แม้ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากจะไม่ได้เป็นผู้ยื่นข้อมูลต่อระบบ CBAM ของ EU โดยตรง แต่หากเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนให้บริษัทที่ส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของ SME อาจเป็นข้อมูลที่คู่ค้าต้องขอ เพื่อนำไปใช้คำนวณและรายงานตามข้อกำหนด ดังนั้น สิ่งที่ SME ควรรู้เป็นอันดับแรกคือ สินค้าของตนเกี่ยวข้องกับ CBAM หรือไม่ และมีข้อมูลหลังบ้านพร้อมส่งให้คู่ค้ามากน้อยเพียงใด
ช่วงปี 2026-2029 จึงเป็นจังหวะสำคัญในการทยอยสร้างความพร้อม เพราะ CBAM กำลังเข้าสู่การบังคับใช้ควบคู่กับการลดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ระบบ EU ETS (European Union Emissions Trading System) หรือระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้ต้นทุนคาร์บอนมีบทบาทต่อสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
SME ไทยสามารถเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว ได้แก่ ตรวจสอบเส้นทางสินค้า จัดระบบข้อมูลพลังงานและวัตถุดิบ และเตรียมข้อมูลคาร์บอนให้พร้อมเมื่อคู่ค้าร้องขอ มากกว่าการรอให้ข้อกำหนดมาถึงธุรกิจโดยตรง
กฎคาร์บอนและ EU CBAM กับการปล่อย CO2 จากภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง
SME ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่สินค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับ CBAM ไม่ได้เป็นผู้ยื่นรายงานต่อ EU โดยตรงเสมอไป ผู้ที่มีหน้าที่ยื่น CBAM Declaration คือผู้นำเข้าสินค้าใน EU หรือผู้แทนศุลกากรทางอ้อมตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วน SME ไทยในฐานะผู้ผลิตหรือซัปพลายเออร์ มีบทบาทในการจัดเตรียมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต เพื่อส่งให้คู่ค้านำไปใช้คำนวณและรายงานต่อ
Regulation (EU) 2025/2083 of the European Parliament and of the Council of 8 October 2025 amending Regulation (EU) 2023/956 as regards simplifying and strengthening the carbon border adjustment mechanism (Text with EEA relevance). Recital 2-3. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จาก https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2025/2083/oj/eng.