สารทำความเย็น Data Center ยุค AI ตอนที่ 2

จากบทความตอนที่แล้ว เราคงได้เห็น การเติบโตของ AI และ High-Performance Computing กำลังเปลี่ยน Data Center จากอาคารที่มีหน้าที่เก็บ Server ให้กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความเย็นขนาดใหญ่
โจทย์ของโลกในนี้และประเทศไทย ไม่ใช่คำถามแค่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ Server เย็น? แต่คือ จะผลิตความเย็นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูง ปล่อยคาร์บอนต่ำ มีความเสถียร และยังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง?
เมื่อโลกกำลังลดการใช้สาร HFC ที่มีค่า GWP สูง สารทำความเย็นรุ่นใหม่อย่าง R-1233zd, R-1234ze(E), R-513A และ R-515B จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาด Chiller และ Data Center มากขึ้น และทั้ง 4 ตัวไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแก้โจทย์เดียวกัน
น้ำยาแอร์ Data Center
1.R-1234ze(E)
สารทำความเย็นกลุ่ม HFO ที่มีค่า GWP ต่ำมากเมื่อเทียบกับ R-134a และ HFC รุ่นเดิม หากโจทย์คือ Data Center สร้างใหม่ และต้องการลดผลกระทบจากสารทำความเย็นในระยะยาว R-1234ze(E) ถือเป็นหนึ่งในสารที่น่าจับตามองมากที่สุด
เพราะ Chiller อาจมีอายุการใช้งาน 15–25 ปี การเลือก Refrigerant ตั้งแต่วันแรกจึงไม่ได้กระทบเฉพาะ Carbon Footprint วันนี้ แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและการจัดหาสารทำความเย็นตลอดอายุของเครื่อง
ผู้ผลิตเครื่องทำความเย็นระดับโลกอย่าง Daikin มองว่า R-1234ze และ R-515B เป็น Long term replacement generation ของ R-134a ขณะที่ R-513A ถูกเรียกตรงๆ ว่า Stopgap หรือทางผ่านในช่วงเปลี่ยนกฎ
ปัจจุบันผู้ผลิต Chiller ระดับโลกหลายรายได้พัฒนาเครื่องที่ออกแบบมาสำหรับ R-1234ze(E) โดยเฉพาะ อย่าง Carrier AquaForce 30XF ซึ่งถูกพัฒนาสำหรับงาน Data Center มีค่า Operating Ambient ถึง 55 องศา สามารถรองรับการทำงานในสภาวะอากาศร้อนที่เป็นโจทย์สำคัญของประเทศเขตร้อน อย่างประเทศไทย
สิ่งนี้สะท้อนว่า R-1234ze ไม่ได้อยู่ในสถานะ สารทำความเย็นแห่งอนาคต อีกต่อไป แต่เริ่มเข้าสู่ Commercial Data Center Cooling Platform แล้ว
จุดแข็งของ R-1234ze
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ GWP ต่ำมาก ลด Direct Emissions จากสารทำความเย็นได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมี Chiller Architecture หลายรูปแบบที่ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับสารตัวนี้ ทั้ง Screw Compressor และเทคโนโลยี Compressor รุ่นใหม่สำหรับงานขนาดใหญ่
ข้อจำกัดของ R-1234ze
R-1234ze มีข้อแลกเปลี่ยนคือ A2L หรือ ติดไฟได้เล็กน้อย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ปลอดภัย แต่หมายความว่า Engineering Design ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น Leak Detection, Ventilation, และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม R-1234ze เหมาะกับ New Build มากกว่าการมองเป็นสารสำหรับเติมแทน R-134a ใน Chiller เดิมโดยตรง
2. R-513A
Data Center ไม่ได้มีแต่โครงการสร้างใหม่ แต่ยังมีโครงการจำนวนมากที่ยังมี Chiller ที่ใช้ R-134a และเหลืออายุการใช้งานอีกหลายปี การรื้อ Chiller ที่ยังทำงานได้ดีออกทั้งหมด เพียงเพื่อเปลี่ยนสารทำความเย็น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดทั้งในมุมเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
นี่คือพื้นที่ที่ R-513A จะเข้ามาตอบโจทย์ เนื่องจาก R-513A ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นสารทางเลือกสำหรับระบบที่เคยใช้ R-134a โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือเป็น Safety Class A1 หรือไม่ติดไฟ และมีค่า GWP ต่ำกว่า R-134a อย่างชัดเจน จึงสามารถทำหน้าที่เป็น สะพาน ระหว่างโลกของ HFC รุ่นเก่า กับยุค Low-GWP Refrigerant ได้ดี
เนื่องจาก การเปลี่ยนจาก R-134a ไปใช้ R-513A สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมด (การ Retrofit ยังคงต้องตรวจสอบความเข้ากันได้และได้รับการรับรองจากผู้ผลิตอุปกรณ์)
แม้ R-513A อาจไม่ใช่ Endgame ของอุตสาหกรรม แต่มันอาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับการพา Existing Chiller ออกจากยุค R-134a โดยไม่ต้องรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มต้นใหม่
3. R-515B
ถ้า R-1234ze(E) อยู่ฝั่ง Ultra-Low GWP และ R-513A อยู่ฝั่งความง่ายในการ Transition R-515B คือสารทำความเย็นที่พยายามยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทั้ง 2 เงื่อนไข
จุดเด่นของ R-515B คือ Safety Class A1 ไม่ติดไฟ เช่นเดียวกับ R-513A แต่สามารถลด GWP ลงมาได้อีก นี่ทำให้ R-515B มี Position ที่น่าสนใจมากสำหรับ Data Center ที่มีนโยบายด้าน Safety เข้มงวด หรือเจ้าของโครงการยังไม่ต้องการนำ A2L เข้ามาใน Facility แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการลด Carbon Footprint ให้มากกว่าแนวทางที่ใช้ R-513A
ปัจจุบันผู้ผลิต Chiller ระดับโลก เริ่มพัฒนาอุปกรณ์ที่รองรับ R-515B โดยตรง เช่น ของ Johnson Controls และ Carrier จึงเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังมองเห็นพื้นที่ของสารตัวนี้มากขึ้น
แม้ R-515B ไม่สามารถชนะ R-1234ze ได้ในเรื่อง GWP และอาจไม่ได้มี Retrofit Story ที่ตรงไปตรงมาเหมือน R-513A แต่สามารถตอบโจทย์โครงการที่ตั้งเงื่อนไขว่า ระดับความปลอดภัยต้องเป็น A1 แต่ต้องลด GWP ลงให้ได้มากกว่า R-513A จุดแข็งของ R-515B จึงอยู่ที่เรื่องของความสมดุล
4. R-1233zd
R-1233zd เป็นอีกสารทำความเย็นที่ควรกล่าวถึง แม้อาจไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกับสามตัวข้างต้นโดยตรง
R-1233zd(E) เป็นสารกลุ่ม HCFO ที่มีค่า GWP ต่ำมาก อยู่ใน Safety Class A1 และมีคุณสมบัติเป็น Low-Pressure Refrigerant และเหมาะกับ Centrifugal Chiller ขนาดใหญ่มาก มากกว่าการนำมาใช้แทนสารใน Chiller ทั่วไป
ปัจจุบันมีผู้ผลิตระดับโลกนำ R-1233zd ไปใช้กับ Centrifugal Chiller สำหรับระบบที่มี Cooling Capacity ระดับหลาย Megawatts แล้ว ในโลกของ Hyperscale Data Center และ Data Center Campus ถือเป็นการเดินทางจาก ระบบปรับอากาศของอาคาร ไปสู่ Central Utility Plant สำหรับผลิตความเย็นในระดับโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับประเทศไทย วันนี้ R-1233zd อาจยังไม่ใช่ตัวเลือกเท่า R-134a generation หรือสาร Low-GWP กลุ่มอื่น แต่ถ้ามองอัตราการลงทุน Data Center ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเกิด Hyperscale Campus ที่มี Cooling Demand ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้เทคโนโลยีประเภทนี้มีบทบาทมากขึ้นในอนาคต
ในปี 2026 นี้ Data Center ในประเทศไทยควรเลือกตัวไหน?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า สารตัวไหนดีที่สุด? แต่อยู่ที่ เรากำลังแก้โจทย์แบบไหน? เพราะอนาคตของตลาดไม่ได้เป็นการแข่งขันที่มีผู้ชนะเพียงเจ้าเดียว
เพราะสารทำความเย็นที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวที่มี GWP ต่ำที่สุดเสมอไป Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำงานต่อเนื่องหลายสิบปี การเลือกสารทำความเย็นจึงต้องพิจารณาพร้อมกันทั้ง ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความพร้อมด้านเงินลงทุน และเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่คลื่นการลงทุน Data Center ครั้งใหญ่ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียง วันนี้ควรใช้สารทำความเย็นตัวไหน? แต่คือ Chiller Plant ที่เรากำลังสร้างวันนี้ จะยังเหมาะกับโลกของ Data Center ในอีก 20 ปีข้างหน้าหรือไม่?
R-513A อาจช่วยพาระบบเดิมเข้าสู่ยุค Low-GWP ได้ง่ายขึ้น
R-515B อาจเป็นจุดสมดุลระหว่าง Safety และการลด GWP
R-1234ze อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของ Data Center รุ่นใหม่ที่ออกแบบเพื่ออนาคต
และหาก Hyperscale Data Center ในประเทศไทยเติบโตไปถึงระดับที่ Cooling Plant ต้องมี Capacity หลายสิบ Megawatts ชื่อของ R-1233zd ก็อาจถูกพูดถึงมากขึ้นกว่าที่เราเห็นในวันนี้
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ เกณฑ์ BOI 2026 ที่กำหนดให้โครงการ Data Center ต้องยื่นแผนบริหารจัดการน้ำใช้ (Water Use Management Plan) ควบคู่กับข้อกำหนดด้านพลังงาน
โจทย์จึงไม่ใช่แค่ว่า ประหยัดไฟได้แค่ไหน? หรือลด GWP ได้เท่าไหร่? แต่จะผลิตความเย็นอย่างไร โดยใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ทำให้การเลือก Chiller Architecture รวมถึงสารทำความเย็นต้องถูกมองเป็นภาพเดียวกันตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบระบบ
การเปลี่ยนผ่านสารทำความเย็นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ น้ำยาตัวใหม่ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการออกแบบ Cooling Infrastructure สำหรับยุค AI ที่ต้องสมดุลในเรื่องของพลังงาน คาร์บอนต่ำ และความเสถียรของ Data Center
โฆษณา