Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
NTP59
•
ติดตาม
2 ชั่วโมงที่แล้ว
เกือบ 30 ปีก่อน
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี
และนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ชวนผมไปสนทนากับนายเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า การสนทนาระหว่างคนรุ่นพ่อในวันหนึ่ง จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการศึกษาของคนรุ่นลูกในอีกหลายสิบปีต่อมา
ช่วงนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย หรือ “น็อบ” ลูกชายคนโตของผม เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพอดี
หลังจากนั้นไม่นาน เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นค่อย ๆ จัดวางเส้นทางชีวิต
ผมได้รับเชิญให้เดินทางไปยังรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
และต่อมาก็มีทุนการศึกษามาถึงลูกชายคนโต
น็อบจึงเดินทางไปเรียนที่ฮาวาย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานเกือบหกปี
……….
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากประเทศไทยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปเริ่มต้นชีวิตการศึกษาอีกครั้งในแผ่นดินที่ห่างจากบ้านหลายพันกิโลเมตร
ท้ายที่สุด น็อบสำเร็จการศึกษาเป็น
ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยฮาวายแปซิฟิก (Hawai‘i Pacific University) สหรัฐอเมริกา
จากฮาวาย น็อบกลับประเทศไทย และศึกษาต่อจนสำเร็จ
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
………
เมื่อถึงวันที่น็อบคิดจะเรียนปริญญาเอก ผมพูดกับเขาประโยคหนึ่ง
“พ่ออยากให้หนูเรียนสลับกันกับพ่อ”
ลูกชายทำหน้างง
“สลับยังไงครับพ่อ”
ผมจึงเล่าเส้นทางการศึกษาของพ่อให้ลูกฟัง
พ่อเป็น…
ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางประวัติศาสตร์ จากสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยมอสโก (Moscow State University) สหพันธรัฐรัสเซีย
………
“พ่อเริ่มปริญญาตรีที่รามคำแหง พ่อจึงอยากให้หนูกลับมาจบปริญญาเอกที่รามคำแหง”
มันเป็นการ “สลับ” ที่แปลกดี
พ่อเริ่มต้นที่รามคำแหง แล้วออกไปจบปริญญาเอกในต่างประเทศ
ส่วนลูกเริ่มต้นปริญญาตรีในต่างประเทศ แล้วเดินทางกลับมาจบปริญญาเอกที่รามคำแหง
เส้นทางของพ่อเดินออกจากบ้าน
เส้นทางของลูกเดินกลับเข้าบ้าน
แต่ปลายทางของคนสองรุ่น กลับมาบรรจบกันที่คำเดียวกันคือ…
การศึกษา
……….
ผมยังบอกลูกอีกว่า การเรียนปริญญาเอกไม่ควรจบลงเพียงเพื่อให้มีคำว่า “ดร.” นำหน้าชื่อ
ความรู้ที่เรียนต้องกลับมารับใช้ประชาชนได้
น็อบเคยเป็นโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่าง พ.ศ. 2554–2556
ต่อมาเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 2 สมัย และเป็นรองประธานสภากรุงเทพมหานคร 2 สมัย
ผมจึงบอกเขาว่า
“ถ้าหนูทำงานกรุงเทพมหานคร หนูก็ควรศึกษาปัญหาที่หนูพบจากการทำงานจริง เพื่อว่าวันหนึ่งความรู้จากมหาวิทยาลัยจะกลับไปช่วยประชาชนได้”
และนั่นกลายเป็นที่มาของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง
“ปัญหาทับซ้อนด้านการจัดทำบริการสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2518–2567”
พูดอย่างง่ายที่สุด
งานชิ้นนี้ศึกษาปัญหาหน้าที่และอำนาจในการให้บริการประชาชนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งบางส่วนทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยย้อนศึกษายาวนานเกือบ 50 ปี
………..
แล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง
17 กันยายน 2569
น็อบมีหน้าที่สำคัญสองเรื่องอยู่ในวันเดียวกัน
ภาคเช้า นั่งพิจารณางบประมาณของกรุงเทพมหานคร
งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ หลายล้านคน
เมื่อภารกิจนั้นเสร็จ น็อบไม่ได้กลับบ้านไปพัก
เพราะเวลา 15.00 น. ยังมีอีกภารกิจหนึ่งรออยู่
Doctoral Dissertation Defense
หรือ
การสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์
ณ ห้องสัมมนาปริญญาเอก (การเมือง) อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เบื้องหน้าของน็อบคือคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ศาสตราจารย์ ดร.วรเดช จันทรศร ประธานการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์
ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
รองศาสตราจารย์ ดร.จักรี ไชยพินิจ ประธานที่ปรึกษา ผู้ดูแลและให้คำแนะนำมาโดยตลอด
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์
และรองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงชัย ปิ่นประวัติ
……….
พอถึงตอนเย็น น็อบก็โทรศัพท์มาบอกผมว่า…
“พ่อครับ ผมสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ผ่านเรียบร้อยแล้วครับ ดีใจมากครับ เหลือเพียงแก้ไขดุษฎีนิพนธ์บางจุดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ จัดพิมพ์เล่มให้สมบูรณ์ และรอการอนุมัติปริญญาจากสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงครับ“
”จากนี้ไปก็น่าจะเป็นขั้นตอนที่เบาลงมากแล้วครับ ไม่หนักเหมือนช่วงที่ผ่านมา ถือว่าผมเดินมาเกือบถึงปลายทางแล้ว โอกาสที่จะสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้วครับพ่อ”
ผมตอบลูกสั้นๆ “พ่อขอแสดงความยินดีกับหนูด้วย“
………
ผมนึกย้อนกลับไปถึงวันเก่า ๆ
จากวันที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ชวนผมไปสนทนากับเฮนรี คิสซิงเจอร์
จากเด็กหนุ่มที่เพิ่งจบมัธยม
จากฮาวายที่อยู่ไกลบ้าน
จากปริญญาตรีจากรัฐที่เป็นเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก
กลับมาปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และในที่สุด มาถึงห้องสอบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ผมเคยบอกลูกว่า
“พ่อเริ่มที่รามคำแหง แล้วเดินทางออกไปไกลถึงมอสโก”
“หนูเริ่มจากที่ไกลบ้าน แล้วค่อยเดินทางกลับมาหารามคำแหง”
……….
17 กันยายน 2569 มาถึง
สิ่งที่ผมเรียกว่า “เรียนสลับกันกับพ่อ” เมื่อหลายปีก่อน ไม่ได้หมายถึงการสลับชื่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น
แต่มันคือการเดินทางของคนสองรุ่น
พ่อเดินทางออกไปแสวงหาความรู้ เพื่อเอาความรู้กลับมาบ้าน
ส่วนลูกเดินทางกลับมาบ้าน เพื่อเอาความรู้ไปรับใช้บ้านของตนเอง
………
พ่อเคยเป็นนักศึกษารามคำแหง
หลายสิบปีต่อมา ลูกชายกลับมายืนสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
การศึกษาของพ่อจบไปนานแล้ว
แต่บางที การศึกษาของคนเป็นพ่ออาจไม่เคยจบจริง ๆ
เพราะบทเรียนบทสุดท้ายของพ่อ
อาจไม่ใช่วันที่พ่อได้รับปริญญาของตัวเอง
แต่อาจเป็นวันที่พ่อได้นั่งมองลูก
เดินไปถึงปลายทางของการศึกษาด้วยขาของเขาเอง.
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย