เมื่อวาน เวลา 11:16

โทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นในวันหนึ่ง

ปลายสายคือ พลตรี ศรชัย มนตริวัต
ท่านพูดกับผมสั้น ๆ ว่า
“เดี๋ยวพี่จิ๋วจะพูดด้วย”
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ดังขึ้นจากปลายสาย
ท่านไม่ได้พูดอ้อมค้อม
“น้องนิติภูมิ มีคนจากสถานทูตสหรัฐฯ อยากพบ เขาขอนัดมาคุยกับน้องที่ห้องพี่ ที่ทำเนียบรัฐบาล”
ผมรับคำ
แต่ในใจรู้ทันทีว่า การนัดพบครั้งนี้คงไม่ใช่การมาดื่มกาแฟและถามสารทุกข์สุกดิบธรรมดา
เมื่อถึงวันนัด ผมเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เข้าพบ พลเอก ชวลิต และ พลตรี ศรชัย ที่ห้องรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เมื่อเข้าไปถึง ผมเห็นชายชาวอเมริกันคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เขาเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐฯ
เราแนะนำตัวกันตามมารยาท พูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนจะย้ายไปนั่งที่ห้องของ พลตรี ศรชัย
ช่วงแรก ทุกอย่างดูเหมือนการสนทนาธรรมดา
แต่ไม่นาน คำถามก็เริ่มเปลี่ยนไป
จากคำถามทั่วไป กลายเป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจงขึ้นเรื่อย ๆ
บางคำถามทำให้ผมรู้สึกอึดอัด
ผมนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดกับนักการทูตอเมริกันท่านนั้นว่า
“เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ เดี๋ยวเราดื่มกาแฟแก้วนี้ให้หมด แล้วเราออกไปคุยกันสองคน”
เขามองหน้าผม
ผมจึงพูดต่อว่า
“ไปคุยกันที่ล็อบบี้โรงแรมเอราวัณ คุยกันแบบสุภาพบุรุษคุยกัน”
เขาตกลง
ไม่นานนัก เราสองคนก็มานั่งตรงข้ามกันอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมเอราวัณ
เราสั่งกาแฟมาคนละแก้ว
แต่เรื่องที่คุยกันกลับไม่ใช่เรื่องที่เขาถามผมที่ทำเนียบรัฐบาล
เราคุยเรื่องยาดม
ยาอม
ยาหม่อง
มีดพก
กระจกเงา
กระเป๋าหิ้ว
แว่นตา
นาฬิกา
กระทั่งเรื่องฟันปลอม
เรื่องเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย กลับทำให้คนสองคนจากคนละโลกหัวเราะและคุยกันได้อย่างสนุกสนานอยู่พักใหญ่
จนกระทั่งถึงช่วงหนึ่ง
นักการทูตอเมริกันหยุดพูด
เขาเงียบ
ผมก็เงียบตาม
เสียงรอบตัวในล็อบบี้ยังดำเนินต่อไป แต่ระหว่างเราสองคนกลับไม่มีใครพูดอะไร
ครู่หนึ่ง เขาจึงเริ่มถามคำถามอีกครั้ง
คราวนี้เป็นคำถามที่ผมรู้คำตอบ
และตอบได้
แต่ผมเลือกที่จะไม่ตอบ
ผมมองหน้าเขาแล้วพูดตรง ๆ
“ผมรู้ว่าคุณเป็นใคร และผมก็รู้ว่าหน้าที่ของคุณคืออะไร”
เขานิ่งฟัง
ผมจึงพูดต่อ
“ผมรอดชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะความช่วยเหลือของคณะบุคคลที่คุณกำลังถามถึง”
ผมหยุดนิดหนึ่ง
ก่อนพูดว่า
“เพราะฉะนั้น คุณคบผมไว้เพื่อประโยชน์ในเรื่องอื่นดีกว่า”
เขายังคงเงียบ
ผมจึงอธิบายด้วยภาพง่าย ๆ
“คนที่เดินอยู่บนเส้นลวดอย่างพวกเรา เมื่อมีราวให้เกาะ เราก็ต้องยึดราวนั้นไว้แล้วเดินต่อ ถึงจะเสี่ยง แต่อย่างน้อยก็ยังอันตรายน้อยกว่าการเดินโดยไม่มีอะไรให้ยึด”
ผมมองเขา
“ผมรู้ว่าคุณก็มีราวเกาะของคุณ”
“ผมเองก็มีราวเกาะของผม”
“เราอย่าเสี่ยงทำลายราวของกันและกันเลย เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อาจตกลงไปก็คือพวกเราทั้งคู่”
เงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วสิ่งที่ผมเห็นบนใบหน้าของเขา ไม่ใช่ความไม่พอใจ
เขายิ้ม
เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ว่า เขาเข้าใจทุกคำที่ผมพูด
และนับจากวินาทีนั้น เขาไม่ถามเรื่องนั้นกับผมอีก
บทสนทนาที่ตึงเครียดเมื่อครู่หายไปอย่างประหลาด
เรากลับมาคุยกันเรื่องคนธรรมดา ๆ
ลุงอู๋
ลุงชู
ลุงผัน
ตามั่น
ยายมี
ลุงอ๋อ
ตาอ้อม
พี่นารี
น้าสมศักดิ์
รวมถึง ท่านสมัคร และ ท่านเฉลิม
จากเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นความลับระดับที่ผมไม่อยากตอบ กลับกลายเป็นการสนทนาถึงผู้คนและชีวิตธรรมดา ๆ
เรานั่งอยู่ด้วยกันประมาณหนึ่งชั่วโมง
ก่อนลุกจากโต๊ะ ไม่มีเอกสารให้เซ็น
ไม่มีคำสัญญา
ไม่มีใครขอให้อีกฝ่ายเปลี่ยนข้าง
และไม่มีใครถามคำถามต้องห้ามนั้นอีก
เราจับมือกันแล้วแยกจากกัน
วันนั้นผมได้เรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งว่า
คนสองคนอาจมีหน้าที่ต่างกัน มีสิ่งที่ต้องปกป้องต่างกัน และยืนอยู่คนละด้านของโต๊ะได้
แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างรู้ว่า เส้นไหนไม่ควรข้าม
ความลับบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องถูกเปิดเผย
เพราะบางครั้ง
การที่คนสองคนต่างรู้ว่าอีกฝ่าย “รู้”
แต่เลือกที่จะไม่ถามต่อ
อาจเป็นความไว้ใจกันในระดับที่สูงกว่าคำพูดเสียอีก
และกาแฟแก้วนั้นที่ล็อบบี้โรงแรมเอราวัณ
จึงเป็นกาแฟแก้วหนึ่งที่ผมไม่เคยลืม
…….
ผมให้เอไอช่วยสร้างภาพพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลตรี ศรชัย มนตริวัติ นักการทูตอเมริกันอายุประมาณ 40 ปี และผมตอนอายุประมาณ 40 กว่าปีเช่นเดียวกัน เราทั้งหมดอยู่ในชุดสูท นั่งอยู่ในห้องพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในทำเนียบรัฐบาล
โฆษณา