนด้วยคำโฆษณาเกี่ยวกับผลตอบแทนที่สูง
โดยเฉพาะจากการหาสมาชิกใหม่เข้ามาในเครือข่าย
นอกจากนี้ UFUN ยังใช้สิ่งที่เรียกว่า
U-Token หรือ ยูโทเคน
เป็นส่วนหนึ่งของระบบภายใน
U-Token ไม่ใช่สกุลเงินที่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ลักษณะการหมุนเวียนเงินในระบบ
ถูกกล่าวหาว่าเงินจากสมาชิกใหม่
ถูกนำมาใช้จ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกเก่า
จึงมีลักษณะสำคัญของแชร์ลูกโซ่
คือ ต้องอาศัยเงินและสมาชิกใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
การสร้างความน่าเชื่อถือ
ในการดำเนินงาน
มีการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้ดูมีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ
มีการกล่าวอ้างถึงโรงงานผลิต
เงินสำรอง
ธุรกิจขนาดใหญ่
และการใช้ภาพลักษณ์ที่หรูหรา
รวมถึงมีการใช้ชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง
หรือผู้บริหารบางราย
เพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการประชาสัมพันธ์
ขอบเขตความเสียหาย
ในช่วงแรก
ตำรวจและสื่อมวลชนรายงานจำนวนผู้เสียหายแตกต่างกันไป
ตัวเลขที่มีการรายงานอยู่ประมาณ
14,700 คน ไปจนถึงมากกว่า 120,000 คน
โดยรวมผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ส่วนมูลค่าความเสียหาย
มีการประเมินตั้งแต่หลายพันล้านบาท
ไปจนถึงระดับกว่า 10,000 ถึง 20,000 ล้านบาท
และบางรายงานระบุว่า
ความเสียหายในประเทศไทยอาจสูงถึงประมาณ 38,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขจากการประเมินหรือรายงานในช่วงแรก
จึงแตกต่างจากตัวเลขในสำนวนคดีที่ศาลพิจารณา
ในคดีหลักที่มีการฟ้องและพิพากษา
มีผู้เสียหายที่ระบุชัดเจนจำนวน 2,451 คน
และมีมูลค่าความเสียหายที่ศาลสั่งให้ชดใช้
ประมาณ 356 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้บางส่วน
เช่น เงินสด ทองคำ รถยนต์ และเงินในบัญชีธนาคาร
รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาทในช่วงแรก
การจับกุมและดำเนินคดี
เดือนเมษายน ปี 2558
ตำรวจ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
เข้าดำเนินการจับกุมผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องหลายราย
รวมถึงผู้ต้องหาชาวมาเลเซียบางราย
ต่อมาในปี 2558
อัยการได้ฟ้องจำเลยกลุ่มแรกประมาณ 43 คน
ข้อหาสำคัญประกอบด้วย
การร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน
ความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง
การร่วมกันเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
และการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
คำพิพากษา
เดือนมีนาคม ปี 2560
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 22 คน
โทษจำคุกเมื่อรวมทุกกระทง
มีตัวเลขสูงถึงประมาณ 12,255 ถึง 12,267 ปี
แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมโทษจากหลายกระทง
ไม่ได้หมายความว่าจำเลยต้องติดคุกเป็นเวลาหลายพันปีจริง
เนื่องจากกฎหมายไทยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาจำคุกสูงสุด
ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดและสถานะของจำเลยแต่ละราย
ส่วนจำเลยอีก 21 คน
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย
พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด
ต่อมาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
มีการยืนยันโทษจำคุกจริงสูงสุดประมาณ 20 ปี
สำหรับจำเลยที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิด
และมีคำสั่งให้ชดใช้เงินรวมประมาณ 356 ล้านบาท
แก่ผู้เสียหายจำนวน 2,451 คน
บุคคลที่ถูกกล่าวถึงในคดี
คดีนี้มีชื่อบุคคลหลายรายปรากฏในข่าวและกระบวนการดำเนินคดี
เช่น
อภิชณัฏฐ์ แสนกล้า ซึ่งถูกกล่าวถึงในฐานะแม่ข่าย
นที ธีระโรจนพงษ์ หรือ เกย์นที
รวมถึงผู้เกี่ยวข้องชาวมาเลเซียบางราย
และบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในช่วงแรก เช่น Daniel Tay
ทั้งนี้ สถานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคล
ต้องพิจารณาตามคำพิพากษาและกระบวนการของแต่ละคดี
ไม่ควรสรุปว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงทุกคนมีความผิดในลักษณะเดียวกัน
การติดตามผู้หลบหนี
แม้คดีหลักจะมีคำพิพากษาแล้ว
แต่การติดตามผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนี
ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี
ในปี 2567
มีรายงานการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย
เช่น ภรรยาของผู้บริหารรายหนึ่ง
ซึ่งหลบหนีนานเกือบ 10 ปี
นอกจากนี้ยังมีการจับกุมหญิงที่หลบหนีไปบวชเป็นแม่ชี
และจับกุม Neo Ong หรือ นายนิโอ
อดีตผู้บริหาร
ที่สนามบินดอนเมือง
ต่อมาในปี 2568
มีรายงานการจับกุม นางสาวศศินกานต์ อายุ 60 ปี
เธอเคยหลบหนีไปบวชเป็นแม่ชีหรือชีพราหมณ์
และหลบหนีคดีมานานกว่า 10 ปี
เจ้าหน้าที่ระบุว่า
พบเส้นทางการรับโอนเงินจากลูกข่าย
รวมมูลค่ามากกว่า 19 ล้านบาท
บทเรียนจากคดี UFUN
คดี UFUN ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของแชร์ลูกโซ่ในยุคดิจิทัล
รูปแบบของคดีไม่ได้อาศัยเพียงการชักชวนแบบดั้งเดิม
แต่ผสมผสานระหว่าง
การลงทุน
การตลาดออนไลน์
เครือข่ายขายตรง
ระบบสมาชิก
และโทเคนที่ใช้ภายในระบบ
หัวใจสำคัญของแชร์ลูกโซ่
คือการสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกเดิม
นำสมาชิกใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเงินจากสมาชิกใหม่ไม่สามารถไหลเข้ามาได้เพียงพอ
ระบบก็อาจประสบปัญหาและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
สำหรับคดี UFUN
ศาลรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
และการหมุนเวียนเงินในระบบ
จนมีการลงโทษจำเลยที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด
ส่วนตัวเลขความเสียหายและจำนวนผู้เสียหาย
ต้องแยกระหว่างตัวเลขที่มีการประเมินในช่วงแรก
กับตัวเลขของผู้เสียหายและความเสียหาย
ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีที่ศาลพิจารณา
การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย
ยังขึ้นอยู่กับกระบวนการเฉลี่ยทรัพย์ของกลาง
และคำสั่งของศาล
ดังนั้น ผู้เสียหายทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึงในรายงานข่าว
อาจไม่ได้รับเงินคืนในจำนวนเดียวกัน
และกระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานาน
คดี UFUN จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญ
เกี่ยวกับความเสี่ยงของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ
การสร้างเครือข่ายสมาชิก
และการใช้เทคโนโลยีหรือสินทรัพย์ดิจิทัล
เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบที่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย