•
20 ก.ย. เวลา 05:44 • บันเทิง

ปราการริษยากับความสุขแสนเลือนลาง : courage the cowardly dog ตอน The tower of Dr. Zalost (ss.2 ep.13)

คุณเคยรู้สึกไม่มีความสุขบ้างมั้ย? ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าอะไร ๆก็แย่ไปหมดพร้อมมองเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทุกคนจนรู้สึกแย่กว่าเดิม แล้วผมก็เห็นเลื่อนฟีดใน Youtube ดูไปเรื่อยไม่ได้มีเป้าหมายอะไรจนมาเจอการ์ตูนเรื่องนี้ มันทำให้ผมหวนนึกถึงวันวานพอดูไปดูมาก็คิดว่าอยากจะเขียนถึงมันสักหน่อยเลยกลายเป็นบทความชิ้นนี้ขึ้นมา
วันนี้ผมจะพามารู้จักกับหนึ่งในตอนของเคอเรจที่มีทั้งความดาร์คและสะท้อนอะไรหลาย ๆอย่างที่มันเป็นได้มากกว่าการ์ตูนเด็กเมื่อมองในมุมที่เราได้เติบโตขึ้นอย่างตอน The tower of Dr. Zalost หรือในชื่อไทยอย่าง ปราสาทซาลอสต์
เนื้อเรื่อง
ในวันที่มืดครื้ม 'ลูกปืนใหญ่ไร้สุข' นับไม่ถ้วนถูกยิงออกมาจากหอคอยสูงไปทั่วเมืองโนแวร์ ผู้คนตามท้องถนนที่ใช้ชีวิตแบบปกติก็กลับห่อเหี่ยวไร้ความสุข หากแต่มีชายคนหนึ่งยิ้มให้กับภาพที่เกิดขึ้น ชื่อของเขาคือ "ดร.ซาลอสต์" เขามาที่นี่ก็เพื่อมาข่มขู่เอาเงินจากนายกของเมืองว่าหากไม่ส่งเงินมาคนทั้งเมืองก็จะต้องเดือดร้อน หากแต่ว่านอกจากที่จะไม่ได้เงินแล้วเขากลับถูกเยาะเย้ยก่อนจะถูกเตะออกมาจากที่ว่าการ จึงได้เกิดเป็นหายนะข้างต้น
ทางด้านของเคอเรจก็กำลังช่วยเมอเรียลทำ 'ลูกพลัมสุขใจ' พลางย้ำกับเจ้าหมาสีชมพูว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนทานมีความสุข อูสทิสที่เบื่อหน่ายกับโทรทัศน์ก็ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ในตัวเมือง ขณะนั้นที่ดร.ซาลอสต์กับหนูผู้ช่วยกำลังนับเงินที่นายกนำมาให้ แม้จะมีเงินกองโตกระนั้นเขาก็ยังไม่มีความสุขและถ้าเขาไม่มีความสุขคนอื่นก็ห้ามมีเหมือนกัน เขาจึงไม่ทำตามสัญญาที่ให้กับนายกของเมือง
พอดีกับที่สังเกตเห็นรถของอูสทิสและได้ไล่ตามไปจัดการด้วยลูกปืนใหญ่ไร้สุข แม้ว่ามันจะไม่ได้ผลกับอูสทิสแต่กับเมอเรียลนั้นมักลับทำให้เธอไปเป็นคนที่ไร้ชีวิตชีวา และดูเหมือนไม่ว่าจะทำยังไงก็จะไม่สามารถช่วยให้เธอกลับมาร่าเริงได้ เคอเรจจึงคิดจะขึ้นไปบนหอคอยเพื่อหายารักษามาโดยที่มีอูสทิสให้ความร่วมมือ
เมื่อเข้ามายังหอคอยเคอเรจก็ได้ต่อสู้กับหนูผู้ช่วยและด้วยลูกพลัมก็ทำให้เขารอดตัวไปอย่างง่ายดายจนมาเผชิญหน้ากัน แม้จะเกือบพลาดท่าแต่ด้วยคำพูดของเมอเรียลทำให้เคอเรจปาพลัมสุขใจทั้งแก้วใส่หัวดร.ซาลอสต์ ก่อนที่มันหล่นลงผสมกับสารเคมีไร้สุขจนเกิดระเบิดขึ้นเปลี่ยนลูกปืนใหญ่ทั้งหมดเป็นสีชมพู ขณะที่หอคอยพังทลายลงแรงระเบิดก็ส่งลูกปืนใหญ่มากมายพุ่งไปยังเมืองโนแวร์เปลี่ยนทุกคนกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ทางด้านดร.ซาลอสต์ที่โมโหสุดขีดก็จะตามมาเก็บงาน เคอเรจจึงรีบพาเมอเรียลที่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติแล้วไปหลบใต้โต๊ะในครัว แล้วเมื่อดร.ซาลอสต์ดันหยิบพลัมที่เหลืออยู่บนโต๊ะมากิน จนทำให้เขาได้พบกับความสุขที่ตนตามหาเสียที
ภาพปกตอน credit: Boom Channel
แนวคิด
นอกจากเพลงออเครสต้าอันทรงพลังที่สั่นสะท้านถึงแก่นของจิตวิญญาณซึ่งประพันธ์โดย Jody gray กับองค์ประกอบภาพอันหม่นหมองนั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ตอนนี้เป็นตอนในดวงใจของใครหลายคน หากแต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้นั้นต่างหาก
หากอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของตัวกำกับตอนของอย่าง John R. dilworth ที่เคยให้ไว้ว่า "'The Tower of Dr. Zalost' นั้นเป็นตอนที่น่าหลงไหลและชวนคิดถึง ผมเขียนมันขึ้นมาตอนที่ผมอาศัยอยู่ในซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย... [EP.นี้] มันเตือนใจถึงชีวิตของผมในโครเอเชีย และหอคอยในเรื่องมาจากหอคอยที่สามารถมองลงมาเห็นเมืองนั้นได้ และ 'Zalost' จริงๆ แล้วเป็นภาษาโครเอเชียแปลว่าความโศกเศร้า... และแน่นอน แรงกระตุ้นทางจิตวิทยาที่มนุษย์มี หากเราไม่สามารถหาความสุขให้กับตัวเองได้ เราก็แย่งมันจากคนอื่นไปด้วย นั่นแหละคือที่มา"
What's the good of having all the money in the world if it doesn't bring any happiness? And if I'm not happy, no one deserves to be happy.
