15 ก.ย. เวลา 08:07 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

สารทำความเย็นกับ Data Center ตอนที่

📍ก้าวเข้าสู่ปี 2026 เราไม่ได้อยู่ในยุค Cloud Computing ที่เราุ้นเคย แต่เข้าสู่ยุคของ Data Center ที่โลกทั้งใบกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยขุมพลังที่ชื่อว่า AI และ HPC (High-Performance Computing)
ส่งผลให้ความต้องการความร้อนและพลังงาน (Rack Density) พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด ตู้แร็คหนึ่งตู้ใน Data Center ที่เคยกินไฟแค่ 5-10 กิโลวัตต์ แต่ Data Center ที่เกิดมาเพื่อรัน AI ในทุกวันนี้ กินพลังงานเข้าไปถึง 30 ถึง 100 กิโลวัตต์ต่อตู้ หรือเป็น 10 เท่า
📈 การยกระดับสมรรถะข้างต้น ไม่ได้ดึงดูดแค่เม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่ยังรวมถึงความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทรัพยากร ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม
⚡จุดเปลี่ยนพลิกโฉมประเทศไทย
คลื่นใต้น้ำที่เรียกว่า Data Center เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปี 2024-2025 ก่อนจะกลายเป็นสึนามิลูกใหญ่ที่พัดพาเม็ดเงินลงทุนพุ่งทะยานถึงขีดสุดเมื่อก้าวเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2026 สะท้อนผ่านตัวเลขจาก BOI ที่เผยให้เห็นกระแสเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
แค่เฉพาะกิจการ Data Center มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าที่สูงถึง 728,000 ล้านบาท
เมื่อกางตัวเลขเฉพาะไตรมาสแรกของปี 2569 ดู จะพบว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทะลุแนวไปถึง 1,016,962 ล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยบรรดานักลงทุนชั้นนำระดับโลกเป็นหัวหอกสำคัญในการกวาดต้อนเม็ดเงินเหล่านี้เข้าประเทศ
ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยผงาดขึ้นมาเป็นฐานที่มั่นสำคัญ โดยมีจำนวน Data Center เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนรวมราว 60 แห่ง ตามหลังอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เท่านั้น
🌿 ข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อม
แม้ในระดับเศรษฐกิจมหภาค การดึงดูดการลงทุน Data Center จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทว่าในระดับจุลภาค การเข้ามาของ Data Center ได้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสภาพแวดล้อม สังคม และประชาชนในชุมชนท้องถิ่น จนเริ่มปะทุเป็นข้อพิพาทระดับชาติ
เปรียบเสมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่บริโภคพลังงานและน้ำอย่างตะกละตะกลาม พร้อมกับการพ่นมลพิษทางเสียงและความร้อนออกสู่สังคม
🏭 ช่องโหว่ของกฎหมาย EIA และนิยามของ โรงงาน
ต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้างนี้มาจากความล้าหลังของกฎหมายไทยโดยตรง Data Center ที่ใช้พลังงานและน้ำเทียบเท่าเมืองขนาดย่อม กลับไม่อยู่ในข่ายที่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ศูนย์ข้อมูลก็ไม่ถูกนิยามว่าเป็น โรงงาน เนื่องจากไม่มีกระบวนการผลิตสินค้าทางกายภาพ ผู้พัฒนาโครงการจึงสามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารปกติ โดยระบุประเภทเป็นเพียง คลังสินค้า หรือ ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
แม้จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน แต่ในเรื่องของมิติความมั่นคง อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) คือการนำข้อมูลที่อ่อนไหวของภาครัฐและประชาชนมาจัดเก็บไว้ในอาณาเขตของตนเอง ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลที่ไม่สามารถปล่อยให้อยู่ในมือของต่างชาติได้ทั้งหมด
การเติบโตของ Data Center ในประเทศไทย จึงถือโจทย์ระดับชาติที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาล ว่าจะรักษาสมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตย กับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อย่างไร เพราะ ความท้าทายขั้นสุดของการออกแบบ Data Center ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การทำให้เซิร์ฟเวอร์เย็น
