Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Book Gossip: เล่มนี้ต้องขยาย
•
ติดตาม
15 ก.ย. เวลา 12:32 • หนังสือ
Secret Diaries of a Junior Doctor: This is going to hurt เจ็บนิดนะครับ
นานๆจะอ่าน non-fic สักที ผลงานของ Be(ing) เลยได้ฤกษ์ออกจากกองดองกับเขาบ้าง แต่ว่ากันตามตรงแล้ว เล่ม This is going to hurt #เจ็บนิดนะครับ ก็ไม่ได้เป็น non-fic ที่อ่านแล้วน่าเบื่อขนาดนั้น คงเป็นเพราะผู้เขียนมีวิธีการเล่าที่เปลี่ยนเรื่องเครียดให้เป็นเรื่องตลกแบบแสบๆคันๆได้อย่างน่าทึ่ง
เล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวของ "อดัม เคย์" หรือก็คือตัวผู้เขียนเอง ในสมัยที่ยังทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน จนกระทั่งถึงช่วงที่เขาเลือกสาขาเฉพาะทางเป็นหมอสูติ โดยนำบันทึกที่ต้องจดรายละเอียดงานประจำวันของตัวเองมาขยายเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย และสอดแทรกอารมณ์ขันลงไปให้อ่านสนุกมากขึ้น แม้บางเรื่องมันจะเป็นเรื่องที่เจอกับตัวก็คงหัวเราะไม่ออกก็ตาม
บันทึกเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความลำบากของอาชีพแพทย์ทั้งในพาร์ทของการทำงาน และพาร์ทของชีวิตส่วนตัวที่ได้รับผลกระทบจากตารางงานที่แสนวุ่นวาย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในที่ทำงานอยู่ทุกวัน ต้องคอยตื่นตัวเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา และต้องแบกรับความกดดันในแบบที่สายอาชีพอื่นไม่ค่อยประสบ เพราะความเป็นความตายของคนตรงหน้า ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเขาเท่านั้น
ถึงแม้ว่าการเป็นหมอในแต่ละประเทศจะมีลักษณะงานที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่จุดร่วมในประเด็นเหล่านี้ก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ ความเหนื่อยล้าจากงานและความเครียดที่สะสมได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของพวกเขาทีละน้อย แหงล่ะ การนอนไม่พอทำให้คนฉุนเฉียวได้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การอดนอนติดต่อกันหลายวันอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้พวกเขาค่อยๆกลายเป็นหมอขี้หงุดหงิด แทนที่จะเป็นหมอผู้เปี่ยมเมตตาแบบที่ตัวเองเคยวาดภาพไว้
แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือพาร์ทชีวิตส่วนตัวเองก็สั่นคลอนเช่นกัน พวกเขาจะกลายเป็นแฟนที่ไม่มีเวลาให้ เป็นพ่อแม่ที่ลูกไม่ค่อยจะได้เห็นหน้า หรือเป็นเพื่อนที่เทนัดกะทันหันอยู่บ่อยๆ พวกเขาอาจจะไม่สามารถไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนได้ ต้องยกเลิกทริปต่างประเทศกับแฟนที่จองไว้ล่วงหน้า เพียงเพราะว่ามีใครบางคนที่พวกเขาไม่รู้จักต้องการตัวเขามากกว่า นั่นแหละคือจิตวิญญาณของการเป็นหมอ
ผมคิดถึงความรู้สึกตอนขับรถกลับบ้านแล้วรู้ว่าคุณได้ทำสิ่งที่มีคุณค่า
เมื่อต้องเลือกคณะเรียนต่อตอนอายุ 18 น้อยคนนักที่จะเลือกอาชีพหมอเพราะว่าได้ช่วยคน ยอมรับกันตรงๆเลยก็ได้ว่ามันเป็นอาชีพที่เงินดี และจัดว่ามั่นคงใช้ได้ (เพราะอย่างน้อย AI ก็แทนที่ได้ยากกว่าวิศวะซอฟต์แวร์ 🥲) แต่เราเชื่อว่าเมื่อทำงานไปถึงจุดหนึ่ง สัญชาตญาณของความเป็นแพทย์ก็จะตื่นขึ้น
