•
14 ก.ย. เวลา 17:44

💬 ทำไมเราถึงคิดมากกับแชตของใครบางคน?

Life / Relationship
เคยไหม แค่เห็นแจ้งเตือนจากใครบางคน ใจก็เต้นขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ทั้งที่ถ้าเป็นข้อความจากคนอื่น เราอาจเปิดอ่านแล้วตอบไปตามปกติ แต่ถ้าเป็นข้อความจากคนที่เราสนใจ เรากลับใช้เวลาอ่านข้อความเดิมซ้ำหลายรอบ คิดว่าควรตอบอะไรดี ประโยคนี้ดูแปลกไหม เขาจะคิดยังไง หรือบางครั้งแค่เห็นว่าเขาอ่านข้อความแล้วแต่ยังไม่ตอบ เราก็เริ่มสร้างเรื่องราวขึ้นมาในหัวเองเป็นสิบอย่าง
น่าแปลกที่บางครั้งคนคนหนึ่งไม่ได้ทำอะไรกับเราเลย แต่กลับสามารถมีผลต่อความรู้สึกของเราได้มากขนาดนั้น เพียงแค่คำสั้น ๆ อย่าง “โอเค” “555” หรือ “ครับ” ก็สามารถทำให้เรานั่งคิดไปได้ทั้งวันว่า เขาหมายความว่าอะไรกันแน่
ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่เราคิดมากกับแชตของใครบางคน เป็นเพราะ เราให้ความสำคัญกับคนคนนั้นมากกว่าคนทั่วไป ถ้าเป็นคนที่เราไม่ได้สนใจมาก เราอาจไม่ได้คิดอะไรกับคำตอบสั้น ๆ ของเขาเลย แต่เมื่อเป็นคนที่เรารู้สึกดีด้วย ทุกข้อความกลับมีความหมายมากขึ้น เราเริ่มสังเกตคำที่เขาเลือกใช้ สังเกตเวลาในการตอบ หรือแม้แต่สังเกตว่าเขาใส่อีโมจิอะไรมา
บางครั้งเราไม่ได้กำลังอ่านแค่ข้อความ แต่เรากำลังพยายามอ่าน “ความรู้สึกของเขาที่มีต่อเรา” ผ่านข้อความนั้นด้วย
เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากในช่วงวัยมหาวิทยาลัย เพราะการสื่อสารส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนเจอหน้ากัน แต่ยังเกิดผ่านแชตและโซเชียลมีเดีย เราอาจคุยกับเพื่อนผ่านข้อความทุกวัน หรือมีคนบางคนที่เราอยากคุยด้วยเป็นพิเศษ จนการแจ้งเตือนจากเขากลายเป็นสิ่งที่ทำให้วันธรรมดาดูพิเศษขึ้นมา
แต่ปัญหาคือ แชตไม่มีสีหน้า ไม่มีน้ำเสียง และไม่มีท่าทางเหมือนการคุยต่อหน้า เราจึงต้องใช้จินตนาการเติมส่วนที่หายไปเอง และนั่นทำให้เกิดการตีความมากมาย
คำว่า “โอเค” ในข้อความหนึ่ง อาจหมายถึงเขาเข้าใจจริง ๆ หรืออาจแค่กำลังยุ่งอยู่ก็ได้ คำว่า “ครับ” อาจเป็นเพียงวิธีพูดตามปกติของเขา หรือเราอาจเผลอคิดว่ามันมีความหมายบางอย่างมากกว่านั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนส่งอาจไม่ได้คิดอะไรเลย
ฉันเคยรู้สึกว่าตัวเองใช้พลังงานไปกับเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกดีกับใครสักคน เราจะจำรายละเอียดเล็ก ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ จำได้ว่าเขาเคยพูดอะไร จำได้ว่าเขาเรียกเราว่าอะไร หรือจำได้แม้กระทั่งวิธีที่เขาตอบข้อความบางประโยค
บางทีเราก็รู้ตัวว่า “ฉันคิดมากเกินไปหรือเปล่า?” แต่ถึงจะรู้แบบนั้น เราก็ยังหยุดคิดไม่ได้อยู่ดี
สิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจคือ บางครั้งสิ่งที่เรากังวลอาจไม่ได้เกี่ยวกับอีกฝ่ายทั้งหมด แต่อาจเกี่ยวกับ ความคาดหวังของเราเอง เราอยากให้อีกฝ่ายรู้สึกแบบเดียวกับเรา จึงพยายามหาหลักฐานจากทุกอย่างเพื่อยืนยันว่าเขาก็คิดเหมือนกัน ยิ่งถ้าเขาทำอะไรน่ารักกับเรา เราก็ยิ่งเอาไปคิดต่อว่า หรือเขาจะรู้สึกอะไรหรือเปล่า
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาตอบช้าหรือดูเหมือนไม่สนใจ เราก็อาจรีบสรุปว่าเขาไม่ได้อยากคุย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาอาจกำลังเรียน ทำงาน อยู่กับเพื่อน หรือมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการอยู่ก็ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตีความแชตจึงอาจทำให้เราเหนื่อย เพราะเราใช้ข้อมูลเพียงไม่กี่คำ แล้วพยายามสร้างคำตอบที่สมบูรณ์ขึ้นมาเอง
ฉันคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องห้ามตัวเองไม่ให้คิดเลย เพราะความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราชอบหรือแคร์ใคร เราก็ย่อมสนใจเขาเป็นพิเศษอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือ แยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่เราคิดขึ้นมาเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจเป็นแค่ “เขายังไม่ตอบข้อความ” ส่วนสิ่งที่เราคิดขึ้นมาเองอาจเป็น “เขาคงเบื่อเราแล้ว” สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการแยกมันออกจากกันอาจช่วยให้เราไม่ทำร้ายความรู้สึกตัวเองมากเกินไป
อีกอย่างที่สำคัญคือ อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับการตอบกลับของใครคนหนึ่ง เพราะการที่ใครตอบเร็วหรือช้า ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นคนสำคัญหรือไม่สำคัญ และการที่ใครสักคนไม่ได้ตอบในแบบที่เราหวัง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราดีไม่พอ
บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องพยายามหาคำตอบจากทุกประโยค ไม่ต้องวิเคราะห์ทุกอีโมจิ และไม่ต้องรีบตั้งชื่อให้กับความสัมพันธ์ที่ยังอยู่ระหว่างการทำความรู้จักกัน
ฉันว่ามันน่ารักดีนะ เวลาที่เรามีใครสักคนที่ทำให้เราอยากคุยด้วย ทำให้เรายิ้มเวลาเห็นข้อความ หรือทำให้วันธรรมดามีอะไรให้รอคอย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ควรเหลือพื้นที่ให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ทั้งวันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะตอบเราหรือไม่ตอบ
เพราะสุดท้ายแล้ว แชตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ไม่ใช่ทั้งหมดของความสัมพันธ์
คนคนหนึ่งอาจตอบข้อความสั้น ๆ แต่เวลาพบกันจริงกลับพูดคุยกับเราเป็นอย่างดี หรือบางคนอาจตอบแชตเก่งมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้สึกพิเศษกับเราเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าข้อความหนึ่งหรือสองประโยค อาจเป็นการกระทำและความสม่ำเสมอของเขาในระยะยาวมากกว่า
ถ้าวันหนึ่งเราเจอข้อความที่ทำให้ต้องนั่งคิดซ้ำไปซ้ำมา ลองหยุดสักนิดแล้วถามตัวเองว่า “สิ่งที่เรารู้จริง ๆ คืออะไร?” และ “ส่วนไหนเป็นเพียงสิ่งที่เรากำลังเดา?” คำถามสองข้อนี้อาจช่วยให้เรากลับมาอยู่กับความจริงได้มากขึ้น
บางทีเราไม่จำเป็นต้องรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เพราะความสัมพันธ์บางอย่างต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ และถ้าเขารู้สึกเหมือนกันจริง ๆ วันหนึ่งมันอาจชัดเจนขึ้นจากการกระทำของเขาเอง
ส่วนระหว่างที่ยังไม่รู้คำตอบ เราก็สามารถมีความสุขกับการได้รู้จักใครสักคนไปก่อน คุยกันเมื่ออยากคุย ยิ้มเมื่อมีเรื่องให้ยิ้ม และปล่อยให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปโดยไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป
เพราะบางทีเหตุผลที่เรา คิดมากกับแชตของใครบางคน ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
เราแค่แคร์เขามากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง 💬
และบางทีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จึงไม่ใช่การเลิกแคร์ใคร แต่คือการ แคร์ใครสักคนโดยไม่ลืมที่จะแคร์ความรู้สึกของตัวเองไปพร้อมกัน
โฆษณา