Dr. Zalost (ดร. ซาลอสต์)
เมื่อเราได้ทราบแนวคิดเบื้องหลังของตัวละครแล้วอะไรล่ะคือแรงผลักดันให้ ดร. ซาลอสต์ กระทำการเช่นนี้โดยเบื้องหลังของเหตุเลวร้ายนั้นอาจเริ่มจากอารมณ์ที่เล็กน้อยอย่าง 'ความอิจฉา'
โดย 'ความอิจฉา' สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทตามคำนิยามของ ดร.เดวิด ลัดเดน (David Ludden) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาชาวอเมริกัน จาก Georgia Gwinnett College สหรัฐอเมริกา คือ 'ความอิจฉาแบบมุ่งร้าย (Malicious)' และ 'ความอิจฉาที่ไม่มีพิษภัย (Benign)' ซึ่งมีจุดร่วมในการเกิดแบบเดียวกันคือเมื่อเห็นใครสักคนมีในสิ่งที่เราไม่สามารถมีได้ในปัจจุบันขณะ แต่จะแตกต่างกันในการรับมือกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
กล่าวได้ว่าหากเราเห็นใครสักคนประสบความสำเร็จหากมีความอิจฉาแบบไร้พิษภัยจะสามารถที่จะร่วมยินดีและนำมาเป็นแรงผลักดันให้กับตนเองเพื่อให้ตนพัฒนาไปยืนยังจุดนั้นได้ แต่หากมีความอิจฉาแบบมุ่งร้ายก็จะเกิดการเปรียบเทียบแล้วมองเห็นเป็นแง่ลบซึ่งจะนำไปสู่การอยากทำลายแล้วยังสร้างความเสียหายได้อย่างคาดไม่ถึง จากที่ได้รับชมเราจะสามารถรู้ได้ทันทีเลยว่า ความอิจฉาของดร. ซาลอสต์นั้นเป็นในรูปแบบไหนกันแน่
นอกจากนี้นักวิเคราะห์หลายคนยกให้ตอนนี้เป็นแนวทางศึกษาในการนำเสนอ 'สภาวะซึมเศร้า' ที่น่าสนใจในรายการการ์ตูนสำหรับเด็ก ทั้งจากบรรยากาศที่มืดมัวซึ่งสะท้อนมุมมองต่อโลกที่เศร้าหมอง หรือแม้แต่ตัวของหอคอยที่ดร.ซาลอสต์อาศัยอยู่ก็มีแปลกแยกจากตัวสิ่งก่อสร้างในเรื่องเป็นการย้ำถึงสภาวะจิตใจของตัวละครได้เป็นอย่างดีแสดงถึงความโดดเดี่ยวที่ปกป้องตัวเอง ขณะเดียวกันก็กักเก็บไว้เพียงแต่ความเศร้าต้องรอจนเมื่อหอคอยนั้นพังทลาย เขาถึงจะได้พบกับความสุขของการได้ทานลูกพลัมสุขใจในตอนท้าย
บทสรุป
สรุปแล้วตอนนี้มันให้อะไรกับเรากันแน่ ในชีวิตของเราก็ต้องเจอเรื่องราวมากมาย บางครั้งเราก็อาจพบเรื่องแย่ ๆแล้วก็ได้แต่เศร้าใจ พอหันมาดูชีวิตคนอื่นบนโลกออนไลน์ก็พบว่าพวกเขาต่างโพสอวดชีวิตที่เรื่องราวดีกว่าเราแบบไม่ติดฝุ่น อาจมีสักครั้งที่รู้สึกอิจฉาบ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพียงแต่ว่าวิธีที่เราตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นต่างหากที่สำคัญ
เราอาจจะอยากทำลายเขาให้รู้สึกแย่หรือจะร่วมยินดีก็ได้ อย่าลืมว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ใครจะไปรู้ว่าภาพความสุขเบื่้องหน้าอาจมีเบื้องหลังต้องแลกกับอะไรที่มากกว่านั้นก็ได้ การเปรียบเทียบตัวเองกับใครก็ไม่รู้นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด
ท้ายที่สุดแล้วก็คงมีแต่เราที่จะตัดสินใจว่าจะทำยังไงกับชีวิต เราจะเลือกอยู่ในวังวนเดิมที่จะมีแต่การทำลายผู้อื่นซึ่งก็จะย้อนมาทำลายตัวเองหรือจะออกมาแล้วพยายามหาเส้นทางใหม่ ตามหาความสุขที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรก็แค่ความสุขที่มีความหมายกับตัวเราก็พอแล้ว มันอาจเป็นแค่ขนมง่าย ๆที่ทำด้วยความรัก, คุณว่าจริงมั้ย?
อ้างอิง
โฆษณา