พวกเขาจะเริ่มตระหนักว่าอาชีพของตนนั้นสำคัญอย่างไรต่อผู้คน มันคือการท้าทายธรรมชาติ คือการฝืนสิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกอย่างความตาย การไม่ยอมจำนนต่อมันของพวกเขา ช่วยต่อเวลาให้คนคนหนึ่งได้อยู่บนโลกนี้นานขึ้นอีกนิด ได้กอดคนที่พวกเขารักนานขึ้นอีกหน่อย แน่นอนว่าบางครั้งพวกเขาก็แพ้ และความตายก็ได้เหยื่อของมันไป แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ผู้ป่วยก็ยังได้สัมผัสกับความหวัง ไม่ว่ามันจะริบหรี่แค่ไหนก็ตาม
พวกเขากำลังทำงานที่เป็นไปไม่ได้อย่างสุดความสามารถ
ถ้าคุณเป็นหมอ คุณจะชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะมันพูดแทนใจคุณได้เกือบทุกอย่าง ถ้าคุณมีคนใกล้ชิดเป็นหมอ คุณจะหัวเราะไปกับหนังสือเล่มนี้ เพราะมันไม่ต่างกับเรื่องเล่าจากปากเพื่อนของคุณสักเท่าไหร่ และถ้าคุณไม่รู้จักหมอสักคนเลย อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็น่าจะทำให้คุณเข้าใจพวกเขาได้มากขึ้น ว่าจริงๆแล้วหมอก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่กำลังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขมากมายที่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมได้
ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อการรักษา เรื่องที่ตลกร้ายที่สุดก็คือความพร้อมของแพทย์กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด เราคาดหวังให้หมอรักษาคนไข้ทุกคนอย่างเต็มประสิทธิภาพเสมอ แต่เราลืมคิดไปว่าระเบียบงานของโรงพยาบาลได้บังคับให้เขาต้องแหกตาตื่น และวิ่งวุ่นดูคนไข้ทั่ววอร์ดมาทั้งคืนแล้ว สมองของพวกเขาทำงานได้ดีพอๆกับคนที่ดื่มเหล้าจนเมาแอ๋ เราไม่ยอมให้คนเมารักษาเราแน่ๆ แต่เรากลับเห็นคนในโซเชียลเรียกร้องให้หมอห้ามพักจนกว่าจะตรวจพวกเขาเสร็จ
ไม่ใช่เพียงแค่คนไข้เท่านั้น แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่กำกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์เอง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนใต้สังกัดเลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์จบใหม่จำนวนมากต่างก็ถอดใจยอมแพ้ให้กับระบบ เมื่อจำนวนแพทย์น้อยลงสวนทางกับความต้องการที่มากขึ้น ปัญหาการทำงานหนักจนเกินไปก็ตามมา วนเวียนกันไม่รู้จบ ทั้งในไทย และอย่างที่หนังสือเล่มนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ในประเทศอื่นก็เช่นกัน 😔
เราทุกคนต้องการใครสักคนให้พูดคุยด้วย
ตอนจบของหนังสือได้ตั้งคำถามที่ชวนให้เราคิดว่า แล้วเราจะช่วยกันอย่างไรได้บ้าง? ในฐานะคนป่วยเราก็คงต้องช่วยกันดูแลสุขภาพให้ดี และพยายามเข้าใจหลักในการจัดการภายในโรงพยาบาล เอาง่ายๆก็พวกเคสไหนด่วน เคสไหนไม่ด่วน จะได้ไม่ต้องเอามาดราม่ากันตามโซเชียลให้มันบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน
แต่ในอีกทางหนึ่ง หากคุณมีคนรู้จักเป็นบุคลากรทางการแพทย์ การรับฟังก็อาจจะเป็นอะไรเล็กๆที่คุณพอจะหยิบยื่นให้กับพวกเขาได้ เพราะภายใต้ฉากหน้าที่ดูชินชา ยังมีคนนับไม่ถ้วนที่ทนกับความกดดันของอาชีพไม่ไหวจนกลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง หรือหนักกว่านั้นคือการยอมแพ้กับชีวิต การไถ่ถามให้พวกเขาได้ระบายความอัดอั้นในใจ ก็ไม่ต่างกับการส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ว่ายังมีคนที่ห่วงใย และพร้อมจะเข้าใจพวกเขาอยู่ตรงนี้เสมอ
เพราะหมอเองก็อาจต้องการใครมารักษาใจของพวกเขาเหมือนกัน
ใครยังไม่มี จิ้มเลย:
https://s.shopee.co.th/5AsVKnE9fM
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย