16 ก.ย. เวลา 03:00

“ทุนจีนกินรวบ ยิวยึดประเทศ เด็กเขมรเรียนฟรี พม่ามีลูกไม่หยุด” ฯลฯ

ซีโนโฟเบีย (Xenophobia) หรือ “ความเกลียดกลัวต่างชาติ” มีรากมาจากคำภาษากรีกสองคำ ได้แก่ “xenos” ซึ่งแปลได้ทั้ง “คนแปลกหน้า” หรือ “แขก” และ “phobos” ซึ่งหมายถึง “ความกลัว” หรือ “การหลบหนี”
คำนี้ใช้เรียกความกลัวและความเกลียดชังต่อชาวต่างชาติ คนแปลกหน้า รวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ถูกมองว่าแปลก แตกต่าง หรือมาจากต่างถิ่น โดยเริ่มปรากฏการใช้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก่อนจะแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน
xenophobia ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่ส่วนใหญ่มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งด้านจิตวิทยา สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่สำคัญ คำนี้ไม่ได้หมายถึง “โรค” หรืออาการทางจิตเวชเสมอไป แต่โดยทั่วไปใช้หมายถึงความกลัว ความไม่ไว้วางใจ หรือความเกลียดชังต่อคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอกหรือชาวต่างชาติ
นักจิตวิทยาสังคมมักอธิบาย xenophobia ผ่านแนวคิดเรื่อง “การรับรู้ภัยคุกคาม” (perceived threat) กล่าวคือ เมื่อคนรู้สึกว่ากลุ่มอื่นอาจเข้ามาคุกคามตนเองหรือกลุ่มของตน ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความกลัวและทัศนคติเชิงลบมากขึ้น
ทฤษฎีภัยคุกคามระหว่างกลุ่ม (intergroup threat theory) แบ่งภัยคุกคามสำคัญออกเป็นสองลักษณะ คือ ภัยที่จับต้องได้ เช่น ความปลอดภัย งาน เงิน หรือทรัพยากร และภัยเชิงสัญลักษณ์ เช่น วัฒนธรรม ศาสนา ค่านิยม หรืออัตลักษณ์ของชาติ
หากคนรู้สึกว่า “ชาวต่างชาติกำลังมาแย่งงาน” “มาใช้สวัสดิการของเรา” หรือ “ทำให้ความปลอดภัยลดลง” สิ่งนี้เรียกว่า “realistic threat” หรือภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ที่จับต้องได้
แม้ในความเป็นจริง ภัยนั้นอาจมีมาก น้อย หรือแทบไม่มีเลยก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ “การรับรู้ว่ามีภัย” ก็สามารถส่งผลต่อทัศนคติได้ งานวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติต่อผู้อพยพพบว่า ความรู้สึกว่าคนต่างกลุ่มกำลังเข้ามาแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด มีความสัมพันธ์กับการต่อต้านผู้อพยพอย่างชัดเจน
กรณีที่พบเห็นได้ในประเทศไทย เช่น กระแสถกเถียงเรื่องการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ลี้ภัยหรือแรงงานชาวเมียนมา การให้สิทธิเด็กชาวกัมพูชาเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนชาวจีน ซึ่งหลายครั้งถูกเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา จนเกิดคำที่แพร่หลายอย่าง “จีนเทา”
อีกด้านหนึ่งคือความกลัวว่าวัฒนธรรมของตัวเองจะถูกเปลี่ยน เช่น ความรู้สึกว่า หากคนต่างชาติเข้ามามาก ภาษา ศาสนา หรือวิถีชีวิตของเราจะค่อย ๆ หายไป สิ่งนี้เรียกว่า “symbolic threat” ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเงินหรือความปลอดภัยโดยตรง แต่เป็นความรู้สึกว่า “ความเป็นพวกเรา” กำลังถูกคุกคาม
แนวคิด “อัตลักษณ์ทางสังคม” (social identity theory) ยังช่วยอธิบายว่า มนุษย์มีแนวโน้มแบ่งโลกออกเป็น “พวกเรา” กับ “พวกเขา” และเมื่ออัตลักษณ์ของกลุ่มตัวเองถูกทำให้รู้สึกไม่มั่นคง ก็อาจนำไปสู่การมองกลุ่มอื่นในแง่ลบได้
การศึกษายังพบว่า เมื่อคนรู้สึกว่า “ความเป็นชาติ” หรือ “อัตลักษณ์ของคนในชาติ” (national identity) ของตนกำลังถูกคุกคาม เช่น จากวัฒนธรรมต่างชาติ ภาษา ศาสนา หรือค่านิยมที่แตกต่าง ปฏิกิริยาต่อต้านหรือความเกลียดกลัวชาวต่างชาติอาจรุนแรงกว่าการรู้สึกว่า “เศรษฐกิจ” ของตัวเองกำลังถูกคุกคาม เช่น กลัวเสียงานหรือกลัวรายได้ลดลง
