•
17 ก.ย. เวลา 02:48 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

กดทองร่วง!
พร้อมเปิดทางขึ้นอีก 1 ครั้งปีนี้
.
▶ ราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขาย โดยปรับร่วงกว่า 130 เหรียญ ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่บริเวณ 4,235 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับ หลัง Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
โดย Kevin Warsh ประธาน Fed ระบุว่า แรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ชะลอลงอย่างชัดเจน และแม้ Fed ไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันหรืออาหารได้โดยตรง แต่การขึ้นดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านพลังงานลุกลามไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
▶ ตลาดตอบรับท่าที Fed ในเชิงเข้มงวดมากขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น โดย US 10Y Yield กลับขึ้นมาปิดบริเวณ 5.01% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วน Bond Yield 2 ปีปรับขึ้นจากความคาดหวังว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกก่อนสิ้นปี
▶ ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -31.54 เหรียญ หรือ -0.73% มาอยู่ที่ระดับ 4,263.85 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 4,307.23 เหรียญ
▶ ราคา Silver ปิดปรับตัวลดลง -0.7 เหรียญ หรือ -1.09% มาอยู่ที่ระดับ 62.98 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 63.91 เหรียญ
▶ กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 1.71 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,051.99 ตัน ภาพรวมเดือนกันยายนซื้อเข้า 9.63 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 20.02 ตัน
▶ นักวิเคราะห์จาก Kitco มองว่า แม้ทองคำระยะสั้นยังอ่อนตัว แต่แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังเป็นขาขึ้น หากราคาปิดรายวันยืนเหนือ 4,300 เหรียญได้ โดยมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบ 4,400 เหรียญ และ 4,755 เหรียญ ขณะที่หากหลุด 4,300 เหรียญ แนวรับระยะยาวถัดไปอยู่บริเวณ 4,010 เหรียญ
▶ Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% ด้วยมติเอกฉันท์ 12-0 ถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และสะท้อนว่าคณะกรรมการเห็นตรงกันมากขึ้นว่าเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาหลัก แม้เศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแรง
▶ ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
▶ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอน Kevin Warsh แถลงข่าว โดยย้ำว่าเงินเฟ้อยังสูงเกินไป และระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียงการ “ถอนการผ่อนคลายออกบางส่วน” ทำให้ตลาดตีความว่า ระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังไม่เข้มงวดเพียงพอ และ Fed อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตึงตัวต่อไป
▶ สำหรับเหตุผลที่ Fed เปลี่ยนจากการคงดอกเบี้ยมาเป็นการขึ้นในครั้งนี้ Warsh ระบุ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจและตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น, เงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนยังสูงกว่าที่ Fed ต้องการ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมกันนำไปสู่มติขึ้นดอกเบี้ยแบบเอกฉันท์
▶ Fed ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2026 ให้แข็งแกร่งขึ้น โดย GDP เพิ่มเป็น 2.3% และอัตราว่างงานลดเหลือ 4.1% ขณะที่ PCE Inflation ถูกปรับขึ้นเป็น 3.7% และ Core PCE เป็น 3.4% จากประมาณการเดือนมิ.ย. พร้อมคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยชะลอลงและกลับสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2029
▶ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ควรอยู่ที่ “1% หรือต่ำกว่า” ขณะที่ Warsh ย้ำถึงความเป็นอิสระของ Fed และไม่ได้ตอบโต้แรงกดดันจากทำเนียบขาวโดยตรง ทำให้ตลาดยังต้องจับตาว่าความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อของ Fed กับความต้องการดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นหรือไม่
▶ CME FedWatch ล่าสุดให้น้ำหนักการประชุมวันที่ 28 ต.ค. ว่า Fed มีโอกาสใกล้เคียงกันระหว่าง “คงดอกเบี้ย” ที่กรอบ 3.75–4.00% ราว 50.2% และ “ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%” สู่กรอบ 4.00–4.25% ราว 49.8% ขณะที่การประชุมวันที่ 9 ธ.ค. ตลาดให้น้ำหนัก 50% ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สะท้อนว่าตลาดยังมองว่ามีโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้
โฆษณา