แต่คือการแก้สมการที่แทบจะไม่มีวันลงตัว ระหว่างตัวชี้วัดความยั่งยืน 2 มาตรฐานจาก The Green Grid นั่นคือ PUE (ดัชนีวัดประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า) และ WUE (ดัชนีวัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ) ที่ทั้งสองตัวนี้มีความสัมพันธ์แบบ แปรผกผัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
⚠️ หากผู้ประกอบการต้องการกดค่า PUE ให้ต่ำที่สุด หรือ ประหยัดไฟที่สุด ต้องใช้ระบบทำความเย็นแบบพึ่งพาการระเหย (Evaporative Cooling) ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวดึงความร้อน ผลลัพธ์คือ คุณจะเซฟค่าไฟได้มหาศาล แต่ต้องแลกมากับการผลาญน้ำ
↗️ นวัตกรรมระบบทำความเย็น ทางรอดของ Data Center และ สิ่งแวดล้อม
ความร้อนจากการทำงานของหน่วยประมวลในยุค AI สูงเกินกว่าที่ระบบปรับอากาศธรรมดาจะสามารถจัดการได้ อุตสาหกรรมระดับโลกจึงต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ไปสู่ ระบบทำความเย็นด้วยของเหลว (Liquid Cooling) และการใช้สารทำความเย็นรุ่นใหม่ที่มีค่า GWP ต่ำ
1. เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling)
เทคโนโลยีอย่างการดึงความร้อนจากชิปโดยตรง (Direct-to-Chip Cooling) หรือ Immersion Cooling ที่นำอุปกรณ์ไอทีทั้งตู้แช่ลงไปในสารหล่อเย็นไดอิเล็กทริก (Dielectric Coolant) ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรับภาระของเครื่องปรับอากาศ
แต่สารหล่อเย็นเหล่านี้มักเป็นน้ำมันซิลิโคนสังเคราะห์หรือสารประกอบฟลูออโรคาร์บอน (PFAS) ซึ่งมีจุดอ่อนร้ายแรงคือสลายตัวยากในธรรมชาติ การวางแผนจัดการสารเหล่านี้เมื่อหมดอายุการใช้งานจึงเป็นวาระสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคิดให้จบตั้งแต่ต้นทาง
2. นวัตกรรมสารทำความเย็น ยุค GWP ต่ำ
สำหรับระบบระบายความร้อนส่วนกลางที่ยังต้องพึ่งพาเครื่องทำน้ำเย็น (Chillers) ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบีบบังคับให้อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนผ่านสารทำความเย็นในอดีตที่มีค่า GWP สูงลิ่ว
เพื่อตอบสนองต่อกติกาโลกและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Data Center จึงเริ่มมีการใช้สารทำความเย็นกลุ่ม HFOs ซึ่งออกแบบมาให้มีค่า GWP ต่ำเป็นพิเศษ อย่างเช่น
• R-1233zd(E)
เป็นสารทำความเย็นที่มีแรงดันต่ำ มีค่า GWP อยู่ที่ 1-4.5 เท่านั้น และเป็น ASHRAE Safety Class ระดับ A1 (ไม่ติดไฟ) ใช้ทดแทน R-123 เหมาะสำหรับการใช้ในเครื่องทำความเย็นแบบ Centrifugal Chillers ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากใน Data Center ที่ต้องการความเสถียรและความปลอดภัยสูง
• R-1234ze(E)
เป็นสารทำความเย็นที่มีแรงดันปานกลาง มีค่า GWP ต่ำกว่า 1-7 โดดเด่นด้วยการทำงานในช่วงอุณหภูมิที่กว้างขึ้น ถูกนำมาใช้กับ Screw Compressors และ Heat Pumps สารตัวนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม A2L (ติดไฟเล็กน้อย) ทำให้การออกแบบห้องเครื่องต้องมีมาตรฐานการระบายอากาศและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างรัดกุม
• กลุ่มทางเลือกสำหรับ Retrofit
เช่น R-513A หรือ R-515B ซึ่งมีค่า GWP ปานกลาง แต่ข้อดีคือจัดอยู่ในกลุ่ม A1 (ไม่ติดไฟ) นิยมใช้สารกลุ่มนี้เติมเข้าไปในระบบ Chiller เดิมที่เคยใช้ R-134a เพื่อลด Carbon Footprint โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์มากนัก
การเลือกใช้น้ำยาแอร์รุ่นใหม่ เมื่อนำมาผสานกับระบบควบคุมการไหลของน้ำและเซ็นเซอร์อัจฉริยะ มันไม่ได้แค่ช่วยรักษ์โลกแบบฉาบฉวย แต่มันคือการหั่นการใช้ไฟฟ้าของระบบ Chiller ลง ส่งผลให้ค่า PUE ต่ำลง และช่วยแบ่งเบาภาระวิกฤตพลังงานของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ในยุคที่
ในตอนหน้าเราจะพาไปเจาะลึกสารทำความเย็นยุคใหม่ เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และแนวโน้มการใช้งานในอนาคต ที่ Data Center จะมีบทบาทมากกว่าเดิม แต่โลกต้องร้อนน้อยลง สารทำความเย็นตัวไหนคือคำตอบ?
Line id : @Colder หรือคลิก : https://lin.ee/VEnKS4M
♻️ 𝗟𝗼𝘄 𝗳𝗼𝗿 𝗭𝗲𝗿𝗼 𝗹 ครบรอบ 𝟭𝟮 ปี 𝗖𝗼𝗹𝗱𝗲𝗿 𝗦𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻
พาทุกโมเลกุลความเย็น เข้าสู่ยุค Net Zero
โฆษณา