กรณีนี้พบเห็นได้มากในหลายประเทศยุโรปที่รับผู้อพยพชาวมุสลิมเข้าไปจำนวนมาก จนเกิดกระแสต่อต้านในหมู่ชาวยุโรปบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่กังวลว่าอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนอาจเปลี่ยนแปลงไป ความกังวลลักษณะนี้ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนหนุนให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยหนึ่งคือ “ความไม่คุ้นเคยและการเหมารวม” เพราะมนุษย์มีแนวโน้มแบ่งคนออกเป็น “พวกเรา” และ “พวกเขา” โดยเฉพาะเมื่อเราแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม ความเข้าใจที่มีต่อคนกลุ่มนั้นจึงอาจไม่ได้มาจากประสบการณ์จริง แต่มาจากข่าวลือ ข่าวด้านลบ หรือภาพจำเหมารวม (stereotype) ที่ถูกส่งต่อกันมา เช่น คนประเทศนั้นโหดร้าย น่ากลัว เจ้าเล่ห์ หรือไร้มารยาท ฯลฯ
ภาพจำเหล่านี้อาจทำให้เรารู้สึกกังวลหรือไม่สบายใจเมื่อต้องพบปะกับคนกลุ่มนั้น ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรผิด ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า “ความวิตกกังวลระหว่างกลุ่ม” (intergroup anxiety) และอาจนำไปสู่ทัศนคติเชิงลบหรือการหลีกเลี่ยงคนต่างกลุ่มได้
โซเชียลมีเดีย สื่อ และวาทกรรมทางการเมืองยังมีส่วนสำคัญในการขยายความกลัวเหล่านี้ หากคนได้ยินซ้ำ ๆ ว่า “ผู้อพยพก่ออาชญากรรม” หรือ “ต่างชาติกำลังยึดประเทศ” เรื่องราวที่ซับซ้อนอาจถูกลดทอนเหลือเพียงคำอธิบายง่าย ๆ ว่า “พวกเขากำลังทำร้ายพวกเรา” ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจมีรายละเอียดและบริบทมากกว่านั้น
รวมถึงการแพร่กระจายของข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน เช่น กรณีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารในร้านที่จังหวัดภูเก็ตแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งในช่วงแรกมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ก่อนจะมีข้อมูลภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นชาวอิสราเอลตามที่รายงานไว้แต่แรก
อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวได้จุดกระแสความเกลียดชังขึ้นเป็นวงกว้างไปแล้ว และยังนำไปสู่การเหมารวมเมื่อเกิดเหตุการณ์อื่นในลักษณะคล้ายกันว่า ผู้กระทำต้องเป็นชาวอิสราเอล ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่
ยิ่งในช่วงที่สังคมกำลังเผชิญปัญหา เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม การก่อการร้าย หรือการมีผู้อพยพเข้ามาจำนวนมาก ความรู้สึกไม่มั่นคงเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ข้อความที่ปลุกความเกลียดชังและการเหมารวมมีพลังมากขึ้น
ผลกระทบของ xenophobia ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความรู้สึกกลัวหรือไม่ชอบคนต่างชาติ แต่สามารถพัฒนาไปสู่การกีดกัน การเลือกปฏิบัติ การแสดงความเกลียดชัง ไปจนถึงการใช้ความรุนแรง ขณะที่ผู้ตกเป็นเป้าอาจเผชิญทั้งปัญหาสุขภาพจิต ความไม่เป็นธรรม การถูกเอารัดเอาเปรียบ ไปจนถึงการถูกผลักออกหรือโดดเดี่ยวจากสังคม
ในระดับประเทศ xenophobia ยังอาจถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนวาระทางการเมือง ตั้งแต่การสร้างความแบ่งขั้วในสังคม ไปจนถึงการผลักดันนโยบายกีดกันชาวต่างชาติ
ในระยะยาว ความเกลียดกลัวต่างชาติอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศเสี่ยงสูญเสียโอกาสในการดึงดูดแรงงานทักษะสูง ผู้ประกอบการ การลงทุน และองค์ความรู้จากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังอาจสร้างความตึงเครียดและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐที่เป็นประโยชน์บางอย่างต้องสะดุดลงจากกระแสความเกลียดชังภายในประเทศ
เป็นเรื่องอันถูกต้องชอบธรรมที่ประชาชนเจ้าของประเทศจะลุกขึ้นมาทวงถามอธิปไตย ศักดิ์ศรี และความยุติธรรม เมื่อเจอชาวต่างชาติลบหลู่ดูหมิ่น ละเมิดกฎหมาย หรือเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ แต่พึงระวังอย่าให้การเรียกร้องตามสิทธิพลเมืองแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังและอคติทางเชื้อชาติ
เพราะความรักชาติที่ปราศจากการแยกแยะและเหตุผล อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายสังคม และฉุดรั้งอนาคตของประเทศเสียเอง
เรื่องและภาพ: นพรุจ สงวนจังวงศ์
โฆษณา