•
14 ก.ย. เวลา 17:16

🌱 โตแล้วทำไมยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร?

Life / Self-Growth
ตอนเด็ก ๆ เรามักถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” คำถามนี้เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายมาก เพราะตอนนั้นเราอาจตอบได้ทันทีว่าอยากเป็นหมอ อยากเป็นครู อยากเป็นศิลปิน หรืออยากทำอาชีพอะไรก็ตามที่เราเคยเห็นจากคนรอบตัว บางคนตอบเหมือนเดิมมาตลอดหลายปี แต่บางคนก็เปลี่ยนคำตอบไปเรื่อย ๆ ตามสิ่งที่ตัวเองสนใจในช่วงนั้น
แต่พอโตขึ้น คำถามเดิมกลับกลายเป็นคำถามที่ตอบยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่เราเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย เพราะมันไม่ได้ถามแค่ว่า “อยากเป็นอะไร?” อีกต่อไป แต่เหมือนกำลังถามว่า “จริง ๆ แล้วเราเป็นใคร?” “เราชอบอะไร?” และ “อนาคตเราอยากเดินไปทางไหน?”
สำหรับฉัน วัยมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ทำให้สับสนกับตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน เราได้เจอผู้คนใหม่ ๆ ได้เรียนวิชาที่หลากหลาย ได้ทำงานกลุ่ม ได้ทำโปรเจกต์ และได้ลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่ตอนเด็กอาจไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ บางอย่างที่เราคิดว่าน่าจะชอบ พอลองทำจริงกลับไม่ได้รู้สึกสนุกอย่างที่คิด ส่วนบางอย่างที่ตอนแรกไม่ได้สนใจมาก กลับทำให้เรารู้สึกว่าอยากลองทำต่ออีก
ช่วงแรก ๆ ฉันเคยคิดว่าการที่ตัวเองยังไม่รู้ว่าชอบอะไร อาจหมายความว่าเรายังไม่มีความสามารถมากพอ หรือเราอาจไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนเหมือนคนอื่น เพราะเวลามองไปรอบตัว เรามักจะเห็นคนที่ดูเหมือนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร บางคนรู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไร บางคนมีผลงานที่ตัวเองภูมิใจ และบางคนเริ่มวางแผนอนาคตของตัวเองเอาไว้แล้ว
ในขณะที่ตัวเราอาจยังนั่งคิดอยู่ว่า “แล้วฉันล่ะ ชอบอะไรกันแน่?”
แต่เมื่อได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจว่าการยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติ และไม่ได้แปลว่าเรากำลังเดินช้ากว่าคนอื่นด้วย บางทีเราอาจไม่ได้ไม่มีสิ่งที่ชอบ เพียงแต่เรายังมีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะค้นพบมัน
การรู้จักตัวเองจึงอาจไม่ได้เกิดจากการนั่งคิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ ลงมือทำจริง เราอาจต้องลองก่อนถึงจะรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ เช่น ลองทำงานสร้างสรรค์ ลองเขียน ลองถ่ายวิดีโอ ลองตัดต่อ ลองทำคอนเทนต์ หรือลองทำงานที่เราไม่เคยคิดว่าจะเหมาะกับตัวเอง
บางครั้งเราอาจทำแล้วรู้สึกว่า “ไม่ใช่เลย” แต่ฉันคิดว่านั่นก็ถือเป็นคำตอบเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างว่า สิ่งนี้อาจไม่ใช่ทางของเรา
และฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากคือ อย่ามองแค่สิ่งที่เราชอบ แต่ลองสังเกตสิ่งที่เราไม่ชอบด้วย เพราะการรู้ว่าเราไม่ชอบอะไรสามารถช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นเหมือนกัน เราอาจค้นพบว่าเราไม่ชอบงานที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ แต่ชอบงานที่ได้คิดไอเดียใหม่ ๆ หรือเราอาจไม่ชอบการทำงานคนเดียว แต่รู้สึกสนุกเวลาทำงานร่วมกับคนอื่น
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าเราค่อย ๆ สังเกตตัวเองไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็นภาพของตัวเองชัดขึ้นว่า เราเป็นคนแบบไหน และสิ่งไหนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวเองมากที่สุด
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราค้นหาตัวเองได้ยากขึ้น คือ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
ในยุคที่เราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาก็เห็นชีวิตของคนอื่นเต็มไปหมด เราเห็นคนที่เรียนเก่ง เห็นคนที่ทำงานเก่ง เห็นคนที่มีผลงานเยอะ เห็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจน หรือเห็นคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย จนบางครั้งเราก็อดไม่ได้ที่จะเอาชีวิตของตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขา
เราอาจถามตัวเองว่า “ทำไมเขารู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้ว แต่เรายังไม่รู้เลย?” หรือ “ทำไมเขาไปได้ไกลกว่าเรา?”
แต่ความจริงคือ เราเห็นเพียงบางส่วนของชีวิตคนอื่นเท่านั้น เราไม่เห็นวันที่เขาเคยสับสน ไม่เห็นวันที่เขาเคยร้องไห้ ไม่เห็นความผิดพลาด หรือช่วงเวลาที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเดินไปทางไหน เพราะฉะนั้นการเอาเบื้องหลังของตัวเองไปเปรียบเทียบกับภาพที่ดีที่สุดของคนอื่น อาจทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจกำลังพยายามอยู่มากกว่าที่ตัวเองคิด
ฉันเลยเริ่มคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างตอนนี้ก็ได้
เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอีกห้าปีจะทำอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอาชีพในฝันคืออะไร และไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนเหมือนคนอื่น ขอแค่รู้ว่า วันนี้เราอยากลองอะไร และพร้อมที่จะเรียนรู้จากมันก็พอ
บางครั้งสิ่งที่เราชอบอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่า “ฉันรักสิ่งนี้ตั้งแต่แรกเห็น” แต่อาจเกิดจากการทำสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ จนเริ่มรู้สึกสนุก เริ่มอยากพัฒนาตัวเอง และเริ่มอยากทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม
อย่างงานบางอย่างที่ตอนแรกเรารู้สึกว่าเหนื่อยมาก พอทำเสร็จแล้วกลับรู้สึกภูมิใจ หรือบางครั้งเราอาจเจอช่วงที่ต้องแก้งานหลายรอบจนรู้สึกท้อ แต่พอเห็นผลงานสุดท้ายกลับรู้สึกว่า “อย่างน้อยเราก็ทำมันสำเร็จ” ความรู้สึกแบบนี้ก็อาจกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราอยู่
ฉันคิดว่าการค้นหาตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป เราสามารถเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ได้ ลองถามตัวเองว่า วันนี้มีอะไรที่ทำแล้วมีความสุข? มีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว? มีอะไรที่ถึงจะเหนื่อย แต่เราก็ยังอยากทำอีก? หรือมีเรื่องอะไรที่เราอยากรู้มากขึ้นโดยที่ไม่มีใครบังคับ?
คำตอบเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการรู้จักตัวเอง
สำหรับฉัน ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รู้คำตอบทุกอย่าง และฉันคิดว่ามันไม่เป็นไรเลย เพราะการโตขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้จักตัวเองทั้งหมดในทันที การโตขึ้นอาจหมายถึงการที่เรายอมรับว่า “ตอนนี้ฉันยังไม่รู้” และพร้อมที่จะค่อย ๆ เรียนรู้ต่อไป
บางทีเราอาจค้นพบสิ่งที่ชอบในปีหน้า หรืออาจเปลี่ยนความชอบอีกหลายครั้งก็ได้ มันไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว แต่หมายความว่าเรากำลังเติบโตและได้เรียนรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากชีวิตมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ฉันคิดว่า การค้นหาตัวเองไม่ใช่การแข่งขัน เราไม่จำเป็นต้องรีบไปถึงจุดหมายเดียวกับคนอื่น เพราะแต่ละคนมีเส้นทางและจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน
ถ้าวันนี้เรายังตอบไม่ได้ว่า “ตัวเองชอบอะไร” ก็ไม่เป็นไร ลองให้โอกาสตัวเองได้ทำสิ่งใหม่ ๆ ลองผิด ลองถูก และเปลี่ยนใจได้บ้าง เพราะทุกประสบการณ์กำลังสอนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเราอยู่เสมอ
บางทีคำตอบของคำถามว่า “เราชอบอะไร?” อาจไม่ได้ปรากฏขึ้นในวันที่เรานั่งพยายามหาคำตอบ แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างทางที่เราใช้ชีวิต
และบางทีการค้นพบตัวเองที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การค้นพบว่า “ฉันอยากเป็นอะไร” แต่คือการค้นพบว่า “ฉันอยากเป็นตัวเองแบบไหน”
เพราะเราไม่จำเป็นต้องรีบมีคำตอบทั้งหมดในวันนี้ แค่ค่อย ๆ รู้จักตัวเองมากขึ้นวันละนิด และกล้าที่จะลองเดินไปในทางที่ยังไม่แน่ใจบ้างก็เพียงพอแล้ว 🌱
โฆษณา